ประวัติศาลเจ้าแม่งูจงอางที่พระราม 2

เชื่อว่าสำหรับนักเสี่ยงโชคและคอหวยย่อมต้องรู้จักศาลเจ้าแม่งูจงอางกันเป็นอย่างดี

เพราะที่นี่ผู้คนที่ชอบหาเลขเด็ดนิยมที่จะมาหาเลขที่นี่กันเป็นจำนนวนมากเพื่อนำเลขไปซื้อหวย  โดยศาลเจ้าแม่งูจงอางมีประวัติยาวนายมานานเกินว่า 30 ปีมาแล้ว เริ่มตั้งแต่ถนนพระราม 2 มีแค่รถสองเลนวิ่งสวนกันไปมา จนตอนนี้ถนนพระราม 2 มีการปรับปรุงก่อสร้างกลายเป็นถนน 14 เลนไปแล้ว จนถนนพระราม 2 แห่งนี้ได้รับฉายานามว่า ถนนเจ็ดชั่วโคตร

           ย้อนลอยตำนานศาลเจ้าแม่งูจงอาง ไปในสมัยที่มีการขยายถนนพระราม 2 จากสองเลนกลายเป็นสี่เลน ในตอนนั้นขณะที่คนงานก่อสร้างกำลังทำงานมาจนถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่หก มีอยู่วันหนึ่งในช่วงพักเที่ยงคนงานได้นอนหลับและได้ฝันว่า มีเจ้าแม่งูจงอางท้องแก่ ได้เข้ามาบอกว่าตอนนี้ตนเองกำลังจะใกล้คลอดแล้ว

ขอให้คนงานช่วยหยุดก่อสร้างประมาณสัก  7 วันเพื่อให้เจ้าแม่งูจงออกได้คลอดลูกก่อนแล้วจะพาลูกย้ายไปอยู่ที่อื่น ซึ่งเมื่อคนงานคนดังกล่าวตื่นขึ้นมาก็นำเรื่องความฝันนี้ไปเล่าให้กับหัวหน้าฟัง แต่หัวหน้าคนงานไม่เชื่อและยังคงสั่งให้ทำงานต่อไป และก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้เพราะในระหว่างที่มีการทำถนนกันอยู่นั้น คนงานที่ทำหน้าที่เกลี่ยดินได้ถอยรถไปทับรังของงูจงอางซึ่งข้างในรังนั้น มีลูกงูอยู่เต็มไปหมด แล้วก็มีลูกงูตายเป็นจำนวนมากจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ซึ่งพอคนงานเลิกงานกลับบ้านไปกำลังถอยรถเข้าบ้านก็เกิดอุบัติเหตุไปถอยรถทับคนในครอบครัวตัวเอง

จนเสียชีวิต และต่อมาตรงบริเวณที่เป็นรังของงูจงอาง ก็มักจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน จนชาวบ้านต้องอัญเชิญพราหมณ์มาทำพิธีเพื่อสื่อสารกับวิญาณจนทำให้รู้ว่า เจ้าแม่งูจงอางโกรธแค้นที่คนงานไปขับรถทับลูกของท่านตายทั้งที่ท่านได้มาขอร้องแล้ว ชาวบ้านจึงได้รวมตัวกันช่วยกันตั้งศาลให้กับเจ้าแม่งูจงอางเพื่อเป็นการขอขมาต่อเจ้าแม่

และก็มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นทำให้ศาลเจ้าแม่เป็นทีเลื่องลือ นั่นก็คือ ศาลเดิมที่ชาวบ้านสร้างขึ้นมาเพื่อขอขมาเจ้าแม่นั้นเป็นศาลไม้เล็กๆ แต่ก็มีผู้คนแวะเวียนกันมากราบไหว้เจ้าแม่กันไม่ขาดสาย แต่อยู่มาวันหนึ่งพื้นที่บริเวณศาลของเจ้าแม่ถูกไฟไหม้ เนื่องจากผู้คนพากันมากราบไหว้กันมากและมีการจุดธูปกันตลอดเวลาทำให้ธูปดับไม่ทันประกอบกับลมพัดแรงทำให้เกิดเปลวไฟและไฟได้ลามไหม้ป่าบริเวณศาลเจ้าแม่

แต่เมื่อดับไฟกันเสร็จแล้วปรากฏว่าศาลเจ้าแม่งูจงอางไม่มีร่องรอยของไฟไหม้เลย ทำให้ชาวบ้านยิ่งเคารพนับถือกันมาก โดยหลังจากนั้นก็มีคนถวายทีดินนำมาสร้างศาลให้เจ้าแม่งูจงอางใหม่ และอัญเชิญเจ้าแม่งูจงอางไปอยู่ใหม่ นับแต่นั้นผู้คนก็เดินทางไปกราบไหว้ขอหวยกันเป็นจำนวนมากจนถึงปัจจุบัน

 

สนับสนุนโดย  entaplay

ประวัติหลวงปู่แหวน

หลวงปู่แหวนตอนอายุห้าขวบแม่ได้เสียชีวิตก่อนตายได้ขอร้องให้หลวงปู่แหวนบวชเป็นพระให้และได้ขอร้องให้บวชโดยไม่ต้องสึก ออกมาเป็นฆารวาสอีกเลย อยากให้บวชไปตลอดชีวิตซึ่งตอนนั้นหลวงปูแหวนก็รับปากแม่ว่าจะบวชให้และจะไม่สึกและเมื่อแม่ตายหลวงปู่แหวนก็ได้ย้ายไปอยู่กับยาย

พอหลวงปูแหวนไปอยู่กับยายได้ไม่นาน  ยายก็ฝันหลังจากตื่นมาจากความฝันยายก็ขอร้องให้ลูกปู่แหวนบวชและขอร้องไม่ให้สึกอยากให้บวชเป็นพระไปตลอดชีวิต ซึ่งหลวงปูแหวนก็รับปาก ยายจึงได้จัดงานบวชให้หลวงปู่แหวนกับน้าของหลวงปู่แหวน

ซึ่งตอนนั้นหลวงปู่แหวนอายุได้ 9 ขวบและหลังจากบวชได้เพียงแค่สองเดือน เณรน้าก็เสียชีวิตเพราะป่วย อยู่มาวันหนึ่งในขณะที่หลวงปู่แหวนอายุได้ 14 ปี พระอาจารย์อ้วนซึ่งเป็นอาของหลวงปู่แหวนไปฝากไว้กับพระอาจารย์สิงห์ เพื่อให้ช่วยสอนหลักธรรมศาสนา โดยในตอนนี้หลวงปู่แหวนต้องย้ายไปอยู่ที่วัดสร้างทอง

ซึ่งหลวงปู่แหวนจะเน้นการวิปัสสนาและท่านจะไม่ค่อยเล่นและเป็นพระที่พูดน้อยจะชอบมองพิจารณาธรรมชาติ พระอาจารย์สิงห์สอนแนวทางการวิปัสสนากรรมฐานและสอนด้านไสยเวทย์ โดยแนะนำให้เอามาช่วยเหลือชาวบ้านเมื่อชาวบ้านเดือดร้อน และหลวงปู่แหวนก็เรียนรู้จนสามารถนำความรู้ไปช่วยเหลือญาติโยมได้ 

และท่านยังได้รับการไว้วางใจจากพระอาจารย์สิงห์ให้คอยช่วยรดน้ำมนต์ให้กับชาวบ้านบ่อยบ่อยแต่หลวงปู่แหวนไม่ค่อยชอบ ท่านชอบนั่งวิปัสสนามากกว่า จนเมื่ออายุครบบวชเป็นพระได้เจ้าอาวาสท่านก็บวชให้และหลังจากนั้นไม่นานพระอาจารย์อ้วนก็มารับตัวกลับไปจำพรรษาอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย วัดบ้านเกิด และเมื่อมาจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ท่านจะไปนั่งกรรมฐานอยู่ที่บริเวณใต้ต้นไม้ ไม่ยอมนอนในกุฎิวัดเพราะท่านมีใจฝักใฝ่ที่จะนั่งวิปัสสนาอย่างแรงกล้าไม่อยากคลุกคลีกับทางโลก

แต่ชาวบ้านก็ชอบมาคุยด้วยทำให้ท่านตัดสินใจจะออกธุดงนับตั้งแต่นั้นหลวงปู่แหวนก็ออกไปปฏิบัติธรรมเดินธุดง ในป่าเขา อาศัยอยู่ในถ้ำ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอกอีกเลย ท่านจะเดินทางธุดงไปเรื่อยเรื่อย ค่ำไหนนอนนั่นและจะมีชาวบ้านคอยนำอาหารมาบิณฑบาตท่านอยู่เป็นประจำ โดยส่วนใหญ่ท่านมักจะอยู่ธุดงในจังหวัดของภาคเหนือ 

         นี่เป็นเพียงแค่ประวัติการบวชเรียนของหลวงปู่แหวน ประวัติเต็มของทั้งหลังจากบวชเรียนมีทั้งการการปราบมารและปราบภูตผีปีศาจเต็มไปหมดเพราะได้มีการเรียนวิชาเวทย์มาแล้ว ซึ่งจะมีการนำให้บอกเล่ากันในครั้งต่อไปเมื่อมีโอกาส

 

สนับสนุนโดย  rb88

พื้นฐานในการเลือกสีในการวาดภาพศิลปะ

วันนี้เราจะมาพูดในเรื่องส่วนของกระดาษวาดภาพและสีขอการนำเอามาใช้วาดภาพซึ่งที่จริงแล้วมันมีลักษณะอย่างไรและมันจะมีข้อดีและข้อเสียอย่างไรเรามาฟังกันทางนี้เลย

การใช้สีน้ำ การใช้สีน้ำนั้นมันมีหลายอย่างมีหลายชนิดหลายยี่ห้อมากมายเพราะฉะนั้นเราก็ควรจะดูว่าสีน้ำที่ดีมันควรจะเป็นสีน้ำที่จะต้องมีเนื้อสีมากกว่าน้ำสีเพราะเวลาที่เรานั้นบีบจะรู้ว่าน้ำมันมากหรือป่าวหรือว่าเนื้อสีนั้นมันมากและในเนื้อสีเราสังเกตถ้ามันเป็นสีน้ำที่ดีมันก็จะเป็นเนื้อสีที่มากพอสมควร

เพราะเวลาเราบีบออกมานั้นสีมันก็จะเข้มข้มจะข้มมากถ้าเราเอาน้ำไปใส่สีมันก็ยังข้มอยู่ตลอดเนื้อสีมันก็ยังดีอยู่ และ สีน้ำบางชนิดนั้นที่มันมีคุณภาพต่ำส่วนมากนั้นมันจะมีแป้เยอะมากกว่าสีและเราจะรู้ได้อย่างไรเมื่อเราได้ระบายลงไปแล้วแป้งมันจะมากเวลาที่สีที่เราระบายลงไปนั้นมันจะเป็นฝ้าไม่สดใสและนั้นก็เป็นสีน้ำที่ไม่ค่อยดีคุณภาพอะไรต่างๆ

ฉะนั้นเราก็จะต้องเลือกดูแต่อย่างแพงหน่อยมันก็จะดีเราก็จะต้องดูคุณภาพเป็นหลักและไรก็เอาไปทดลองดูบีบออกมาสีมาสีน้อยน้ำมากอะไรต่างไปทดลองดูและบางทีก็แพงสะป่าวมีแต่น้ำเราก็ไม่ควรที่จะซื้อนำเอามาใช้ถ้ามีโอกาสได้เลือกการทีเรารู้จักเนื้อสีหรือยี่ห้อสีอะไรต่างๆมันก็ขึ้นอยู่ที่ว่าไปเลือกเอาเองแต่ที่สำคัญมากที่สุดก็คือชื่อสีนั้นก็สำคัญสีทุกชนิดนั้นมันจะมีชื่อบอกเราก็อ่านตามนั้นหมายเลขของสีนั้น

มันคือบาร์โค้ดซึ่งมันจะอยู่ที่คอหลอดตรงหลอดนั้นมันจะมีบอกหมายเลขนี้เท่าไรอย่างเช่นน้ำตาล411อะไรต่างๆประมาณนี้เมื่อเราเข้าไปซื้อมันก็เป็นเบอร์นี้ชื่อนี้ทั่วโลกจะเป็นสากลในยี่ห้อของอันนี้เพราะฉะนั้นเราก็ต้องดูเอาเองเอาไปทดลองดูในหลอดนั้นมันก็จะมีพรรคุณเหมือนกันกับยามันก็จะบอกหมดว่าพรรคุณนี้เป็นอย่างไรชื่อเป็นอย่างไร

ซึ่งมันจะบอกโดยลักษณะของมันส่วนในเรื่องของจานสีหรือที่เราเรียกกันว่าจานผสมสีอันนี้ก็สำคัญหลายคนที่ไปซื้อสีฟ้าสีเขียวอะไรต่างๆหลากหลายสีมันก็จะไม่เป็นผลดีของสีน้ำเพราะสีน้ำนั้นเป็นสีประเภคโปร่งแสงหรือโปร่งใสเพราะฉะนั้นจานสีที่ดีจะต้องเป็นสีขาวเท่านั้นซึ่งมันจะทำให้เห็นสีที่ชัดเจน

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนของเราโดย  เว็บพนันออนไลน์2020

ประวัติศาสตร์สัญลักษณ์และรูปทับหลังที่หายไป

อาคารสถาปัตยกรรมในยุคนี้มีรูปแบบศิลปะแบบนครวัดตอนต้นราวกลางพุทธศตวรรษที่17แผนผังอาคารเน่นแนวเส้นตรงมุงสู่ปราสาทประทานประกอบด้วยบนไดต้นทางชลารูปกากบาททางดำเนิดสู่ปราสาทสุดปลายทางเดินคือสพานนาคช่วงที่1เชื่อมต่อกับบนไดขึ้นปราสาทซึ่งทำชานพักอยู่เป็นระยะ5ชั้นสุดบนไดเป็นชลากว้างสู่สพานนาคราชในช่วงที่2ผ่านเข้าสู่ซุ้มประตูระเบียงด้านนอกด้านทิศตะวันออก

ต่อจากนั้นจึงผ่านเข้าสู่ระเบียงคดล้อมเป็นกำแพงชั้นในภายในระเบียงมีปราสาทประทานเป็นที่ประดิษฐานรูปเคราพหลักของศาสตร์สถานสันนิษฐานว่าได้แก่ศิวลึงค์ประดิษฐานอยู่บนฐานยูณีอันเป็นสัญลักษณ์พลังอำนาจของพระศิวะปัจจุบันยังมีร่องรับน้ำสงฆ์ต่อลงมาสู่ปรากฏให้เห็นอยู่ปราสาทประทานมีส่วนประกอบลวดลายประดับละเอียดงดงามทุกส่วน

โดยเฉพาะภาพปติมากรรมเล่าเรื่องคําภีร์ทางศาสนาที่หน้าบันและทับหลังเช่นภาพรูปพระศิวะนาคราชเป็นภาพพระศิวะทรงฟ้อนรำอยู่บนแท่นภาพปู่มามเหศวรเป็นภาพพระศิวะและพระนางอุมาประทับนั่งบนหลังโคนนทิภาพเล่าเรื่องอวตารของพระนารายณ์และพระวิษณุเช่นเรื่องรามาวตารตอนพระรามเดิงดงตอนพระรามและพระลักษมณ์รก วิราชตอนเท้าลาดรกนางสีดาภาพตอนสุครีพรบนารีภาพตอนพระรามยกทัพเป็นต้น

ภาพปติมากรรมชิ้นเอกที่สวยงามและยังเป็นที่รูปจักกันดีคือทับหลังรูปพระวิษณุบรรทมอยู่เหนือนาคราชท่ามกลาง เกษียน สมุดหรือที่เรียกกันว่าทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ทับหลังชิ้นนี้สลักเป็นรูปพระวิษณุบรรทมอยู่เหนือนาคราชที่แผ่เศรียทั้ง5เพื่อปกป้องพระวิษณุทอดตัวอยู่เนื้อมังกรที่พระนาพีมีก้านบัวพุดขึ้นก้ารบนโดยมีรูปพระพรหมประทับอยู่เหนื่อดอกบัวมีรูปสัตว์ต่างๆเช่นนกแก้วลิงเป็นองค์ประกอบอยู่ในภาพที่งามแปลกตาอยู่ไม่น้อยทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ชิ้นนี้

ครั้งหนึ่งได้สูญหายไปจากปราสาทเขาพนมรุ้งจนถึงพุทธศักราช2508

กรมศิลปากรได้ตรวจค้นร้านโบราณวัตถุก้ได้พบชิ้นส่วนของทับหลังคือมาได้แต่ในอีกส่วนหนึ่งยังหาไม่พบต่อมาในพุทธศักราช2515ศาสตราจารย์หมเจ้าสุประดิษฐ์ ดิษฐ์สกุลอดีตคณบดีนักโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากรทรงแจ้งต่ออธิบดีกรมศิลปากรว่าทับหลังดังกล่าวได้ไปจัดแสดงที่สถาบันศิลปะแห่งเมืองชิคาโกประเทศสหรัฐอเมริกาทรงได้แนะนำให้กรมศิลปากรดำเนินการติดต่อเพื่อที่จะขอรับคืนกรมศิลปากรได้ติดต่อทวงคืนเบียงงต้นผ่านกระทรวงการต่างประเทศ

แต่ก็ไม่ประสบความสําเร็จแต่ก็ยังไม่ได้ระความพยายามยังคงติดตามดำเนินการทวงคืนอยู่เรื่อยมาจนกระทั้งถึงพุทธศักราช2530ศาสตราจารย์หมเจ้าสุประดิษฐ์ ดิษฐ์สกุลทรงแนะนำให้รื้อฟื้นการทวงทับหลังอีกครั้งครั้งนี้คณะกรรมการบริหารสถาบันศิลปะในชิคาโกได้พิจารณาคำร้องข้อของรัฐบาลไทยในที่สุดก็ยินดีส่งทับหลังคืนโดยขอแลกกับศิลปกรรมชิ้นใดชิ้นหนึ่ง

ไหว้ขอพร ขอลูกที่ศาลเจ้าพ่อเสือ

ในกรุงเทพมหานคร มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนต่างให้ความเคารพ มากมายหลายที่และหนึ่งในนั้นคือ ศาลเจ้าพ่อเสือที่ไม่ว่าจะเป็นคนจีน  หรือคนไทยเชื้อสายจีน หรือแม้แต่คนไทยแท้ ต่างก็พากันมากราบไหว้ขอพร ที่ศาลเจ้าพ่อเสือแห่งนี้ไม่ขาดสาย

นอกจากจะขอให้ประสบกับความสำเร็จ ความร่ำรวยแล้ว ยังมุ่งเน้นมาขอให้มีลูกกันด้วย โดยที่ศาลเจ้าพ่อเสือแห่งนี้มีชื่อเสียงมากเกี่ยวกับการมาขอให้มีลูก ซึ่งใครที่เดินทางมาขอลูกที่นี่มักจะสมหวังทุกรายไป

ศาลเจ้าพ่อเสือเป็นศาลเจ้าจีน ที่มีอายุเก่าแก่มายาวนาน 

และมีชื่อเสียงโด่งดังมาก ผู้คนจะเดินทางมาไหว้ขอพรกันทุกวันทำให้ที่นี่จะแน่นขนัดไปด้วยผู้คน ศาลแห่งนี้จะอยู่ติดริมถนน ด้านข้างจะมีที่สำหรับให้จอดรถ และเมื่อเดินมาทางด้านหน้าทางเข้าจะมีร้านขายของไหว้มากมายหลายร้าน ซึ่งทางร้านจะแนะนำว่าหากต้องการไหว้ขอพร

ควรไหว้อะไรบ้างหรือ หากต้องการไหว้ขอลูกต้องไหว้อะไรบ้าง และหากเราซื้อสินค้าของที่ร้านเขา เขาจะมีบริการส่งพนักงานเข้ามาแนะนำวิธีการไหว้ให้ตั้งแต่ต้นจบพิธีเลยทีเดียว แต่เดิมที่ศาลเจ้าแห่งนี้จะสามารถจุดธูปด้านในได้

แต่เนื่องจากมีคนมาไหว้เยอะทำให้ภายในมีควันลอยคุ้งเต็มศาลเจ้า ต่อมาทางเจ้าหน้าที่จึงได้ขอให้มีการยกเลิกการจุดธูปให้ทำเพียงนำธูปมาเสียบไว้ที่กระถางแทนเท่านั้นซึ่งเป็นการตอบรับ นโยบายลดมลพิษทางอากาศที่กำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ด้วย  เมื่อเราเดินเข้าไปภายในบริเวณศาลด้านหน้าจะมีประตูทางเข้าไปด้านใน

ซึ่งตรงจุดนี้เราจะต้องไหว้เป็นอันดับแรก และที่ตรงนี้เรายังสามารถเติมน้ำมันตะเกียงได้ด้วยและเมือเข้าทางด้านใน เราจะเห็นเทพเจ้าจีน ที่มีมากมายหลายองค์ ไม่ว่าจะเป็น เหี่ยงเทียงเสี่ยงตี่  ซึ่งองค์เทพองค์นี้คือองค์ประธานของศาลเจ้าแห่งนี้ และต่อมาจะเห็น เจ้าพ่อเสือ   เจ้าพ่อเห้งเจีย องค์ไฉ่ซิงเอี้ย เจ้าพ่อกวนอู และยังมีเจ้าแม่ทับทิมอีกด้วย

ว่ากันว่าศาลเจ้าพ่อเสือแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่สาม ซึ่งเดิมที่ศาลเจ้าพ่อเสือมีการสร้างอยู่ตรงริมถนนบำรุงเมืองแต่มามีการขยายถนนเพิ่ม ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ห้า

ทำให้พระองค์ทรงให้ย้ายศาลเจ้าพ่อเสือมาที่ถนนตะนาว และได้พระราชทานที่ดินตรงทางสามแพร่ง จะใกล้กับวัดมหรรณราม เพื่อนำมาศาลเจ้าพ่อเสือ และคงอยู่ที่นี่มาจนถึงปัจจุบัน

เที่ยวเมืองโบราณจังหวัดสมุทรปราการ

    อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจและถ้ามีโอกาสผ่านมาที่จังหวัดสมุทรปราการแล้วละก็ควรแวะมาเยี่ยมชมที่นี่ นั่นก็คือ เมืองโบราณ สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นการรวมเอาความงามของสถาปัตยกรรมไทย ตั้งแต่ยุคสมัยโบราณ มาไว้ที่นี่และเป็นการนำสถาปัตยกรรมของทุกภาค มารวมกันที่นี่ที่เดียวค่ะ

     สำหรับเมืองโบราณนี้ เมื่อเราเข้าไปข้างในแล้วจะว่าที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะจะมากันเป็นครอบครัวนี่นี่มีความร่มรื่นและเงียบสงบ

อากาศเย็นสบายไม่ร้อนช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย หากใครที่เป็นคนที่ชอบเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมในสมัยโบราณ การแกะสลักลวดลายไทยไทย ขอบอกเลยว่าที่นี่คือสวรรค์ดีดีนี่เอง บริเวณโดยรอบจะมีบึงขนาดใหญ่ และจะมีการก่อสร้างอาการที่เป็นแบบทรงไทยระบายสีทองอร่ามตา เอาไว้ที่กลางน้ำ โดยจะมีการสร้างสะพานสีทองให้เดินข้ามไปเพื่อชมความงดงามของปราสาทกลางน้ำ

สำหรับที่นี่จะเป็นการจำลองสถานที่สำคัญของแต่ละจังหวัดและแต่ละภาค ที่มีชื่อเสียง ซึ่งการจำลองนี้มีการลดขนาดลงมาเพียงนิดหน่อยเท่านั้น บางสถานที่ก็มีการสร้างเท่ากับขนาดของจริงเลยก็มี และจากการศึกษาข้อมูลพบว่าสถาปัตยกรรมบางอย่างก็ได้มีการรื้อถอนของจริงมาแล้วนำมาสร้างใหม่ที่นี่ 

โดยจะมีทีมงานที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำการปลูกสร้างให้เหมือนของเดิม บอกได้เลยว่าใครที่เข้ามาเที่ยวที่นี่แล้วต่างก็จะต้องร้อง อู้ฮูเลยที่เดียว เพราะมีสถานที่สำคัญและสถาปัตยกรรมที่มีความสวยงาม นำมาจำลองไว้ที่เมืองโบราณแห่งนี้มากกว่า หนึ่งร้อยรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น พระที่นั่งสรรเพชญปราสาทจำลอง,  เรือสำเภาไทย , สวนรามเกียรติ์  , วิหารวัดภูมินทร์ ,  ศาลาพระอรหันต์ , ปราสาทหินพนมรุ้งเขาพระสุเมรุ, พระมหาธาตุเจดีย์ เรือนทับขวัญพระธาติจอมกิตติคุ้มขุนแผน, , ศาลาโถงวัดนิมิตร  ,  วัดจองคำวิหารสุโขทัย  และ ปราสาทหินพิมายเป็นต้น

และยังมีที่ยังไม่ได้กล่าวถึงอีกมากมาย เรียกได้ว่า แค่เรามาเที่ยวที่เมืองโบราณแห่งนี้ที่เดียว ก็เหมือนกับว่าเราได้เที่ยวเกือบทั้งประเทศไทยเลย สำหรับที่เที่ยวแห่งนี้เนื่องจากมีพื้นที่ขนาดใหญ่มากดังนั้นทางเจ้าหน้าที่จึงอนุญาติให้สามารถนำรถขับเข้ามาเพื่อชมความงามได้

แต่หากที่ใครไม่สะดวก ทางเจ้าหน้าที่ก็มีบริการรถรางของเมืองโบราณเอาบริการนักท่องเที่ยว แต่หากไม่อยากเที่ยวกับคนกลุ่มอื่น ต้องการความเป็นส่วนตัวก็สามารถใช้รถกอร์ฟก็ได้  และสำหรับที่เมืองโบราณแห่งนี้สามารถเข้าชมความงดงามได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดใดเลย ยกเว้นกรณีที่ต้องการเช่ารถกอร์ฟ เที่ยวเท่าจนั้นเอง

ข้อมูลส่วนหนึ่งของโบราณสถานแห่งนี้ปราสาทประทาน

ปราสาทประทานองค์กลางปัจจุบันจะเหลือเฉพาะส่วนฐานมีแผนผังเป็นรูปสี่เลี่ยมจัตุรัสย่อมุมและมีมุกออกมาทางด้านหน้าโดยระหว่างการขุดแต่งโดยกรมศิลปากรพบชิ้นส่วนลายปูนปั่นติดอยู่ที่ฐานบองส่วนของอาคารสันนิษฐานว่าเดิมปราสาททุกหลังคงตกแต่งด้วยลายปูนปั้นประดับอย่างสวยงาม

นอกจากนี้ยังได้ขุดค้นพบศิวลึงค์ซึ่งได้สันนิษฐานว่าเดิมคงประดิษฐานอยู่ในปราสาทประทานทำให้เชื่อว่าปราสาทเมืองต่ำคงสร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวสถานอุทิศถวายพระศิวะสอดคล้องกับหลักฐานทับหลังภาพพระศิวะคู่อยู่กับพรอุมาเชื่อว่าทับหลังชิ้นนี้เดิมหน้าจะประดิษฐานอยู่ซุ้มประตูด้านหน้าของปราสาทประทานปราสาทบริวาลแถวหน้าสององค์ตั้งอยู่สองข้างของปราสาทประทานเนื้อชั้นทานทั่วไปเป็นเนินธาตุมีแผงผังเป็นรูปสี่เลี่ยมจัตุรัสและมีประตูเข้าสู่ห้องภายในทางด้านหน้าส่วนด้านอื่นสลักเป็นรูปบานประตูจำลองมีโอกลาวอยู่ตรงกกลางเลียนแบบบานประตูไม้เหนือเรือนธาตุขึ้นไป

เป็นชั้นหลังคาช้อนลดชั้นขึ้นไป5ชั้นชั้นบนสุดประกอบด้วยบัวยอดปราสาทแต่ในปัจจุบันได้พังทลายลงเหลืออยู่แค่พียงสองชั้นปราสาทบริวาลทางด้านทิศใต้มีทับหลังจำรัสรูปบุคคลประทับนั่งในทามหาราชรีลาอยู่เหนือนาคการแถวบนสลักเป็นรูปโยคีปราสาทบริวาลทางทิศเหนือมีทับหลังแสดงภาพอุมามมเหศวรหรือพระศิวะประคองพระอุมาปราสาทบริเวณแถวหลังสององค์มีปราสาทที่เล็กกว่าแถวหน้ามีแผนผังรูปสี่เลี่ยมจัตุรัส

ตัวอาคารก่อสร้างด้วยอฐิและมีลักษณะโดยรวมเหมือนกับปราสาททางด้านหน้ากลุ่มปราสาทส่วนนี้มีทับหลังกรอบประตูประดับที่งดงามคือทับหลังของปราสาทองค์ทิศใต้มีลวดลายจำหลักมีรูปพระวรุณ ทรงหงส์อยู่เหนือนาคการและทับหลังปราสาทองค์ทิศเหนือจำหลักรูปพระกิตสนะยกเขาโควันทณะแวดล้อมด้วยเหล่าคนเลี้ยงโคลายนาคการที่อยู่เบี้ยงล่างมีท่อนพวงมาลัยออกมาจากปากและมีพวงอุบะห้อยที่กึ่งกลางทั้งสองข้าง

จัดเป็นศิลปะเขรมสมัยคลังประมาณพุทธศักราช1,510ถึง1,560ด้านหน้าปราสาทอฐิทั้ง5หลังมีอาคารณุปสี่เหลี่ยมพื้นผ้าขนาดเล็กอยู่สองหลังซึ่งได้พบภายหลังจากการขุดแต่งพื้นภายในลานประสาทชั้นในอาคารสองหลังนี้สร้างหันหน้าเข้ากลุ่มปราสาทอฐิเพื่อใช้เป็นที่เก็บรักษาคําภีร์ทางศาสนาและประกอบพิธีกรรมถึงแม้ว่าการดำเนินงานทางโบราณคดี

ในช่วงของปลายปีที่ผ่านมามันจะทำให้ได้ทราบข้อมูลส่วนหนึ่งของโบราณสถานแห่งนี้แต่ประวัติความเป็นมามันก็ยังคงเป็นเรื่องที่ลึกลับเพราะไม่พบหลักฐานที่แน่นอนว่ามีการสร้างปราสาทขึ้นเมื่อใดหรือใครที่เป็นผู้สร้างแต่การศึกษาทางรูปแบบสถานปติยกรรมและลวดลายทางศิลปะสามารถกำเนิดอายุได้ในช่วงศตวรรษที่16

ประเพณีชนกวาง1เดียวล้านนา

เกมกีฬาพื้นที่แห่งศักดิ์ศรีความเป็นลูกผู้ชายแห่งเมืองล้านนา

จากความสงบก้าวเข้ามาสู่ความตื่นเต้นแห่งเมืองล้านนาแห่งนี้และพวกหนุ่มๆที่เมืองล้านนากได้มีการแข่งขันความเป็น1เดียวในประเทศไทยเขาก้ได้บอกอีกว่าจะเป็นไปไม่ได้นอกจากการละเล่นชนกวาง สำหรับการชนกวางเป็นการนำเอากวางตัวผู้ที่มีเขาโง้งยาวและมีรูปลักษณะที่สวยงามลำตัวเป็นมันมีสีน้ำตาลแดงและมีสีจนเข้นขนาด1 ถึง 2นิ้วได้นำเอามาแข่งกันประกวดความงาม

และนำเอามาชนแข่งกัน ซึ่งการละเล่นนี้เป็นการเล่นพื้นบ้านแห่งชาวล้านนาและนอกจากนี้ตัวผู้นั้นนอกจากจะมีความแข็งแกร่งแล้วจะต้องมีความสง่างามดังนั้นมันจึงได้กลายมาเป็นตัวแทนของผู้ชายจะมีรูปร่างลักษณะที่สง่างามมีเขาที่แข็งแรงสวยงามและสำหรับ ประเพณีนี้นั้นจะมีแค่หนึ่งปีเท่านั้นสำหรับ1ปีจะมีงานประเพณีการแข่งขันชนกวางเพียง1ครั้งเท่านั้น

และประเพณีนี้ก็จะอยู่ที่จังหวัดพะเยาซึ่งได้เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีผู้คนและชาวทั่วนั้นเขาได้นิยมกันเป็นอย่างมากสำหรับประเพณีชนกวาง เมื่อถึงกลางพรรษา หรือว่าระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคมในช่วงประมาณนี้แหล่ะในของทุกๆปีเลยกลุ่มผู้ชายและทุกๆวัยเลยตั้งแต่เด็กผู้ใหญ่คนชราจะนำเอากวางของตัวเองที่มีอยู่นั้นจะนำเอามาชนกันหลักจากที่เลี้ยงมานานและพวกเขาจะเอามาโชว์ก่อนจากนั้นก็จะค่อยเอามาชนกันจากนั้น

จึงได้ทีการจัดตั้งชมรมอนุรักษ์กวางไทยขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมและได้มีการสนับสนุนมาตลอดจนได้เกิดมีความอนุรักษ์กวางให้มันยังคงมีอยู่ต่อไปเพื่อไม่ให้มันสูญพันธุ์จากนั้นได้มีชายคนหนึ่งเขาเป็นช่างอยู่ชื่อว่าช่างอ๊อฟตำบล แม่ต๋ำอำเภอเมืองพะเยาเขามีอาชีพเป็นช่างซ้อมรถจักรยานยนต์ในเวลาที่เขานั้นว่างเขาได้นำเอากวางมาเพาะขายและพอที่ไกล้จะถึงในช่วงขงฤดูการแข็งขันการชนกวางก็จะเอามาขายตั้งแต่ตัวละ100ถึง500บาท

นอกจากจะมีที่พะเยาแล้วที่จังหวัดเชียงใหม่ก็มีที่ตลาดดอกไม้บนถนนเชียงใหม่ก็ได้มีพ่อค้าแม่ค้าได้นำเอากวางที่ได้มีการเพาะมีนั้นได้นำเอามาวางขายโดยแต่ละเจ้านั้นก็จะนำแท่งอ้อยที่มีกวางเกาะกินอยู่เอามาแขวนเอาไว้เพื่อให้คนที่ชื่นชอบมาเลือกซื้อกัน

เพื่อให้ผู้ที่ชื่นชอบได้เลือกเลือกชมกันได้สำหรับราคาของเจ้ากวางนั้นจะมีราคาตั้งแต่100ไปจนถึง2,000บาทและตัวที่มีราคาแพงนั้นจะต้องมีลักษณะลำตัวและเขาของตัวและชาวบ้านแถวนั้นก็ยังบอกอีกว่าเพื่อเป็นการอนุรักษ์สัตว์เหล่านี้เอาไว้เพื่อไม่ให้มันสูญพันธุ์

ประวัติศาสตร์ของผาแต้ม

ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข24ได้เป็นถนนหลวงสายหลักเส้นหนึ่งที่นำทางจากผู้คนตอนล่างและตอนกลางของประเทศไปยังจังหวัดอุบลราชธานี

ซึ่งได้เป็นจังหวัดที่ใหญ่จังหวัดหนึ่งของทางภาคอีสานที่ได้มีเขตดินแดนติดต่อกับ สปป. ลาว  จังหวัดอุบลราชธานีเป็นดินแดนอยู่ติดริมน้ำโขงและแม่น้ำมูลอันเป็นที่อุดมสมบูรณ์นานหลายพันปีมาแล้วพื้นดินที่นี้ได้ถูกจับจองจากผู้คนต่างยุคหลายสมัยเพื่อที่จะได้ตั้งเป็นชุมชนถิ่นอาศัย

ซึ่งในปัจจุบันได้มีการค้บพบของในยุคโบราณก่อนประวัติศาสตร์อยู่หลายแห่ง ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานีไปทางเหนือประมาณ5กิโลเมตรที่นี้คือ วัดบ้านก้านเหลือง ซึ่งภายในได้มีการแสดงหลุมขุดค้นซึ่งเป็นส่วสนหนึ่งของแหล่งโบราณคดีที่ชื่อเดียวกันกับวัดแหล่งโบราณคดีบ้สนก้านเหลืองมีพื้นที่ค่อนข้างกว้างใหญ่แต่ที่หน้าเสียดายที่หลักฐานจำนวนมากถูกทำลายจำการพัฒนาพื้นที่โดยเฉพาะเครื่องปั่นดินเผาประเภคต่างๆ

หลุมที่ได้ขุดค้นนี้ได้ขุดพบเครื่องดินเผาที่มีขนาดใหญ่ไม่น้อยกว่า15ใบทั้งหมดนนี้มันยังถูกตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิมที่ได้พบเป็นครั้งแรนักโบราณคดีได้เชื่อว่าบริเวณที่แห่งนี้แต่เดิมมันหน้าจะเป็นหลุมฝั่งศพเพราะจากไขดินเผาที่ได้ขุดเจอถึงแม้ว่าจะไม่พบโครงกระดูกมนุษย์นั้นหลงเหลืออยู่แต่ก็มีหลังฐานทางวิทยาศาสตร์บางอย่างบ่งบอกว่าไหเหล่านี้

เคยมีโครงกระดูกมนุษย์บรรจุอยู่แต่มันอาจจะพุพังสหลายไปแล้วจากการศึกษาทางโบราณคดีได้ระบุเอาไว้ว่าเหล่าโบราณคดีบ้านก้านเหลืองมีประวัติการใช้พื้นที่ทับซ้อนกันราว2สมัยครั้งแรกได้อยู่ก่อนสมัยในประวัติศษสตร์ตอนปลายหรือในสมัยเหล็กอายุประมาณ2,800ถึง2,500ปีมาแล้วโดยได้มรหลักฐานบ่งชี้คือเศษสำริด เศษเหล็ก ลูกปัดแก้ว หินดุด และเศษภาชนะดินเผา

ส่วนในยุคที่2 อยูในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายต่อเนื่องกับสมัยประวัติศาสตร์ตอนต้นหลักฐานสำคัญได้แก่ ภยกาดินเผาเคลือบน้ำดินสีแดง แวดินเผา แท่งดินเผา ลูกปัดดินเผา กระพรวน สำริด และ ขวานเหล็ก ห่างจากวัดบ้านก้านเหลือไปอีกประมาณราวๆ90กิโลเมตรเศษที่นี้คือ ผาแต้ม ซึ่งได้เป็นแหล่งอารยธรรมอีกแห่งที่ยืนยันว่าได้เคยมีมนุษย์อาศัยอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อหลายพันปีมาแล้ว

ผาหินกว้างริมน้ำโขงในอดีตมันคือพื้นที่ต้องห้ามชาวบ้านที่อาศัยหากินในถิ่นนี้พวกเขาจะไม่เอาร่างกายเดินเข้ามาที่ริมผาเพราะเชื่อว่าเป็นที่ดินแดนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้ลวงล้ำมักจะเกิดเหตุร้ายอาจจะเจ็บไขได้ป่วยหรือถึงขั้นเสียชีวิตแต่ความลับของผาแต้มก็ได้ถูกเปิดเผยเมื่อขณะอาจราย์และนักศึกษาภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดีก็ได้เดินทางมาสำรวจพื้นที่หลังมีการค้นพบภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ติดฝังอยู่แนวหินผาหลายจุด

ประวัติศาสตร์ศิลป์ตะวันตก  

ประวัติศาสตร์ศิลป์หมายถึงวิชาที่ว่าด้วยความเป็นมาของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในอดีตจนถึงปัจจุบัน

ศิลปะตะวันตกหมายถึงศิลปกรรมของกลุ่มในประเทศยุโรปปัจจุบันรวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วยโดยมีรากฐานมาจากศิลปะของอียิปต์และกรีกซึ่งเป็นวัฒนธรรมยุคโบราณของโลกและมีการพัฒนาขึ้นมาภายใต้อิทธิพล ของคริสต์ศาสนา

ประวัติศาสตร์ศิลป์ตะวันตก  

โดยประวัติศาสตร์ศิลป์ตะวันตก แบ่งออก กว้างกว้างได้เป็นสี่ยุคคือ

  • ยุคก่อนประวัติศาสตร์
  • ยุคโบราณ
  • ยุคกลาง
  • ยุคใหม่

ยุคก่อนประวัติศาสตร์

เกี่ยวกับงานศิลปได้เริ่มมีการสร้างกันมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคหินเก่าตอนปลายซึ่งอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 30,000 ถึง 10,000 ปีมาแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 15,000 ปี ถึง 10,000 ปีมานั้นมนุษย์ได้ทำการเขียนภาษีและขูดขีดบนผนังถ้ำและภูผาเป็นภาพสัตว์ และการล่าสัตว์และภาพลวดลายที่เป็นเลขาคณิต

ยุคโบราณ

เริ่มตั้งแต่มนุษย์ในอารยธรรมสมัย โมโสโปเตเมียกับอียิปต์ประดิษฐ์ตัวอักษรทั้งอักษรลิ่มและอักษรภาพเพื่อเป็นการใช้ในอารยธรรมต่างๆของ ชนเผ่าเช่นการบันทึกการค้า การออกกฏหมายลักษณะศิลปะมีความผูกพันกันกับลักษณะของการของเฉพาะของชนเผ่าและผูกพันกับความเชื่อและในโลกที่เกี่ยวกับหลังความตายและโดยศิลปะตะวันตกสมัยประวัติศาสตร์ในยุค โบราณจะออกแบ่งออกเป็นยุคต่างๆอีกดังนี้ศิลปะอีหยิป ศิลปะกรีก ศิลปะโรมัน ศิลปะเมโสโปเตเมีย ศิลปะซูเมอร์ ศิลปะบาบิโลเนียร ศิลปะอัสสิเรีย และศิลปะเปอร์เซีย

ยุคกลาง

ศิลปะยุคกลางเริ่มตั้งแต่คริสต์ศักราช 375 ถึง 500 เมื่อในขณะที่ อาณาจักรของโรมันนั้นอ่อนแอยุโรปก็อยู่ในภาวะวุ่นวายจนได้มีการชื่อว่ายกมืด โดยบริบทของศิลปะยุคกลางจะเป็นผู้การรวบรวมขบวนการทางศิลปะ และสมัยศิลปะที่สำคัญสำคัญระดับชาติหรือระดับท้องถิ่นประเภทงานการฟื้นฟูงานศิลปและศิลปินนั่นเอง

ศิลปะยุคกลางแบ่งออกเป็นยุคต่างๆอีกดังนี้ศิลปะคริสเตียนยุคแรก ศิลปะใบเซนทาย ศิลปะโรมันเนส ศิลปะโกธิค ศิลปะเลอรไนทซอง ศิลปะเมโนลิสต์ ศิลปะบารโลบ และศิลปะ โรโคโค

ยุคใหม่

เริ่มขึ้นตอนปลายศตวรรษที่ 18 และในประเทศฝรั่งเศสสืบเนื่องจากการเดินทางทางวิทายาศตร์ และเทคโนโลยีมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางศิลปะอย่างขนาดใหญ่ทั้งรูปแบบและและจุดประสงค์ที่โดยเฉพาะการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมศิลปินยุคใหม่ต่างๆก็พากันปีกตัวออกจากการยึดหลักวิชาการฝ ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่มีรากฐานมาจากศิลปะกรีก และโรมันมาใช้ความสึกรู้สึกนึกคิดและความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคนอย่างอิสระ

ซึ่งมีการแยกศิลปะออกจากศาสนาโดยสิ้นเชิงศิลปะจึงเป็นเรื่องส่วนตัวของบุคคลอย่างแท้จริง และแบ่งออกเป็นยุคต่างๆได้ดังนี้ศิลปะแบบนี้โอคาสสิค ศิลปะแบบโรมันติก ศิลปะแบบเรียลริล ศิลปะแบบเวชั่นนิด เป็นต้นจะเห็นได้ว่าศิลปะมีหลักหลายขนาดด้วยกันโดยพัฒนาตามยุคและสมัยเรื่อยเรื่อยขึ้นมาจนมาถึงปัจจุบันนั่นเอง