ศิลปและวัฒนธรรมทวารวดี

ย้อนเวลากลับไปเมื่อราว1400-1500ปีที่แล้วดินแดนที่ได้เป็นประเทศไทยในปัจจุบันก็ได้เข้าสู่ในยุคประวัติศาสตร์ที่มีการใช้อักษรเป็นเครื่องมือสื่อสารอารยธรรมจากพื้นทะเลภายนอกผสมผสานกับอารยธรรมดั่งเดิมจึงทำให้ชุมชนต่างๆมีพัฒนาการกลายเป็นบ้านเมืองที่ใหญ่โตและรุ่งเรืองซึ่งรวมถึงบ้านเมืองที่มีนามว่าทวารวดีด้วย

นอกจากนี้ทางด้านทวารวดีได้เป็นบ้านเมืองที่ได้มีความสำคัญเป็นอย่างมากที่ช่วงยุคแรกเริ่มของประวัติศาสตร์และชื่อที่ได้มีการเรียกใช้คานกันนี้ได้เป็นภาษาสันสกฤตที่ได้แปลกออกมาว่าเป็นเมืองที่มีประตูหรือประกอบขึ้นมาด้วยประตู

ซึ่งที่ได้ชื่อนี้มาก็เป็นเพราะว่าได้ติดต่อกับโลกที่อยู่ภายนอกที่ได้ผ่านการขายทางท้องทะเลมาเป็นล้ำเป็นสันอย่างเป็นท่าที่ได้มีประตูเชื่อมต่อกันกับอารยประเทศมันจึงไม่แปลกใจเลยว่าที่เรานั้นจะต้องพบเจอโบราณวัตถุจากดินแดนแห่งท้องทะเลอย่างมากมายอย่าเช่นลูกปัดแก้วลูกปัดที่เป็นหินสีเหรียญ กษาปณ์จากต่างชาติของที่ได้มีค่าต่างๆรวมไปถึงเครื่องรางและรูปที่เอาไว้เคารพ

นอกจากนี้คำว่าทวารวดีก็ยังได้เป็นชื่อที่มงคลเหมือนกันกับชื่อพระกฤษณะที่ได้เป็นเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่ในศาสนาพราหมณ์อวตารปาง1ของท้าววิษณุกรรมด้วยและก็ยังได้มีหลักฐานที่สำคัญที่ทำให้ได้ทราบดีเลยว่าดินแดนประเทศไทยนี้ได้มีบ้านเมืองนามว่าทวารวดี

กล่าวคือได้มีบันทึกของพระชาวจีนที่ท่านได้มีนามว่าพระอี้จิงซึ่งท่านได้ออกไปหาแสวงบุญที่ประเทศอินเดียเมื่อราวพุทธศตวรรษที่12-13ซึ่งท่านทั้งสองนั้นได้กล่าวเอาไว้ว่าในภูมิภาคที่อคาเนย์ก็ได้มีบ้านเมืองต่างๆที่ได้สร้างติดกันอยู่เรียงรายกันในจุดที่พวกเขานั้นได้เชื่อกันว่ามันได้ตรงกับภูมิภาคกลางของประเทศไทย

นอกจากนี้พระอี้จังก็ยังได้ระบุชื่อเอาไว้อีกว่าโธโรโปตีซึ่งที่ได้กล่าวเอาไว้นี้ได้เป็นภาษาสันสกฤตทวารวดีจากนั้นต่อมาก็ได้ค้นพบเหรียญเงินที่ได้มีการลงรายลักษณ์อักษรเป็นปารวะที่เป็นภาษาสันสกฤตซึ่งน่าจะมีอายุราวๆพุทธศตวรรษที่12ศีทวารวตีสวารบุญยะ บุญของผู้ที่ได้เป็นใหญ่แห่งทวารวดีที่ได้ขยายตัวอยู่ในภูมิภาคกลางของประเทศไทย

อย่างเช่นที่จังหวัดนครปฐม อู่ทอง คูเมือง คูบัว อีกทั้งก็ยังได้ค้นพบอักษรปารวะที่เป็นภาษาของสันสกฤตที่อยู่ด้านฐานของพระพุทธรูปที่ภายในวัดจันทึกที่ตั้งอยู่ในอำเภอปากช่องจังหวัดนครราชสีาที่ได้มีการแปลเอาไว้ว่าพระเทวีแห่งเจ้าทวารวดีที่ได้บรรชาให้พระทิดาให้มีการจัดสร้างรูปนี้เอาไว้

 

สนับสนุนโดย  entaplay pc

สร้างศิลปะในหัวใจ

ศิลปะเป็นสิ่งที่เกิดจากความคิดและจินตนาการของผู้สร้างสรรค์เป็นหลักก็จริงแต่ถ้าหากศิลปะเป็นสิ่งที่มีการผสสมผสานการใส่ใจในดารสร้างสรรค์ลงไปด้วยแล้วผลงานศิลปะจะออกมายอดเยี่ยมและน่าสนใจมากเลยทีเดียว

ดังนั้นแล้วสิ่งที่ศิลปินส่วนใหญ่นั้นมีคือศิลปะที่เกิดขึ้นจากหัวใจมากกว่าความคิดที่ถูกถ่ายทอดจากสมองการสร้างสรรค์สิ่งใหม่เพราะสิ่งที่ถูกถ่ายทอดจากหัวใจนั้นคือความรู้สึกของผู้สร้างสรรค์หรือศิลปินนั่นเอง ศิลปะในหัวใจจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากเพราะในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นทางด้านเทคโนโลยีที่มีการก้าวหน้าไปมากแล้วนั้นทำให้การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะขึ้นมานั้น

สามารถที่จะทำได้ง่ายโดยใช้เทคโนโลยีต่างๆ แต่แน่นอนว่าถ้าหากผู้สร้างสรรค์ไม่มีศิลปะในหัวใจเชื่อว่าผลงานที่ออกมานั้นก็เป็นเพียงผลงานศิลปะที่ไม่มีชีวิตเพราะเป็นผลงานศิลปะที่ได้ได้ถูกถ่ายทอดออกมาจากอารมณ์ความรู้สึกที่แทเจริงของผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะนั้นขึ้นมา

เป็นสิ่งที่สื่อออกมาจากหัวใจ ไม่ว่าจะสร้างสรรค์อะไรถ้าหากผู้สร้างสรรค์มีศิลปะในหัวใจ ผู้ที่ชมผลงานเหล่านั้นจะสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าผลงานที่ถูกถ่ายทอดออกมานั้นเป็นผลงานที่ถูกสื่ออกมาจากหัวใจอย่างแท้จริงหรือไม่เพราะถ้าหากเป็นผลงานที่มีการสื่อออกมาจากหัวใจที่แท้จริงของผู้สร้างสรรค์นั้น

จะเป็นสิ่งที่สามารถทำให้ผู้ชมณุ้สึกถึงความรู้สึกเหล่านั้นได้นั่นเอง สรุปง่ายๆก็คือถ้าหากผลงานเป็นผลงานที่สื่อหรือถ่ายทอดออกมาจากหัวใจผู้สร้างสรรค์นั้นจะทำให้ผู้ที่เพบเห็นผลงานชิ้นนี้รู้สึกและเข้าใจได้ถึงผลงานด้วยนั่นเอง

จะมีความตั้งใจในการสร้างสรรค์ เพราะทุกสิ่งที่ถูกถ่ายทอดมาจากใจนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ต้องตั้งใจนั่นเอง อย่างที่กล่าวในข้างต้นผลงานของศิลปินคนหนึ่งนั้นจะสามารถ่ายทิดออกมาได้อย่างมบูรณ์นั้นไม่ใช่เพียงการใช้จินตนาการหรือความคิดสร้างสรรค์เท่านั้นแต่สิ่งที่ต้องใส่ไปในการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะอีกหนึ่งอย่างก็คือหัวใจที่มีวควมเป็นศิลปะอย่างล้นเปี่ยม

อยากที่จะถ่ายทอดความรู้สึกของตนเองให้ผู้อื่นได้รับรู้ สำหรับผู้ที่มีศิลปะในหัวใจนั้นมักจะอย่าถ่ายทิดสิ่งเหล่านี้ออกมาเสมอ แพราะเป็นสิ่งที่อยู่ภายในหัวใจ เมื่อได้ถ่ายทอดออกมาแล้วจะรู้สึกว่ชีวิตนั้นมีชีวิตมากขึ้น สังเกตได้ว่าศิลปินหรือผู้สร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะด้านใดก็ตามมักจะเป็นคนที่มีอารมณ์ที่แปรปรวนบางครั้งก็เป็นลักษณะคล้ายกับคนอารมณ์สองขั้ว

หรือที่เรามักจะยินที่เขาเรียกกันว่าอาการติสต์นั่นเอง แต่คนลักษระนี้ถึงแม้จะเป็นคนที่มีลักษณะอารมณ์ความรู้สึกสองขั้วแค่ไหน แต่ถ้าหากมีศิลปะในหัวใจแล้วนั้นก็มักที่จะอยากถ่ายทอดความรู้สึกของตัวเองออกมาอยู่เสมอ

การปลูกฝังให้คนรุ่นหลีงมีศิลปะในหัวใจนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะศิลปะเป็นสิ่งที่ช่วยขัดเกลาความรู้สึกหยาบกระด้างของมนุษย์ได้ ดังนั้นการส่งเสริมและสนบสนุนในด้านศิลปะนั้นก็ควรเป็นสิ่งที่ได้รับการปลูกฝังจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพราะการปลูกฝังนั้นจะนำไปสู่การสร้างศิลปะที่ดีในหัวใจของคนยุคใหม่ๆด้วย

 

สนับสนุนโดย  entaplay mobile

หินสลักโมไอบนเกาะอีสเตอร์สามารถเดินได้เองจริงหรือเปล่า?

ถ้าเราพูดถึงเรื่องของโบราณสถานหรือโบราณวัตถุที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของหินสลักจริงๆแล้วมันได้มีอยู่หลายที่ทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นหินสลักต่างๆเกี่ยวกับในหน้าประวัติศาสตร์อย่างศิลาแดงหรือเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่เกี่ยวกับอียิปต์โบราณหรือสลักเอาไว้ในถ้ำต่างๆมากมาย

ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้มันก็จะบ่งบอกเกี่ยวกับประวัติที่มาหรือในอดีตนั้นมันได้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งหนึ่งในหินสลักที่มีคนพูดถึงกันมากที่สุดนั่นก็คือ หินสลักรูปหน้าคนโมไอ/moaiนั่นเองโดยตามข้อมูลเขายังได้บอกเอาไว้ว่า หินสลักรูปโมไอมันคือรูปปั้นหินที่มีลักษณะที่คล้ายกับศีรษะของมนุษย์แตกจะมีศีรษะที่ใหญ่กว่ามนุษย์ทั่วไป

และยังได้มีรูปร่างลักษณะที่แตกต่างกันออกไปบางตัวหัวเล็กบางตัวหัวใหญ่หรือบางตัวก็อาจจะมีหินวางเอาไว้บนหัวที่ดูคล้ายเหมือนกับหมวกก็มีอยู่เช่นกัน ซึ่งถ้าเอาตามที่เขาได้บันทึกเอาไว้แล้วก็มีการจดเอาไว้เขายังได้บอกเอาไว้ว่าโมไอในแต่ละชิ้นนั้นมันได้ถูกสร้างขึ้นมาจากหินเพียงแค่ก้อนเดียว โดยชาวโพลินีแซียน ที่ได้เข้ามาปกครองที่เกาะนี้ในช่วงเวลาเมื่อประมาณปี ค.ศ.1250

และได้สิ้นสุดอารยธรรมในเวลาต่อมาจากการคาดเดาคาดว่าน่าจะอยู่ในช่วงประมาณปี ค.ศ.1600ถึงปี ค.ศ.1800

แต่มันก็ยังไม่สามารถที่จะสรุปได้เลยว่ามันสิ้นสุดอารยธรรมเพราะอะไรและตามบันทึกเขายังได้บอกอีกด้วยว่าวิธีการสร้างโมไอในช่วงแรกมันยังคงได้เป็นปริศนาอยู่แต่ในช่วงระยะเวลาต่อมาก็ได้ถูกไขปริศนาแล้วแต่มันก็ยังได้มีบางคนเขาเชื่อกันว่ามันอาจจะเป็นเพียงแค่ทฤษฎีสมทบคิดเพียงเท่านั้น

โดยทฤษฎีสมทบคิดที่มีคนเชื่อถือกันมากที่สุดคือน่าจะถูกสร้างขึ้นจากการแกะสลัก โดยใช้หินของภูเขาไฟที่มีความแข็งและมีความคมกว่าหินโดยทั่วไปมาแกะสลักหินจากหินก้อนใหญ่เพียงแค่ก้อนเดียวด้วยความปราณีตจนมันได้ขึ้นเป็นรูปทรงขึ้นมาและเขาก็ได้คาดการณ์กันว่าวัตถุประสงค์ในการสร้างโมไอนี้ขึ้นมาคือการสร้างขึ้นมา

เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานให้แก่พวกที่ได้ร่วงลับไปแล้วอาจจะเป็นหัวหน้าเผ่าหรือเป็นคนที่มีอำนาจยศถาบรรดาศักดิ์สูงในยุคนั้นก็เป็นได้และถ้าถามว่าเรื่องนี้มันน่าสนใจอย่างไงคือเท่าที่ฟังมาตอนแรกนั้นมันอาจจะดูเหมือนเป็นเพียงแค่หินสลักที่เอาไว้ประดับหรือเป็นหินที่เอาไว้เป็นอนุสรณ์สถานของผู้ที่ได้ร่วงลับไปแล้วหินโมไอมันมีขนาดที่ใหญ่และสูงงมากๆ

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า entaplay

เหตุการณ์ฆ่าสังหารอย่างโหดร้ายในสมัยสงครามญี่ปุ่นและจีน

ซึ่งจากเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นได้บุกเข้ายึดเมืองนานกิงทหารญี่ปุ่นยังได้จับประชากรชาวจีนมาทำร้ายอย่างโหดเฮียมทั้งยังมีการฆ่าชาวจีนที่ไม่เหมือนกับประเทศอื่นๆทั่วไปโดยทหารญี่ปุ่นจะจับชาวจีนมาฆ่าโดยการทรมานอย่างร้ายแรงเสียจนรับไม่ได้และนอกจากการฆ่าที่ทรมานแล้วก็ยังได้นำเอาเชลยมาทำการตัดศีรษะหรือแม้กระทั่งควักตับไตใส้พุงออกมา

ซึ่งบางรายโดนหนักถึงขั้นชนิดที่ว่าถูกตัดต่อมาด้วยมนุษย์ตามร่างกายอย่างเช่นที่ว่าตัดแขนซ้ายของคนนี้ไปต่อกับแขนซ้านของอีกคนหนึ่งบางรายก็ถูกตัดหัวแล้วไปต่อกับอีกคนหนึ่งบางรายก็ถูกตัดแขนซ้านมาสลับกับแขนขวา

ซึ่งมันก็ไม่สามารถที่จะใช้ได้หรอกเพราะว่ามันได้ทำการตัดเซลล์ออกไปแล้วมันไม่สามารถที่จะต่อเซลล์ให้มันสามารถใช้งานได้ตามปกติเพราะ เนื่องจากว่าในสมัยนั้นมันไม่ได้มีวิวัฒนาการต่อเซลล์อะไรมากมายมันอาจจะเป็นเพียงแค่ว่าการตัดแล้วนำเอามาเย็บต่อกันเฉยๆ

กกลายเป็นคนที่ไม่มีแขนนั่นเองสุดท้ายก็ต้องเสียชีวิตลงไป แต่สิ่งที่ทำให้ชาวจีนได้มีความโกรธแค้นมากที่สุดไม่ใช่เป็นการฆ่าฟันหรือว่าการนำเอามาตัดต่อทางพันธุกรรมสิ่งที่ชาวจีนรับไม่ได้จริงๆกับพฤติกรรมของทหารญี่ปุ่นในสมัยนั้นนั่นก็คือข่มขืนกระทําชําเราผู้หญิง หญิงชาวจีนได้ถูกทหารญี่ปุ่นข่มขืนมากกว่า2หมื่นคนภายวใน4สัปดาห์

และยังได้มีความทวีคูณขึ้นเรื่อยๆไม่มีทีท่าที่จะลดลงเลย ว่ากันว่าทหารญี่ปุ่นไม่ได้เลือกข่มขืนเฉพาะคนแต่ทหารญี่ปุ่นได้ข่มขืนทุกคนที่เป็นผู้หญิงทุกเพศทุกวัยทุกอาชีพตั้งแต่ชาวนาเด็กนักเรียนคุณครูหรือแม้กระทั่งระดับCOระดับผู้บริหารคนงานอาจารย์และยังรวมไปถึงคนแก่แม้เด็กเล็กก็ยังไม่เว้นบางรายเมื่อถูกข่มขืนเสร็จแล้วก็ถูกฆ่าหรือบางรายที่ไม่ได้ถูกข่มขืน

ก็จะถูกกระทำชำเราอย่างอื่นและได้ฆ่าทิ้งเช่นเดียวกันนักประวัติศาสตร์ชาวจีนได้ทำการรวบรวมข้อมูลว่าในเหตุการณ์สังหารหมู่ที่เมืองนานกิงจริงๆแล้วต่างก็ได้พูดเป็นเสียงเดียวกันว่ากองทัพญี่ปุ่นได้สังหารคนชาวเมืองนานกิงไปมากกว่า3แสนคน นอกจากความโหดร้ายการข่มขืนแล้วความโหดร้ายของคนในทหารญี่ปุ่นในสมัยนั้น

ยังไม่เพียงแต่เท่านี้ผู้ที่ได้อยู่ในเหตุการณ์ในสมัยนั้นที่ได้รอดออกมาได้ก็ได้เล่าให้ฟังอีกว่าทหารญี่ปุ่นได้จับคนประมาณ4คนลามติดกันเป็นชุดๆจากนั้นก็จะค่อยๆยิงเรียงคนเพื่อเป็นความแน่ใจหากใครที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะถูกยิงทิ้งซ้ำอีกครั้งหนึ่งและหลักฐานที่

สำคัญมากที่สุดในสมัยนั้นนั่นก็คือเสียงบันทึกของจอนมากีได้เป็นนักสอนศาสนาชาวอเมริกันที่ได้อยู่ในเหตุการณ์ในสมัยนั้นได้เล่าให้ฟังทหารญี่ปุ่นไม่เพียงสังหารเชลยศึกทุกคนแต่ยังฆ่าชาวเมืองทุกเพศทุกวัยจึงได้จัดตั้งเขตปลอดภัยสากลขึ้นมาโดยร่วมกับชาวตะวันตกอื่นๆอีกถูกสร้างขึ้นมาให้ช่วยเหลือชาวจีนให้รอดพ้นจากความโหดร้ายของทหารญี่ปุ่น

 

สนับสนุนโดย  next88 สมัคร

พิธีกรรมการเล่นผีถ้วยแก้วนั้นเป็นเรื่องจริงหรือว่าเรื่องแต่ง?

เวลาที่เราได้พูดถึงเรื่องของภูตผีวิญญาณหรือสิ่งลี้ลับเราเชื่อว่าหลายๆคนก็อาจจะตั้งคำถามกันแล้วว่าสิ่งเหล่านี้มันได้มีอยู่จริงๆหรือเปล่าแล้วถ้าเกิดว่าสิ่งเหล่านี้มันได้มีอยู่จริงคุณจะมีหลักฐานอะไรมายืนยันว่าผีหรือว่าวิญญาณมันมีตัวตนอยู่บนโลกจริงๆ

ซึ่งแน่นอนว่าพอมีคนที่เขาได้เชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณก็ได้ถูกตั้งคำถามเหล่านี้ขึ้นมาเขาก็จะต้องไปหาหลักฐานและก็จะต้องไปหาวิธีพิสูจน์ว่าสิ่งเหล่านี้มันมีอยู่จริงให้ได้และวิธีการพิสูจน์ของคนเหล่านี้มันก็จะมีหลากหลายวิธีการเลยบางวิธีการเขาก็ได้มีการอ้างกันว่าบางคนบอกว่ามีตาทิพย์สามารถมองเห็นภูตผีวิญญาณได้

หรือในบางคนก็อาจจะใช้ในด้านของวิธีวิทยาศาสตร์ในการค้นหาคลื่นความถี่ในการค้นหาสารต่างๆที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งวิธีเหล่านั้นมันก็ยังได้มีอยู่อีกหลากหลายวิธีแต่มันก็จะมีอยู่อีกหนึ่งวิธีที่คนไทยเราได้มีความนิยมกันมากในการลองของและพิสูจน์ในเรื่องลี้ลับเหล่านั้นอย่างมาก โดยวิธีนั้นนั่นก็คือการเล่นผีถ้วยแก้วนั่นเอง

ซึ่งคำว่าผีถ้วยแก้วที่เราได้พูดถึงกันตรงนี้ถ้าจะให้เราพูดให้ได้เข้าใจกันง่ายๆมันก็อย่างที่เราได้บอกกันไปมันคือการเล่นในด้านความเชื่อในรูปแบบหนึ่งที่เชื่อได้มีความเชื่อกันว่าเขาสามารถที่จะเอาวิญญาณเข้ามาอยู่ในแก้วและสื่อสารด้วยการนำอานิ้วของผู้เล่นไปวางบนแก้วไว้ทั้งสี่คนเพื่อที่จะเชื่อมโยงจิตกับวิญญาณเหล่านั้นให้แก้วมันได้เคลื่อนไปบนกระดานและจะต้องสื่อสารว่าเขาต้องการอะไรเขาชื่ออะไรและเขาอายุเท่าไหร่หรือต้องการที่จะถามคำถามอะไรเราก็สามารถถามเขาได้หมดเลย

ซึ่งการเล่นเหล่นี้เราต้องขอบอกก่อนเลนว่ามันเป็นความเชื่อล้วนๆเลยหลายๆคนก็คงจะไม่เชื่อแต่ถ้าเราได้พูดถึงเรื่องของผีถ้วยแก้วมันก็จะมีอยู่หนึ่งตำนานที่มันดูน่าสนใจมากๆและเป็นตำนานที่ทำให้คนได้พูดถึงเรื่องของผีถ้วยแก้วมากที่สุดนั่นก็คือ ตำนานเรื่องของการลองของของเด็กกลุ่มหนึ่งจึงได้ทำให้หนึ่งคนในเด็กกลุ่มนั้นถ้าขั้นเสียชีวิตหลังจากที่เขาได้ลองของกัน

โดยตำนานตรงนี้เขาได้อกเอาไว้ว่าในอดีตที่ผ่านมามันได้มีเด็กอยู่กลุ่มหนึ่งที่เขาไม่ได้มีความเชื่อในเรื่องผีไม่มีความเชื่อเรื่องวิญญาณหรือซึ่งลี้ลับใดๆเลยเพราะเด็กเหล่านั้นเขาเชื่อเพียงแค่ว่าซึ่งเหล่านี้มันคือกุศโลบายทางใจที่พวกผู้ใหญ่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้เด็กกลัวไม่กล้าออกจากบ้านตอนกลางคืนเพียงเท่านั้นเอง

 

ขอขอบคุณ ติดต่อ entaplay  ที่ให้การสนับสนุน

ศิลปะผ่านการมอง

การมองเป็นสิ่งที่รับรู้ด้วยตาและไม่สามารถสัมผัสถึงสิ่งนั้นๆได้แต่สามารถส่งผ่านไปเป็นจินตนาการและความคิดได้ ดังนั้นแล้วการมองจึงเป็นสิ่งที่จะสามารถสร้างสรรค์ผลงานทางสิ่งปะใหม่ๆให้เกิดขึ้นได้จากการมองนั่นเอง ทำให้ผู้สร้างสรรค์ทางด้านศิลปะและศิลปินต่างๆนั้นมักพาตัวเองนั้นออกไปเพื่อพบกับโลกกว้างเพราะเป็นการเปิดโลกแห่งการมองให้พวกเขานั่นเอง

เมื่อเขานั้นเห็นสิ่งใหม่ๆสิ่งที่แตกต่างออกไปจากเดิมเขาก็จะสามารถสร้างสรรค์ผลงานชิ้นใหม่ๆและสิ่งที่แปลกใหม่ขึ้นมาได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วนั้นมักจะเรียกการออกมิงโลกที่กว้างขึ้นว่าการมองหาแรงบัลดาลใจนั่นเองและผู้สร้างสรรค์และศิลปินมักจะได้ไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆกลับมาทุกครั้งหลังจากไก้ออกไปมอสิ่งต่างๆมาด้วย

มองสิ่งต่างๆรอบตัวและจึงเกิดเป็นไอเดียหรือการสร้างสรรค์งานศิลปะขึ้น อย่างที่กล่าวไปในข้างต้น ในปัจจุบันศิลปินและผู้สร้างสรรค์งานศิลปะนั้นมักเน้นเรื่องราวที่นำมาสร้างสรรค์ให้เป็นความจริงมากยิ่งขึ้น โดยการสร้างสรรค์ผลงานในสิ่งที่เขานั้นได้ออกไปเห็นและไปพบมานั่นเอง

เมื่อเขาออกไปยังสถานที่ใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมและเขาได้มองสิ่งต่างๆเหล่านั้นจนเกิดความเข้าใจและนำมาสร้างสรรค์ผลงานในที่สุดนั่นเอง และความเป็นธรรมชาติจากสิ่งที่เขานั้นได้ออกไปเห็นไปมองจึงเกิดเป็นศิลปะที่มีความแปลกใหม่สมจริงปละดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

การมองเห็นจากคนอื่นและมีการเล่าสู่กันฟัง ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่สามารถนำมาสร้างสรรค์ศิลปะได้เช่นกันคือการมองเห็นจากคนอื่นซึ่งตัวศิลปินเองหรือผู้สร้างสรรค์นั้นอาจจะไม่ได้มีการมองเห็นหรือพบเห็นด้วยตัวเอง แต่มีการเล่าสู่กันฟังจากผู้ที่พบเห็นก็สามารถเป็นศิลปะผ่านการมองเห็นได้แต่จะเป็นการมองเห็นจากคนื่นนั่นเอง เมื่อเราได้รับฟังก็จะทำให้เห็นภาพและเกิดเป็นจินตนาการจนสามารถนำมาสร้างสรรค์ผลงานได้ ซึ่งการมองเห็นผ่านคนอื่นนั้นถอว่าเป็นงานศิลปะที่อาจจะมีการถ่ายทอดออกมาไม่สมบูรณ์100%นักเพราะไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดจากการมองเห็นโดยตรงของผู้สร้างสรรค์นั่นเอง

การสร้างสรรค์ศิลปะใหม่ๆได้จากการมองสะท้อนตัวเอง บางครั้งออกมาเป็นตัวเองนั้นก็ถือว่าเป็นการสร้างสรรค์ผลงานที่มีความพิเศษการมองตัวเองนั้นก็เป็นสิ่งที่ศิลปินหรือผู้สร้างสรรค์เกิดเป็นไอเดียและจินตนาการและนำมาสร้างสรรค์เป็นผลงานได้ ซึ่งการมองสะท้อนตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนนั้นเข้าใจในตัวเองมากที่สุดอยู่แล้วทำให้สามารถที่จะสร้างสรรค์ผลงาน

และโดยส่วนใหญ่ผู้สร้างสรรค์หรือศิลปินที่มีการสร้างสรรค์งานในลักษณะนี้นั้นถือว่าผลงานนั้นจะค่อนข้างได้รับความนิยมจากผู้ชมอย่างมากเพราะเหมือนเป็นการบอกเล่าและทำให้ผู้คนนั้นรู้จักในตัวศิลปินและมีความเข้าใจในศิลปะมากขึ้นด้วยดังนั้นแล้วการมองถือเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งการสร้างสรรค์และผลงานทางศิลปะใหม่ๆได้

 

สนับสนุนโดย  สูตร บาคาร่า rb88

เรียนศิลปะอย่างเข้าใจและสร้างสรรค์

วิชาศิลปะเป็นวิชาขี่นพื้นฐานที่เรานั้นจะต้องเจอและเรียนมาตั้งแต่เด็ก ถึงแม้ศิลปะจะเป็นสิ่วที่ใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์เป็นหลักก็จริงแต่ในความเป็นศิลปะนั้นก็มีวิธรการและหลักการต่างในการสร้างสรรค์ศิลปะนั้นๆด้วย เพื่อให้ผลงานศิลปะของเรานั้นออกมามีคุณภาพและเพอร์เฟ็ตที่สุดนั่นเอง และถึงแม้เราจะมีการเรียนรู้ถึงศิลปะต่างๆเป็นเวลาที่นานตั้ว

แต่ในวัยเด็กแล้วนั้นแต่บางครั้งศิลปะที่เราเรียนมาก็เป็นสิ่งที่เราไม่ได้นำมาพัฒนาหรือต่อยอดให้ศิลปะที่เราเรียนมานั้นสามารถสร้างสรรค์ปลงานที่มีคุณค่าได้ ดังนั้นแล้วการเรียนศิลปะที่แท้จริงไม่ใช่การเรียนเพื่อผ่านเท่านั้นแต่จะต้องเรียนรู้และเข้าใจในศิลปะอย่างแท้จริงจึงจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าทางศิลปะอย่างแท้จริงได้ด้วย

เมื่อเข้าใจในเรื่องทฤษฏีแล้วจะสามารถปฏิบัติได้โดยง่าย การที่เราเรียนทฤษฏีมาตั้งแต่เด็กนั้นก็ถือว่าเป็นข้อดีข้อหนึ่ง แต่เพียงเรานั้นไม่ได้นำสิ่งที่เรียนมาต้งแต่เด็กมาทำให้เกิดที่ที่มีคุณค่าเท่านั้น แต่อย่าน้อนทฤฏีที่เคยเรียนมาก็ถือว่าจะช่วยเรื่องการปฏิบัติโดยเรานั้นจะสามารถเรียนรู้และเข้าในเรื่องศิลปะต่างๆได้ดีมากกว่าผู้ที่ไม่คยเรียนรู้ศิลปะและจะมาลงมือปฏิบัติเลยนั่นเอง

ถึงแม้ศิลปะจะเป็นการสร้างสรรค์แต่อย่างที่กล่าวไปข้างต้นสุดท้ายแล้วศิลปะก็เป็นงานที่จะต้องมีขั้นตอนวิธีการเพื่อให้งานชิ้นนั้นออกมาดีที่สุดยนั่นเอง ดังนั้นทฤฏีจึงเป็นสิ่งที่จะนำพาเรานั้นไปสู่ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ

ใช้ความเข้าใจมากกว่ากฎเกณฑ์ต่างๆ ถึงแม้จะมีทฤษฏีทางด้านศิลปะมากมาย เราจะต้องเรียนรู้นเรื่องทฤษฏีและทำควรเข้าใจให้เรานั้นสามารถที่จะเข้าใจให้ได้ ถ้าหากสงสัยในจุดใดกะต้องมีการถามผู้รู้เพื่อให้เรานั้นเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเพราะความเข้าใจนั้นจะนำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะได้อย่างสมบูรณ์และการที่เรานั้นสามารถเข้าใจในเรื่องศิลปะได้อย่างแท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้เรายังสามารถที่จะนำไปถ่ายทอดให้กับคนอื่นได้รับรู้ในเรื่องของศิลปะต่างๆได้ด้วย

ศิลปะไม่ใช่ความรู้แต่เป็นการขัดเกลาจิตใจและความคิด เป็นเพียงความรู้ในเบื้อต้นเท่นั้นไม่ใช่ความรู้ที่จะนำมาพัฒนาทางด้านร่างกายและจิตใจอย่างแท้จริง แต่เป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้จิตใจเรานั้นมีความอ่อนโยนมากขึ้น ลองสังเกตได้จากการใช้ศิลปะในการบำบัดจิตใจของคนนั่นเอง เพราะเมื่อคนที่มีปัญหาทางสภวะจิตใจนั้น การใช้ศิลปะ

เข้ามาเกี่ยวกับชีวิตไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ผลงาน การปั้น การวาดร๔ปและศิลปะแขนงอื่นๆนั้น ก็จะทำให้ผู้ที่ใช้ศิลปะมีคสามใจเย็นขึ้นสามารคิดและวิเคราะห์แยกแยะส่งต่างๆรอบตัวดีขึ้นหรืออาจจะบอกได้ว่าศิลปะเป็นสิ่งที่ทำให้คนเรามีสติมากขึ้นนั่นเอง

เพราะการใช้ศิลปะ คือการอยู่กับตัวเองเพื่อให้เรานั้นได้เข้าใจตัวเองด้วย ดังนั้นแล้วการเรียนศิลปะไม่ว่าจะเพื่อเป้าหมายอะไรแต่ดการเรียนเข้าใจและสร้างสรคืเป็นสิ่งที่จะสามารถสร้างคุณค่าให้กับชีวิตของเราได้

 

สนับสนุนโดย  rb88 ดีไหม

รอยสักศิลปะแห่งเรือนร่าง

ปัจจุบันผลงานศิลปะทางด้านรอยสักนั้นถือว่าได้รับความนิยมจากเมื่ออย่างมาก เพราะสังคมเริ่มมีการยอมรับในเรื่องของรอยสักมากขึ้นเพราะไม่ว่าจะเป็นดารานักแสดงหรือผู้ที่มีชื่อเสียงในสังคมนั้นล้วนก็มีการสักเพื่อเพิ่มความเป็นศิลปะและเป็นสิ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวเองบนร่างกายนั่นเอง แต่หากย้อนกลับไปในสมัยก่อนนั้นรอยสักถือว่าเป็นสิ่งที่สังคมนั้นยังไม่มีการเปิดกว้าง

และเป็นสิ่งที่สังคมยังไม่ค่อยยอมรับมากนัก ทำให้คนที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่ก็ไม่กล้าที่จะทำในสิ่งเหล่านี้นั่นเอง เนื่องจากการมีชื่อเสียงคือต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้ชมและผู้ที่ติดตามนั่นเอง ทำให้ดารางนักแสดงนักร้องหลายๆคนนั้นเกิดความไม่เป็นตัวเองขึ้น และเมื่อมีการเป็นในสิ่งที่ตัวเองอยากจะเป็นนั้นก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และเกิดการต่อต้านขึ้นก็มี

ในช่วงที่รอยสักเริ่มมีการยอมรับจากสังคมมากขึ้นทำให้ผู้ที่มีชื่อเสียงหลายๆคนนั้นนิยมที่จะไปสักเพราะพวกเขาก็มองว่ารอยสักเป็นเพียงศิลปะที่เปลี่ยนจากกระดาษและมาไว้บนเรือนร่างนั่นเอง และรอยสักก็เริ่มมีการยอรับมากขึ้นในสังคมโดยเฉพาะสังคมในต่างประเทศทางยุโรปนั้น

พวกเขาไม่ได้วัดคุณค่าของคนที่รอยสักนั่นเอง ทำให้คนฝั่งยุโรปนิยมที่จะมีรอยสักทั้งคนทั่วไปและคนดังมีชื่อเสียงด้วย โดยส่วนใหญ่รอยสักที่คนมักสักกันนั้นมักจะเป็นเรื่องราวที่มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตและการสักถือว่าเป็นการบอกเล่าและเก็บความทรงจำได้อย่างดี

เพราะเมื่อเรามองรอยสักบนเรือนร่างของเราแล้วนั้นเราจะนึกขึ้นได้ในทันทีว่าเราสักรอยสักนี้ทำไมและสักเพื่ออะไรนั่นเองทำให้การสักเพื่อบันทึกความทรงจำนั้นเป็นที่นิยมในการสักอย่างมากและการสักในลักษณะนี้ก็ได้รับความนิยมในหมู่คนทั่วไปและในหมู่คนดังมีชื่อเสียงด้วย

เมื่อรอยสักได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับมากขึ้นก็ทพให้วงการด้านศิลปะบนเรือนร่างร่างอย่างการสักนั้นมีการเจริญเติบโตขึ้น ผู้ที่ชื่นชอบในการสัก ผู้สร้างสรรค์ผลงานบเรือนร่าง ล้วนก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและทำให้ความนิยมเพิ่มขึ้นในทุกๆปีเพราะคนเรานั้นมองเห็นถึงอิสระมากขึ้นในการใช้ชีวิตและการสักนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด เป็นเพียงความชอบ รสนิยมส่วนตัวเท่านั้น

และยังมองเป็นศิลปะที่สวยงามมากๆอีกอย่างหนึ่งด้วย ถึงแม้จะมีการเปิดกว้างในเรื่องการสักนั้นแต่ก็ยังคงมีคนน้อยที่มีการต่อต้านอยู่ด้วยเช่นกัน ทำให้บางครั้งศิลปะบนเรือนร่างนี้ก็ยังคงมีการถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรผู้ที่ชื่นชอบในศิลปะบนเรือนร่างได้

เพราะโดยส่วนใหญ่คนที่กล้าทำและยอมรับนั้นเป็นคนที่คิดต่างและพร้อมที่จะเข้าใจความคิดเห็นของคนอื่นอยู่เสมอนั่นเอง ดังนั้นแล้วอย่าไปกังวลนเรื่องรอยสัก รอยสักคือศิลและศิลปะคือความสวยงามความสวยงามเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรมีอยู่ในชีวิตของเรา

 

สนับสนุนโดย  เว็บ rb88

ตำนานเรื่องราวความรักของโจรสามีภรรยา ลักรถ

           ตำนานเรื่องราวความรักที่จะพูดถึงต่อไปนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและเป็นเรื่องราวความรักที่โด่งดังมากจนถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และถูกนำมาสร้างในละครทีวีอยู่หลายต่อหลายครั้งอีกทั้งยังมีการจัดนิทรรศการบอกเล่าถึงเรื่องราวความรักของคนทั้งคู่

ซึ่งเรื่องนี้เป็นความรักที่เกิดขึ้นจริงของคู่รักคู่หนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยทั้งคู่นั้นมีอาชีพเป็นโจรสำหรับเรื่องราวของคนทั้งคู่นั้นเกิดขึ้นเมื่อมีชายที่ชื่อว่า ไคลด์  และหญิงสาวที่ชื่อว่าบอนนี่โดยทั้งคู่นั้นมีอาชีพเป็นโจรขโมยของและทั้งคู่นั้นได้มาเจอกันครั้งแรกที่บ้านของเพื่อนของคนทั้งคู่หลังหนึ่ง

ซึ่งมีการจัดงานเลี้ยงกันหลังจากที่ทั้งคู่ได้เจอกันนั้นก็เกิดตกหลุมรักซึ่งกันและกันและตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างไรก็ตามเนื่องจากว่าไคลด์ นั้นเป็นขโมยที่ขโมยของมาก่อนและมีหมายจับจากทางตำรวจอยู่หลายหมายด้วยกันทำให้ในที่สุดเขาก็ถูกจับขังคุก

  แน่นอนว่าด้วยความที่บอนนีนั้นคิดถึงสามีของตนเองมากเธอจึงได้เดินทางไปเยี่ยมสามีของเธอติดคุกพร้อมกับแอบนำปืนไปให้กับสามีของเธอเพื่อที่จะได้ใช้ในการแหกคุกและในที่สุด ไคลด์ ก็ได้แหกคุกออกมาอยู่กับวันนี่แต่ไม่นานเขาก็ถูกจับเข้าคุกอีกรอบหนึ่งซึ่งการถูกจับครั้งที่ 2 นี่เองทำให้เขาต้องติดคุกนานขึ้นกว่าเดิมโดยศาลตัดสินว่าเขาจะต้องจำคุกอยู่เป็นระยะเวลาถึง 14 ปี

ด้วยกันด้วยความที่ไคลด์ คิดถึงภรรยาของเขาเป็นอย่างมากเขาจึงตัดสินใจที่จะทำร้ายตนเองด้วยการเอาขวานฟันไปที่นิ้วเท้าตรงหัวแม่โป้งทำให้เขานั้นกลายเป็นคนพิการและสามารถออกจากคุกได้ในที่สุดโดยเขาตั้งใจไว้ว่าเขาจะอยู่ในคุกแค่ครั้งนี้เท่านั้นและเมื่อออกไปข้างนอกก็จะกลับตัวกลับใจเป็นคนดีแต่อย่างไรก็ตามในช่วงที่เขาออกจากคุกมานั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกากำลังประสบปัญหาอย่างหนัก

เขาพยายามหางานทำอยู่หลายที่แต่ก็ไม่มีที่ไหนที่จะรับเข้าทำงานเลยเขาไม่มีอาชีพที่สามารถทำงานสุจริตได้ในที่สุด ไคลด์ ก็ต้องกลับไปทำอาชีพเดิมอีกครั้งหนึ่งโดยไคลด์และบอนนี่ ต้องกลับไปทำอาชีพเดิมอีกครั้งโดยครั้งนี้พวกเขาร่วมมือกันขโมยรถยนต์ไปขาย  และยังมีการปล้นเอาทรัพย์สินของชาวบ้านไปอีกด้วย แต่ในที่สุด ทั้งบอนนี่ และไคลด์

ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงตาย ในขณะที่พวกเขากำลังปล้นรถยนต์ของประชาชนอยู่ ก่อนตาย เขาได้ขอร้องให้ญาติของพวกเขาช่วยฝังพวกเขาเอาไว้รวมกันในหลุมศพเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่มีใครที่จะทำตามในสิ่งที่ไคลด์ต้องการเลย และเรื่องราวของทั้งคู่ก็กลายมาเป็นตำนานความรักที่โด่งดังมากในอเมริกา

 

สนับสนุนโดย  รหัส ฟรี เดิมพัน next88

สัตว์ประหลาดที่ยังไม่มีคำอธิบายใดๆเกี่ยวกับสายพันธุ์ของมัน

โรเพ็น

เมื่อในปี2004 เดวิด เวทเซล ได้มุ่งหน้าเข้าไปยังปาปัวนิวกินี เพื่อที่จะตามหาไดโนเสาร์ที่มันอาจจะยังได้มีชีวิตอยู่ในยุคปัจจุบัน ซึ่งยังได้มีความเกี่ยวข้องกับแสงที่มันสามารถบินได้ที่ไม่มีการอธิบายอะไรไว้เลยในหนังสือ ของนักกีฏวิทยาชาวอังกฤษผู้หนึ่ง เมื่อในปี1935

ซึ่งก็ได้เชื่อว่าได้มีความเกี่ยวข้องของแสงกับโรเพ็นและยังงว่ากันว่ายังได่มีการจับภาพของสิ่งที่มีชีวิตที่มีลักษณะเหมือน เทอร์โรซอร์ เอาไว้ได้ ทั้งนี้ก็ยังได้มีอีกหายคนได้เชื่อว่าภาพบันทึกเหล่านี้มันอาจจะเป็นเพียงแค่นกเท่านั้น ซึ่งทางด้านชาวพื้นเมืองก็ยังได้อธิบายลักษณะของ โรเพ็น เอาไว้ว่ามันได้มีลักษณะเหมือนค้างคาว

ซึ่งพวกมันชอบออกหากินในช่วงเวลากลางคืนและมันชอบมีนิสัยที่ดุร้าย ศึ่งจะมีฟันที่แหลมคมและหางที่เหมือนกับแซ่ นอกจากนี้โรเพ็นยังได้มีลักษณะเฉพาะที่มันสามารถเรืองแสงออกมาได้จึงได้ทำให้มันสามารถล่อและได้เข้าจู่โจมปลาในขณะที่มันกำลังบินอยู่เหนือมหาสมุทรในช่วงตอนเวลากลางคืน

งูบู

เมื่อประมาณปี2000ก็ได้มีกลุ่มนักวิจัยที่กำลังพยายามศึกษเพื่อที่จะตามรอยของ โมแคเล อึมแบมเบ ที่ได้เป็นไดโนเสาร์จำพวก ซอโรพอดที่ไม่ได้เป็นที่รู้จักนัก แต่พวกเขากลับได้พบกับปริศนาใหม่ๆ ซึ่งในขณะที่พวกเขาได้ทำการสัมภาษณ์นักล่าของชนเผ่าปิ๊กมี่ที่อยู่ในป่าลึกของประเทศแคเมอรูน

จึงทำให้ บิล กิบบอนซ์ และ เดวิด เวทเซล ได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับ งูบู ซึ่งได้เป็นสัตว์จำพวกแรดที่ได้มีขนาดใหญ่ที่มีเขาอย่างน้อยหกเขาที่กำลงต่อสู้กับช้างเพื่อแย่งชิงอาณาเขตที่อยู่ริมบริเวณแม่น้ำคองโกซึ่งเรได้เชื่อว่าสัตว์พื้นเมืองที่พวกเขาได้พูดถึงนั้น

มันคือไดโดเสาร์พันธุ์ สไตแรคาซอรัส นอกจากคนพื้นเมืองแล้วก็แทบจะไม่มีคนภายนอกได้พบกับสัตว์ปริศนาชนิดนี้ได้เลย โดยในปีประมาณ1919ก็ได้มีข่าวออกมาหน้าหนังสือพิมพ์ว่าข่าวเกี่ยวกับนักล่าชาวตะวันตกคนหนึ่งที่เขาได้ถูกจู่โจมโดยมีสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีเขาหลายอัน

ริเวอร์ ดีโนซ์

ตั้งแต่ที่ได้มีการาบุกรุกเข้าไปในพื้นที่อเมริกาตะวันตกก็ได้มีภาพถ่านและเรื่องราวที่ได้มีการเล่าต่อกันมาเกี่ยวกับสัตว์ที่มีขนาดเล็กที่เรียกว่า ริเวอร์ ดีโนซ์ สิ่งมีชีวิตชนิดนี้เป็นเหมือน เวโลซีแรปปเตอร์เวอร์ชั่นขนาดเล็กที่มีขนน้อย

โดยมีการบันทึกเอาไว้จากฟอสซิลที่ถูกขุดค้นพบ ซึ่งก็ได้มีการกล่าวเอาไว้ว่า ริเวอร์ ดีโนซ์ อาจเป็นเพียงกิ้งก่าคาเลอด์ ที่มีลักษณะพิเศษคือการวิ่้งทางตรงด้วยขาหลังทั้งสองข้างแต่ถึงอย่างไรก็ตามยังไม่มีการบันทึกหรือคำอธิบายใดๆที่มีความเกี่ยวข้องกับสายพันธุ์ของมันในลักษณะที่มีกรงเล็บที่น่ากลัวฟันของมันที่แหลมคมและยังรวมไปถึงพฤติกรรมของมันที่มีความดุร้ายแบบสัตว์กินเนื้อเลย

 

สนับสนุนโดย  next88