เหตุการณ์ฆ่าสังหารอย่างโหดร้ายในสมัยสงครามญี่ปุ่นและจีน

ซึ่งจากเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นได้บุกเข้ายึดเมืองนานกิงทหารญี่ปุ่นยังได้จับประชากรชาวจีนมาทำร้ายอย่างโหดเฮียมทั้งยังมีการฆ่าชาวจีนที่ไม่เหมือนกับประเทศอื่นๆทั่วไปโดยทหารญี่ปุ่นจะจับชาวจีนมาฆ่าโดยการทรมานอย่างร้ายแรงเสียจนรับไม่ได้และนอกจากการฆ่าที่ทรมานแล้วก็ยังได้นำเอาเชลยมาทำการตัดศีรษะหรือแม้กระทั่งควักตับไตใส้พุงออกมา

ซึ่งบางรายโดนหนักถึงขั้นชนิดที่ว่าถูกตัดต่อมาด้วยมนุษย์ตามร่างกายอย่างเช่นที่ว่าตัดแขนซ้ายของคนนี้ไปต่อกับแขนซ้านของอีกคนหนึ่งบางรายก็ถูกตัดหัวแล้วไปต่อกับอีกคนหนึ่งบางรายก็ถูกตัดแขนซ้านมาสลับกับแขนขวา

ซึ่งมันก็ไม่สามารถที่จะใช้ได้หรอกเพราะว่ามันได้ทำการตัดเซลล์ออกไปแล้วมันไม่สามารถที่จะต่อเซลล์ให้มันสามารถใช้งานได้ตามปกติเพราะ เนื่องจากว่าในสมัยนั้นมันไม่ได้มีวิวัฒนาการต่อเซลล์อะไรมากมายมันอาจจะเป็นเพียงแค่ว่าการตัดแล้วนำเอามาเย็บต่อกันเฉยๆ

กกลายเป็นคนที่ไม่มีแขนนั่นเองสุดท้ายก็ต้องเสียชีวิตลงไป แต่สิ่งที่ทำให้ชาวจีนได้มีความโกรธแค้นมากที่สุดไม่ใช่เป็นการฆ่าฟันหรือว่าการนำเอามาตัดต่อทางพันธุกรรมสิ่งที่ชาวจีนรับไม่ได้จริงๆกับพฤติกรรมของทหารญี่ปุ่นในสมัยนั้นนั่นก็คือข่มขืนกระทําชําเราผู้หญิง หญิงชาวจีนได้ถูกทหารญี่ปุ่นข่มขืนมากกว่า2หมื่นคนภายวใน4สัปดาห์

และยังได้มีความทวีคูณขึ้นเรื่อยๆไม่มีทีท่าที่จะลดลงเลย ว่ากันว่าทหารญี่ปุ่นไม่ได้เลือกข่มขืนเฉพาะคนแต่ทหารญี่ปุ่นได้ข่มขืนทุกคนที่เป็นผู้หญิงทุกเพศทุกวัยทุกอาชีพตั้งแต่ชาวนาเด็กนักเรียนคุณครูหรือแม้กระทั่งระดับCOระดับผู้บริหารคนงานอาจารย์และยังรวมไปถึงคนแก่แม้เด็กเล็กก็ยังไม่เว้นบางรายเมื่อถูกข่มขืนเสร็จแล้วก็ถูกฆ่าหรือบางรายที่ไม่ได้ถูกข่มขืน

ก็จะถูกกระทำชำเราอย่างอื่นและได้ฆ่าทิ้งเช่นเดียวกันนักประวัติศาสตร์ชาวจีนได้ทำการรวบรวมข้อมูลว่าในเหตุการณ์สังหารหมู่ที่เมืองนานกิงจริงๆแล้วต่างก็ได้พูดเป็นเสียงเดียวกันว่ากองทัพญี่ปุ่นได้สังหารคนชาวเมืองนานกิงไปมากกว่า3แสนคน นอกจากความโหดร้ายการข่มขืนแล้วความโหดร้ายของคนในทหารญี่ปุ่นในสมัยนั้น

ยังไม่เพียงแต่เท่านี้ผู้ที่ได้อยู่ในเหตุการณ์ในสมัยนั้นที่ได้รอดออกมาได้ก็ได้เล่าให้ฟังอีกว่าทหารญี่ปุ่นได้จับคนประมาณ4คนลามติดกันเป็นชุดๆจากนั้นก็จะค่อยๆยิงเรียงคนเพื่อเป็นความแน่ใจหากใครที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะถูกยิงทิ้งซ้ำอีกครั้งหนึ่งและหลักฐานที่

สำคัญมากที่สุดในสมัยนั้นนั่นก็คือเสียงบันทึกของจอนมากีได้เป็นนักสอนศาสนาชาวอเมริกันที่ได้อยู่ในเหตุการณ์ในสมัยนั้นได้เล่าให้ฟังทหารญี่ปุ่นไม่เพียงสังหารเชลยศึกทุกคนแต่ยังฆ่าชาวเมืองทุกเพศทุกวัยจึงได้จัดตั้งเขตปลอดภัยสากลขึ้นมาโดยร่วมกับชาวตะวันตกอื่นๆอีกถูกสร้างขึ้นมาให้ช่วยเหลือชาวจีนให้รอดพ้นจากความโหดร้ายของทหารญี่ปุ่น

 

สนับสนุนโดย  next88 สมัคร

พิธีกรรมการเล่นผีถ้วยแก้วนั้นเป็นเรื่องจริงหรือว่าเรื่องแต่ง?

เวลาที่เราได้พูดถึงเรื่องของภูตผีวิญญาณหรือสิ่งลี้ลับเราเชื่อว่าหลายๆคนก็อาจจะตั้งคำถามกันแล้วว่าสิ่งเหล่านี้มันได้มีอยู่จริงๆหรือเปล่าแล้วถ้าเกิดว่าสิ่งเหล่านี้มันได้มีอยู่จริงคุณจะมีหลักฐานอะไรมายืนยันว่าผีหรือว่าวิญญาณมันมีตัวตนอยู่บนโลกจริงๆ

ซึ่งแน่นอนว่าพอมีคนที่เขาได้เชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณก็ได้ถูกตั้งคำถามเหล่านี้ขึ้นมาเขาก็จะต้องไปหาหลักฐานและก็จะต้องไปหาวิธีพิสูจน์ว่าสิ่งเหล่านี้มันมีอยู่จริงให้ได้และวิธีการพิสูจน์ของคนเหล่านี้มันก็จะมีหลากหลายวิธีการเลยบางวิธีการเขาก็ได้มีการอ้างกันว่าบางคนบอกว่ามีตาทิพย์สามารถมองเห็นภูตผีวิญญาณได้

หรือในบางคนก็อาจจะใช้ในด้านของวิธีวิทยาศาสตร์ในการค้นหาคลื่นความถี่ในการค้นหาสารต่างๆที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งวิธีเหล่านั้นมันก็ยังได้มีอยู่อีกหลากหลายวิธีแต่มันก็จะมีอยู่อีกหนึ่งวิธีที่คนไทยเราได้มีความนิยมกันมากในการลองของและพิสูจน์ในเรื่องลี้ลับเหล่านั้นอย่างมาก โดยวิธีนั้นนั่นก็คือการเล่นผีถ้วยแก้วนั่นเอง

ซึ่งคำว่าผีถ้วยแก้วที่เราได้พูดถึงกันตรงนี้ถ้าจะให้เราพูดให้ได้เข้าใจกันง่ายๆมันก็อย่างที่เราได้บอกกันไปมันคือการเล่นในด้านความเชื่อในรูปแบบหนึ่งที่เชื่อได้มีความเชื่อกันว่าเขาสามารถที่จะเอาวิญญาณเข้ามาอยู่ในแก้วและสื่อสารด้วยการนำอานิ้วของผู้เล่นไปวางบนแก้วไว้ทั้งสี่คนเพื่อที่จะเชื่อมโยงจิตกับวิญญาณเหล่านั้นให้แก้วมันได้เคลื่อนไปบนกระดานและจะต้องสื่อสารว่าเขาต้องการอะไรเขาชื่ออะไรและเขาอายุเท่าไหร่หรือต้องการที่จะถามคำถามอะไรเราก็สามารถถามเขาได้หมดเลย

ซึ่งการเล่นเหล่นี้เราต้องขอบอกก่อนเลนว่ามันเป็นความเชื่อล้วนๆเลยหลายๆคนก็คงจะไม่เชื่อแต่ถ้าเราได้พูดถึงเรื่องของผีถ้วยแก้วมันก็จะมีอยู่หนึ่งตำนานที่มันดูน่าสนใจมากๆและเป็นตำนานที่ทำให้คนได้พูดถึงเรื่องของผีถ้วยแก้วมากที่สุดนั่นก็คือ ตำนานเรื่องของการลองของของเด็กกลุ่มหนึ่งจึงได้ทำให้หนึ่งคนในเด็กกลุ่มนั้นถ้าขั้นเสียชีวิตหลังจากที่เขาได้ลองของกัน

โดยตำนานตรงนี้เขาได้อกเอาไว้ว่าในอดีตที่ผ่านมามันได้มีเด็กอยู่กลุ่มหนึ่งที่เขาไม่ได้มีความเชื่อในเรื่องผีไม่มีความเชื่อเรื่องวิญญาณหรือซึ่งลี้ลับใดๆเลยเพราะเด็กเหล่านั้นเขาเชื่อเพียงแค่ว่าซึ่งเหล่านี้มันคือกุศโลบายทางใจที่พวกผู้ใหญ่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้เด็กกลัวไม่กล้าออกจากบ้านตอนกลางคืนเพียงเท่านั้นเอง

 

ขอขอบคุณ ติดต่อ entaplay  ที่ให้การสนับสนุน

ศิลปะผ่านการมอง

การมองเป็นสิ่งที่รับรู้ด้วยตาและไม่สามารถสัมผัสถึงสิ่งนั้นๆได้แต่สามารถส่งผ่านไปเป็นจินตนาการและความคิดได้ ดังนั้นแล้วการมองจึงเป็นสิ่งที่จะสามารถสร้างสรรค์ผลงานทางสิ่งปะใหม่ๆให้เกิดขึ้นได้จากการมองนั่นเอง ทำให้ผู้สร้างสรรค์ทางด้านศิลปะและศิลปินต่างๆนั้นมักพาตัวเองนั้นออกไปเพื่อพบกับโลกกว้างเพราะเป็นการเปิดโลกแห่งการมองให้พวกเขานั่นเอง

เมื่อเขานั้นเห็นสิ่งใหม่ๆสิ่งที่แตกต่างออกไปจากเดิมเขาก็จะสามารถสร้างสรรค์ผลงานชิ้นใหม่ๆและสิ่งที่แปลกใหม่ขึ้นมาได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วนั้นมักจะเรียกการออกมิงโลกที่กว้างขึ้นว่าการมองหาแรงบัลดาลใจนั่นเองและผู้สร้างสรรค์และศิลปินมักจะได้ไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆกลับมาทุกครั้งหลังจากไก้ออกไปมอสิ่งต่างๆมาด้วย

มองสิ่งต่างๆรอบตัวและจึงเกิดเป็นไอเดียหรือการสร้างสรรค์งานศิลปะขึ้น อย่างที่กล่าวไปในข้างต้น ในปัจจุบันศิลปินและผู้สร้างสรรค์งานศิลปะนั้นมักเน้นเรื่องราวที่นำมาสร้างสรรค์ให้เป็นความจริงมากยิ่งขึ้น โดยการสร้างสรรค์ผลงานในสิ่งที่เขานั้นได้ออกไปเห็นและไปพบมานั่นเอง

เมื่อเขาออกไปยังสถานที่ใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมและเขาได้มองสิ่งต่างๆเหล่านั้นจนเกิดความเข้าใจและนำมาสร้างสรรค์ผลงานในที่สุดนั่นเอง และความเป็นธรรมชาติจากสิ่งที่เขานั้นได้ออกไปเห็นไปมองจึงเกิดเป็นศิลปะที่มีความแปลกใหม่สมจริงปละดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

การมองเห็นจากคนอื่นและมีการเล่าสู่กันฟัง ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่สามารถนำมาสร้างสรรค์ศิลปะได้เช่นกันคือการมองเห็นจากคนอื่นซึ่งตัวศิลปินเองหรือผู้สร้างสรรค์นั้นอาจจะไม่ได้มีการมองเห็นหรือพบเห็นด้วยตัวเอง แต่มีการเล่าสู่กันฟังจากผู้ที่พบเห็นก็สามารถเป็นศิลปะผ่านการมองเห็นได้แต่จะเป็นการมองเห็นจากคนื่นนั่นเอง เมื่อเราได้รับฟังก็จะทำให้เห็นภาพและเกิดเป็นจินตนาการจนสามารถนำมาสร้างสรรค์ผลงานได้ ซึ่งการมองเห็นผ่านคนอื่นนั้นถอว่าเป็นงานศิลปะที่อาจจะมีการถ่ายทอดออกมาไม่สมบูรณ์100%นักเพราะไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดจากการมองเห็นโดยตรงของผู้สร้างสรรค์นั่นเอง

การสร้างสรรค์ศิลปะใหม่ๆได้จากการมองสะท้อนตัวเอง บางครั้งออกมาเป็นตัวเองนั้นก็ถือว่าเป็นการสร้างสรรค์ผลงานที่มีความพิเศษการมองตัวเองนั้นก็เป็นสิ่งที่ศิลปินหรือผู้สร้างสรรค์เกิดเป็นไอเดียและจินตนาการและนำมาสร้างสรรค์เป็นผลงานได้ ซึ่งการมองสะท้อนตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนนั้นเข้าใจในตัวเองมากที่สุดอยู่แล้วทำให้สามารถที่จะสร้างสรรค์ผลงาน

และโดยส่วนใหญ่ผู้สร้างสรรค์หรือศิลปินที่มีการสร้างสรรค์งานในลักษณะนี้นั้นถือว่าผลงานนั้นจะค่อนข้างได้รับความนิยมจากผู้ชมอย่างมากเพราะเหมือนเป็นการบอกเล่าและทำให้ผู้คนนั้นรู้จักในตัวศิลปินและมีความเข้าใจในศิลปะมากขึ้นด้วยดังนั้นแล้วการมองถือเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งการสร้างสรรค์และผลงานทางศิลปะใหม่ๆได้

 

สนับสนุนโดย  สูตร บาคาร่า rb88

เรียนศิลปะอย่างเข้าใจและสร้างสรรค์

วิชาศิลปะเป็นวิชาขี่นพื้นฐานที่เรานั้นจะต้องเจอและเรียนมาตั้งแต่เด็ก ถึงแม้ศิลปะจะเป็นสิ่วที่ใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์เป็นหลักก็จริงแต่ในความเป็นศิลปะนั้นก็มีวิธรการและหลักการต่างในการสร้างสรรค์ศิลปะนั้นๆด้วย เพื่อให้ผลงานศิลปะของเรานั้นออกมามีคุณภาพและเพอร์เฟ็ตที่สุดนั่นเอง และถึงแม้เราจะมีการเรียนรู้ถึงศิลปะต่างๆเป็นเวลาที่นานตั้ว

แต่ในวัยเด็กแล้วนั้นแต่บางครั้งศิลปะที่เราเรียนมาก็เป็นสิ่งที่เราไม่ได้นำมาพัฒนาหรือต่อยอดให้ศิลปะที่เราเรียนมานั้นสามารถสร้างสรรค์ปลงานที่มีคุณค่าได้ ดังนั้นแล้วการเรียนศิลปะที่แท้จริงไม่ใช่การเรียนเพื่อผ่านเท่านั้นแต่จะต้องเรียนรู้และเข้าใจในศิลปะอย่างแท้จริงจึงจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าทางศิลปะอย่างแท้จริงได้ด้วย

เมื่อเข้าใจในเรื่องทฤษฏีแล้วจะสามารถปฏิบัติได้โดยง่าย การที่เราเรียนทฤษฏีมาตั้งแต่เด็กนั้นก็ถือว่าเป็นข้อดีข้อหนึ่ง แต่เพียงเรานั้นไม่ได้นำสิ่งที่เรียนมาต้งแต่เด็กมาทำให้เกิดที่ที่มีคุณค่าเท่านั้น แต่อย่าน้อนทฤฏีที่เคยเรียนมาก็ถือว่าจะช่วยเรื่องการปฏิบัติโดยเรานั้นจะสามารถเรียนรู้และเข้าในเรื่องศิลปะต่างๆได้ดีมากกว่าผู้ที่ไม่คยเรียนรู้ศิลปะและจะมาลงมือปฏิบัติเลยนั่นเอง

ถึงแม้ศิลปะจะเป็นการสร้างสรรค์แต่อย่างที่กล่าวไปข้างต้นสุดท้ายแล้วศิลปะก็เป็นงานที่จะต้องมีขั้นตอนวิธีการเพื่อให้งานชิ้นนั้นออกมาดีที่สุดยนั่นเอง ดังนั้นทฤฏีจึงเป็นสิ่งที่จะนำพาเรานั้นไปสู่ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ

ใช้ความเข้าใจมากกว่ากฎเกณฑ์ต่างๆ ถึงแม้จะมีทฤษฏีทางด้านศิลปะมากมาย เราจะต้องเรียนรู้นเรื่องทฤษฏีและทำควรเข้าใจให้เรานั้นสามารถที่จะเข้าใจให้ได้ ถ้าหากสงสัยในจุดใดกะต้องมีการถามผู้รู้เพื่อให้เรานั้นเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเพราะความเข้าใจนั้นจะนำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะได้อย่างสมบูรณ์และการที่เรานั้นสามารถเข้าใจในเรื่องศิลปะได้อย่างแท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้เรายังสามารถที่จะนำไปถ่ายทอดให้กับคนอื่นได้รับรู้ในเรื่องของศิลปะต่างๆได้ด้วย

ศิลปะไม่ใช่ความรู้แต่เป็นการขัดเกลาจิตใจและความคิด เป็นเพียงความรู้ในเบื้อต้นเท่นั้นไม่ใช่ความรู้ที่จะนำมาพัฒนาทางด้านร่างกายและจิตใจอย่างแท้จริง แต่เป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้จิตใจเรานั้นมีความอ่อนโยนมากขึ้น ลองสังเกตได้จากการใช้ศิลปะในการบำบัดจิตใจของคนนั่นเอง เพราะเมื่อคนที่มีปัญหาทางสภวะจิตใจนั้น การใช้ศิลปะ

เข้ามาเกี่ยวกับชีวิตไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ผลงาน การปั้น การวาดร๔ปและศิลปะแขนงอื่นๆนั้น ก็จะทำให้ผู้ที่ใช้ศิลปะมีคสามใจเย็นขึ้นสามารคิดและวิเคราะห์แยกแยะส่งต่างๆรอบตัวดีขึ้นหรืออาจจะบอกได้ว่าศิลปะเป็นสิ่งที่ทำให้คนเรามีสติมากขึ้นนั่นเอง

เพราะการใช้ศิลปะ คือการอยู่กับตัวเองเพื่อให้เรานั้นได้เข้าใจตัวเองด้วย ดังนั้นแล้วการเรียนศิลปะไม่ว่าจะเพื่อเป้าหมายอะไรแต่ดการเรียนเข้าใจและสร้างสรคืเป็นสิ่งที่จะสามารถสร้างคุณค่าให้กับชีวิตของเราได้

 

สนับสนุนโดย  rb88 ดีไหม

รอยสักศิลปะแห่งเรือนร่าง

ปัจจุบันผลงานศิลปะทางด้านรอยสักนั้นถือว่าได้รับความนิยมจากเมื่ออย่างมาก เพราะสังคมเริ่มมีการยอมรับในเรื่องของรอยสักมากขึ้นเพราะไม่ว่าจะเป็นดารานักแสดงหรือผู้ที่มีชื่อเสียงในสังคมนั้นล้วนก็มีการสักเพื่อเพิ่มความเป็นศิลปะและเป็นสิ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวเองบนร่างกายนั่นเอง แต่หากย้อนกลับไปในสมัยก่อนนั้นรอยสักถือว่าเป็นสิ่งที่สังคมนั้นยังไม่มีการเปิดกว้าง

และเป็นสิ่งที่สังคมยังไม่ค่อยยอมรับมากนัก ทำให้คนที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่ก็ไม่กล้าที่จะทำในสิ่งเหล่านี้นั่นเอง เนื่องจากการมีชื่อเสียงคือต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้ชมและผู้ที่ติดตามนั่นเอง ทำให้ดารางนักแสดงนักร้องหลายๆคนนั้นเกิดความไม่เป็นตัวเองขึ้น และเมื่อมีการเป็นในสิ่งที่ตัวเองอยากจะเป็นนั้นก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และเกิดการต่อต้านขึ้นก็มี

ในช่วงที่รอยสักเริ่มมีการยอมรับจากสังคมมากขึ้นทำให้ผู้ที่มีชื่อเสียงหลายๆคนนั้นนิยมที่จะไปสักเพราะพวกเขาก็มองว่ารอยสักเป็นเพียงศิลปะที่เปลี่ยนจากกระดาษและมาไว้บนเรือนร่างนั่นเอง และรอยสักก็เริ่มมีการยอรับมากขึ้นในสังคมโดยเฉพาะสังคมในต่างประเทศทางยุโรปนั้น

พวกเขาไม่ได้วัดคุณค่าของคนที่รอยสักนั่นเอง ทำให้คนฝั่งยุโรปนิยมที่จะมีรอยสักทั้งคนทั่วไปและคนดังมีชื่อเสียงด้วย โดยส่วนใหญ่รอยสักที่คนมักสักกันนั้นมักจะเป็นเรื่องราวที่มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตและการสักถือว่าเป็นการบอกเล่าและเก็บความทรงจำได้อย่างดี

เพราะเมื่อเรามองรอยสักบนเรือนร่างของเราแล้วนั้นเราจะนึกขึ้นได้ในทันทีว่าเราสักรอยสักนี้ทำไมและสักเพื่ออะไรนั่นเองทำให้การสักเพื่อบันทึกความทรงจำนั้นเป็นที่นิยมในการสักอย่างมากและการสักในลักษณะนี้ก็ได้รับความนิยมในหมู่คนทั่วไปและในหมู่คนดังมีชื่อเสียงด้วย

เมื่อรอยสักได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับมากขึ้นก็ทพให้วงการด้านศิลปะบนเรือนร่างร่างอย่างการสักนั้นมีการเจริญเติบโตขึ้น ผู้ที่ชื่นชอบในการสัก ผู้สร้างสรรค์ผลงานบเรือนร่าง ล้วนก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและทำให้ความนิยมเพิ่มขึ้นในทุกๆปีเพราะคนเรานั้นมองเห็นถึงอิสระมากขึ้นในการใช้ชีวิตและการสักนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด เป็นเพียงความชอบ รสนิยมส่วนตัวเท่านั้น

และยังมองเป็นศิลปะที่สวยงามมากๆอีกอย่างหนึ่งด้วย ถึงแม้จะมีการเปิดกว้างในเรื่องการสักนั้นแต่ก็ยังคงมีคนน้อยที่มีการต่อต้านอยู่ด้วยเช่นกัน ทำให้บางครั้งศิลปะบนเรือนร่างนี้ก็ยังคงมีการถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรผู้ที่ชื่นชอบในศิลปะบนเรือนร่างได้

เพราะโดยส่วนใหญ่คนที่กล้าทำและยอมรับนั้นเป็นคนที่คิดต่างและพร้อมที่จะเข้าใจความคิดเห็นของคนอื่นอยู่เสมอนั่นเอง ดังนั้นแล้วอย่าไปกังวลนเรื่องรอยสัก รอยสักคือศิลและศิลปะคือความสวยงามความสวยงามเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรมีอยู่ในชีวิตของเรา

 

สนับสนุนโดย  เว็บ rb88

ตำนานเรื่องราวความรักของโจรสามีภรรยา ลักรถ

           ตำนานเรื่องราวความรักที่จะพูดถึงต่อไปนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและเป็นเรื่องราวความรักที่โด่งดังมากจนถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และถูกนำมาสร้างในละครทีวีอยู่หลายต่อหลายครั้งอีกทั้งยังมีการจัดนิทรรศการบอกเล่าถึงเรื่องราวความรักของคนทั้งคู่

ซึ่งเรื่องนี้เป็นความรักที่เกิดขึ้นจริงของคู่รักคู่หนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยทั้งคู่นั้นมีอาชีพเป็นโจรสำหรับเรื่องราวของคนทั้งคู่นั้นเกิดขึ้นเมื่อมีชายที่ชื่อว่า ไคลด์  และหญิงสาวที่ชื่อว่าบอนนี่โดยทั้งคู่นั้นมีอาชีพเป็นโจรขโมยของและทั้งคู่นั้นได้มาเจอกันครั้งแรกที่บ้านของเพื่อนของคนทั้งคู่หลังหนึ่ง

ซึ่งมีการจัดงานเลี้ยงกันหลังจากที่ทั้งคู่ได้เจอกันนั้นก็เกิดตกหลุมรักซึ่งกันและกันและตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างไรก็ตามเนื่องจากว่าไคลด์ นั้นเป็นขโมยที่ขโมยของมาก่อนและมีหมายจับจากทางตำรวจอยู่หลายหมายด้วยกันทำให้ในที่สุดเขาก็ถูกจับขังคุก

  แน่นอนว่าด้วยความที่บอนนีนั้นคิดถึงสามีของตนเองมากเธอจึงได้เดินทางไปเยี่ยมสามีของเธอติดคุกพร้อมกับแอบนำปืนไปให้กับสามีของเธอเพื่อที่จะได้ใช้ในการแหกคุกและในที่สุด ไคลด์ ก็ได้แหกคุกออกมาอยู่กับวันนี่แต่ไม่นานเขาก็ถูกจับเข้าคุกอีกรอบหนึ่งซึ่งการถูกจับครั้งที่ 2 นี่เองทำให้เขาต้องติดคุกนานขึ้นกว่าเดิมโดยศาลตัดสินว่าเขาจะต้องจำคุกอยู่เป็นระยะเวลาถึง 14 ปี

ด้วยกันด้วยความที่ไคลด์ คิดถึงภรรยาของเขาเป็นอย่างมากเขาจึงตัดสินใจที่จะทำร้ายตนเองด้วยการเอาขวานฟันไปที่นิ้วเท้าตรงหัวแม่โป้งทำให้เขานั้นกลายเป็นคนพิการและสามารถออกจากคุกได้ในที่สุดโดยเขาตั้งใจไว้ว่าเขาจะอยู่ในคุกแค่ครั้งนี้เท่านั้นและเมื่อออกไปข้างนอกก็จะกลับตัวกลับใจเป็นคนดีแต่อย่างไรก็ตามในช่วงที่เขาออกจากคุกมานั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกากำลังประสบปัญหาอย่างหนัก

เขาพยายามหางานทำอยู่หลายที่แต่ก็ไม่มีที่ไหนที่จะรับเข้าทำงานเลยเขาไม่มีอาชีพที่สามารถทำงานสุจริตได้ในที่สุด ไคลด์ ก็ต้องกลับไปทำอาชีพเดิมอีกครั้งหนึ่งโดยไคลด์และบอนนี่ ต้องกลับไปทำอาชีพเดิมอีกครั้งโดยครั้งนี้พวกเขาร่วมมือกันขโมยรถยนต์ไปขาย  และยังมีการปล้นเอาทรัพย์สินของชาวบ้านไปอีกด้วย แต่ในที่สุด ทั้งบอนนี่ และไคลด์

ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงตาย ในขณะที่พวกเขากำลังปล้นรถยนต์ของประชาชนอยู่ ก่อนตาย เขาได้ขอร้องให้ญาติของพวกเขาช่วยฝังพวกเขาเอาไว้รวมกันในหลุมศพเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่มีใครที่จะทำตามในสิ่งที่ไคลด์ต้องการเลย และเรื่องราวของทั้งคู่ก็กลายมาเป็นตำนานความรักที่โด่งดังมากในอเมริกา

 

สนับสนุนโดย  รหัส ฟรี เดิมพัน next88

สัตว์ประหลาดที่ยังไม่มีคำอธิบายใดๆเกี่ยวกับสายพันธุ์ของมัน

โรเพ็น

เมื่อในปี2004 เดวิด เวทเซล ได้มุ่งหน้าเข้าไปยังปาปัวนิวกินี เพื่อที่จะตามหาไดโนเสาร์ที่มันอาจจะยังได้มีชีวิตอยู่ในยุคปัจจุบัน ซึ่งยังได้มีความเกี่ยวข้องกับแสงที่มันสามารถบินได้ที่ไม่มีการอธิบายอะไรไว้เลยในหนังสือ ของนักกีฏวิทยาชาวอังกฤษผู้หนึ่ง เมื่อในปี1935

ซึ่งก็ได้เชื่อว่าได้มีความเกี่ยวข้องของแสงกับโรเพ็นและยังงว่ากันว่ายังได่มีการจับภาพของสิ่งที่มีชีวิตที่มีลักษณะเหมือน เทอร์โรซอร์ เอาไว้ได้ ทั้งนี้ก็ยังได้มีอีกหายคนได้เชื่อว่าภาพบันทึกเหล่านี้มันอาจจะเป็นเพียงแค่นกเท่านั้น ซึ่งทางด้านชาวพื้นเมืองก็ยังได้อธิบายลักษณะของ โรเพ็น เอาไว้ว่ามันได้มีลักษณะเหมือนค้างคาว

ซึ่งพวกมันชอบออกหากินในช่วงเวลากลางคืนและมันชอบมีนิสัยที่ดุร้าย ศึ่งจะมีฟันที่แหลมคมและหางที่เหมือนกับแซ่ นอกจากนี้โรเพ็นยังได้มีลักษณะเฉพาะที่มันสามารถเรืองแสงออกมาได้จึงได้ทำให้มันสามารถล่อและได้เข้าจู่โจมปลาในขณะที่มันกำลังบินอยู่เหนือมหาสมุทรในช่วงตอนเวลากลางคืน

งูบู

เมื่อประมาณปี2000ก็ได้มีกลุ่มนักวิจัยที่กำลังพยายามศึกษเพื่อที่จะตามรอยของ โมแคเล อึมแบมเบ ที่ได้เป็นไดโนเสาร์จำพวก ซอโรพอดที่ไม่ได้เป็นที่รู้จักนัก แต่พวกเขากลับได้พบกับปริศนาใหม่ๆ ซึ่งในขณะที่พวกเขาได้ทำการสัมภาษณ์นักล่าของชนเผ่าปิ๊กมี่ที่อยู่ในป่าลึกของประเทศแคเมอรูน

จึงทำให้ บิล กิบบอนซ์ และ เดวิด เวทเซล ได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับ งูบู ซึ่งได้เป็นสัตว์จำพวกแรดที่ได้มีขนาดใหญ่ที่มีเขาอย่างน้อยหกเขาที่กำลงต่อสู้กับช้างเพื่อแย่งชิงอาณาเขตที่อยู่ริมบริเวณแม่น้ำคองโกซึ่งเรได้เชื่อว่าสัตว์พื้นเมืองที่พวกเขาได้พูดถึงนั้น

มันคือไดโดเสาร์พันธุ์ สไตแรคาซอรัส นอกจากคนพื้นเมืองแล้วก็แทบจะไม่มีคนภายนอกได้พบกับสัตว์ปริศนาชนิดนี้ได้เลย โดยในปีประมาณ1919ก็ได้มีข่าวออกมาหน้าหนังสือพิมพ์ว่าข่าวเกี่ยวกับนักล่าชาวตะวันตกคนหนึ่งที่เขาได้ถูกจู่โจมโดยมีสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีเขาหลายอัน

ริเวอร์ ดีโนซ์

ตั้งแต่ที่ได้มีการาบุกรุกเข้าไปในพื้นที่อเมริกาตะวันตกก็ได้มีภาพถ่านและเรื่องราวที่ได้มีการเล่าต่อกันมาเกี่ยวกับสัตว์ที่มีขนาดเล็กที่เรียกว่า ริเวอร์ ดีโนซ์ สิ่งมีชีวิตชนิดนี้เป็นเหมือน เวโลซีแรปปเตอร์เวอร์ชั่นขนาดเล็กที่มีขนน้อย

โดยมีการบันทึกเอาไว้จากฟอสซิลที่ถูกขุดค้นพบ ซึ่งก็ได้มีการกล่าวเอาไว้ว่า ริเวอร์ ดีโนซ์ อาจเป็นเพียงกิ้งก่าคาเลอด์ ที่มีลักษณะพิเศษคือการวิ่้งทางตรงด้วยขาหลังทั้งสองข้างแต่ถึงอย่างไรก็ตามยังไม่มีการบันทึกหรือคำอธิบายใดๆที่มีความเกี่ยวข้องกับสายพันธุ์ของมันในลักษณะที่มีกรงเล็บที่น่ากลัวฟันของมันที่แหลมคมและยังรวมไปถึงพฤติกรรมของมันที่มีความดุร้ายแบบสัตว์กินเนื้อเลย

 

สนับสนุนโดย  next88

ศิลปะการแสดง

อาชีพงานในสาขานักแสดงนั้นถือเป็นสาขาอาชีพที่มีความเกี่ยวเนื่องในเรื่องของการใช้ศิลปะเพราะการแสดงนั้นมีสิ่งที่จะต้องแสดงออกมาเพื่อให้สมกับบทบาทที่ได้รับทำให้นักแสดงนั้นจะต้องนำศิลปะเข้ามาร้วมในการสดงด้วยนั่นเอง ถือ่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากพอสมควร

เพราะศิลปะที่ต้องนำมาใช้ในการแสดงนั้นมีอยู่หลายศิลปะมากมาย ซึ่งตัวนักแสดงเองนั้นจะต้องมีความอดทนอย่างมากในการฝึกศิลปะหลายๆอย่างให้รวมอยู่ในตัวเองเป็นหนึ่งเดียว เมื่อนักแสดงคนนั้นสามารถที่จะรวบรวมศิลปะต่างๆที่จะช่วยให้การแสดงออกในบทนั้นก็จำทหม้ความเป็นตัวลครที่นักแสดงได้แสดงนั้นออกมาดูเป็นธรรมชาติหรือที่เรียกว่าแสดงได้สมบทบาทนั่นเอง 

และศิลปะโดยส่วนใหญ่ที่นักแสดงจะต้องใช้นั้นก็จะเป็นการใช้ศิลปะร่ววมกับการใช้ท่าทาง การแสดงออกถึงท่าทางของตัวละครหรือบมที่ได้รับนั้นเป็นสิ่งที่มีความย้อนแยงกับตัวเอโดยส่วนใหญ่ เพราะว่าไม่มีนักแสดงคนไหนอย่างแน่นอนที่เป็นคนอย่างในบทหรือในตัวละคร

เพราะเราก็ต่างต้องเป็นตัวเองกันทั้งนั้นหรือถ้าหากมีก็อาจจะมีส่วนที่เหมือนกับบทหรือตัวละครน้อยมาก เพราะบทบาทที่ถูกสร้างโดยส่วนใหญ่ล้วนมาจากความคิกและจินตนาการของผู้เขียนบทเพื่อให้นักแสดง แสดงเพียงเท่านั้น

ดังนั้นการใช้ท่าทางเพื่อสารในเรื่องของอารมณ์จึงเป็นสิ่งที่จะต้องมีการนำศิลปะท่าทางมาเป็นแนวทางในการเรียนรู้เพื่อให้นักแสดงสามารถที่จะเรียนรู้และแสดงออกมาในบาทบาทนั้นๆได้อย่างธรรมชาติและสมจริงนั่นเอง

การแสดงสีหน้า ก็เป็นศิลปะที่นักแสดงจะต้องมีการแสดงสีหน้าออกมาให้สมบทบาทนั่นเองและศิลปะการแสดงสีหน้านั้นจะเกี่ยวข้องกับศิลปะการใช้อารมณ์ใช้อารมณ์อย่างไรให้สมบทบาทและมีความเหมาะสมกับลักษณะของบทบาทนั้นๆ

ซึ่งก้จะต้องใช้จินตนาการในการสดงสีหน้าเข้ามาร้วมในการถ่าบทอดบทบาทด้วย จินตนาการจึงเป็นส่วนสำคัญและเป็นสิ่งที่นักแสดงนั้นจะต้องสามารถจินตนาการเพื่อที่จะเข้าถึงบทเหล่านั้นให้ได้ และสำหรับผู้ที่มีความสามารถในศิลปะการแสดงขั้นสูงแล้วนั้นการแสดงสีหน้าจะต้องมีการแสดงออกมาอย่างธรรมชาติและมีความซ่อนเร้นในสีหน้านั้นๆด้วยถึงจะเรียกว่าเป็นการใช้ศิลปะการแสดงอย่างเต็มที่

การสร้างสรรค์ก็เป็นอีกสิ่งที่นักแสดงจะต้องมีเช่นกันศิลปะไม่ว่าจะเป็นศิลปะในด้านใดๆการสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ถือว่าเป็นหัวใจของศิลปะเลยนั่นเอง เพราะการสร้างสรรค์นั้นจะเป็นการทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆขึ้นมาและสิ่งใหม่ๆจะต้องมีความน่าสนใจด้วย

ถึงจะเป็นการสร้างสรรค์ที่ประสบผลสำเร็จ ดังนั้นในสาขาการแสดงการสร้างสรรค์จึงเป็นสิ่งที่นักแสดงจะต้องมีและนำมาใช้เพื่อให้สามารถเข้าถึงบทได้อย่างแท้จริง เพราะนักแสดไม่ใช่เพียงจะเล่นตามบาทบาทที่ถูกวางเท่านั้นแต่จะต้องมีการสร้างสรรค์ลักษณะเด่นของตัวละครในบทบาทให้เกิดความน่าสนใจและไม่เกิดความน่าเบื่อในตัวละครนั้นๆนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  entaplay

ตำนานนารีผล หรือมักกะลีผล

          เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินตำนานเกี่ยวกับเรื่องนารีผลหรือมักกะลีผลซึ่งว่ากันว่าเป็นผลไม้ที่อยู่ในป่าหิมพานต์ ซึ่งลักษณะของผลของนารีผลนั้นจะเป็นรูปร่างของหญิงสาวซึ่งส่วนหัวนั้นจะอยู่ติดกับขั้วตรงกิ่งไม้ โดยจะมีผมยาวและมีสีทองมีรูปร่างหน้าตาสะสวยดวงตากลมโตสามารถพูดคุยได้เหมือนกับมนุษย์

เมื่ออายุครบ 7 วันก็จะเหี่ยวเฉาและมีรูปร่างคล้ายกับมนุษย์ แม้ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าเท่านั้นแต่เมื่อประมาณปีค.ศ 1996 ได้มีข่าวลงในหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งซึ่งเป็นข่าวที่โด่งดังมากของประเทศไทยโดยมีเนื้อหาใจความสำคัญว่า พบซากคล้ายสัตว์แห้งๆแต่ว่ามีกลิ่นหอมมากโดยคนที่ครอบครองเอาไว้อ้างเอาไว้ว่า

สิ่งที่เขาถือครองอยู่นี้คือมักรีผล แต่อย่างไรก็ตามหลายคนที่ได้เห็นภาพรูปมักกะลีผลที่มีการนำมาแสดงแล้วกลับคิดเป็นอีกอย่างหนึ่งว่าภาพดังกล่าวนั้นน่าจะเป็นภาพของตัวอ่อนของเด็กที่ยังไม่โตเต็มที่แล้วถูกนำมาทำให้แห้ง และยังมีการเล่าลือกันอีกว่าที่จริงแล้วมักรีผลนั้นไม่มีอยู่จริงเป็นเพียงแค่ตำนานที่เล่าหรือพูดคุยกันมาเท่านั้นโดยมักกะลีผลที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันนั้นแท้ที่จริงแล้วก็เป็นเพียงแค่มันที่มีคนนำมาแกะสลักเป็นรูปร่างของคนขึ้นมาเท่านั้นเอง

ซึ่งมักรีผลที่มักจะเห็นกันอยู่มากนั้นมักจะมีขายอยู่ที่บริเวณชายแดนประเทศลาว อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้ว่ามักรีผลนั้นแท้ที่จริงแล้วเป็นแค่เรื่องเล่าหรือตำนานหรือเป็นเรื่องจริงก็แล้วแต่แต่คนในสมัยโบราณก็ยังคงมีการเชื่อกันว่ามักรีผลนั้นมีอยู่จริงและตำนานป่าของหิมพานต์นั้นก็มีอยู่จริงด้วยเช่นเดียวกันดังที่เรามักจะได้ยินเกี่ยวกับนิทานที่มีการกล่าวถึงเรื่องของป่าหิมพานต์อย่างเช่นเรื่องของพรานบุญที่ไปจับกินรีมาก็มาจากป่าหิมพานต์นั่นเอง

ซึ่งปัจจุบันนี้เรายังสามารถเห็นมักรีผลได้จากภาพว่าต่างๆซึ่งจะมีการว่าตามฝาผนังของโบสถ์ภายในบริเวณวัด สำหรับเรื่องราวของนารีผลนั้นเกิดขึ้นในสมัยที่พระเวสสันดรและนางมัทรีพร้อมกับลูกทั้งสองคนนั้นถูกส่งให้เดินทางเข้าไปยังในป่าหิมพานต์ เลยให้เขาเหล่านั้นเข้าไปบำเพ็ญเพียรอยู่ภายในป่าหิมพานต์ซึ่งที่นั่นจะมีสัตว์ป่าอยู่มากมาย

อย่างไรก็ตามในป่าหิมพานต์นั้นก็มีพวกฤาษีและคนที่ไปบำเพ็ญเพียรตบะคนอื่นๆต่างก็พากันไปพูดคุยกับพระเวสสันดรและนางมัทรีเนื่องจากว่านางมัทรีนั้นเป็นหญิงสาวที่มีรูปร่างสวยงามจึงทำให้พวกคนที่ไปบำเพ็ญเพียรนั้นอยากได้นางมัทรีเป็นภรรยาเมื่อเทวดารู้เรื่องเข้าจึงได้เนรมิตต้นไม้จำนวน 16 ต้นปลูกเอาไว้บริเวณรอบบ้านของพระเวสสันดรและนางมัทรี

ซึ่งต้นดังกล่าวนั้นก็คือต้นมักกะลีผลนั่นเอง ว่ากันว่า เมื่อมักรีผลออกดอกนั้นเพื่อจะมีหน้าตาคล้ายกับหญิงงามคล้ายๆกับ เทพธิดาโดยเทวดานั้นต้องการเศษให้นารีผลนั้นคอยขัดขวางไม่ให้คนที่บำเพ็ญเพียรนั้นได้เข้าไปยุ่งกับนางมัทรีและพระเวสสันดรได้จนท้ายที่สุดแล้วเมื่อพระเวสสันดรและนางมัทรีเดินทางออกจากป่าหิมพานต์ต้นนารีผลนั้นก็ยังคงอยู่ในป่าหิมพานต์เหมือนเดิมนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า rb88

การทดลองที่ทำให้ผู้ป่วยทางจิตเวชต้องเสียชีวิตลงถึง49ราย

เพิ่มความฉลาด

เมื่อปี2005 นักวิทยาศาสตร์แห่งสถานบันวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ซอล์คในแคลิฟอร์เนีย ได้ทำการทดลองฉีดเต็มเซลล์ตัวอ่อนของมนุษย์เข้าไปในสมองของหนู ซึ่งถือว่ามันได้เป็นครั้งแรกที่ได้มีการนำเอาเซลล์ประสาทของมนุษย์ใส่เข้าในกระโหลกของสิ่งมีชีวิตอื่นแม้ว่าได้ทำการฉีดเซลล์ของมนุษย์กว่า100,000เซลล์เข้าไปในหนูทดลอง

แต่ละตัวแล้วแต่ก็ยังคงให้เซลล์สมอง99%นั้นยังเป็นหนูอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดคำถามหรือข้อครหาทางศีลธรรมว่า “สร้างสิ่งมีชีวิตที่เหมือนมนุษย์เกินไป”สเต็มเซลล์ที่ได้ถูกฉีดเข้าไปถูกย้อมให้เป็นสีเขียวเพื่อที่จะได้สามารถติดตามดูผล ซึ่งได้พบว่าเซลล์เหล่านี้ได้พัฒนากลายมาเป็นเซลล์สำคัญที่พบได้ตามปกติในสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

นอกจากนี้ยังมีการเฝ้าสังเกตจุดไซแนปส์หรือจุดประสารประสาทที่อยู่ระหว่างเซลล์ลูกผสมแต่ทว่ากยังไม่ทราบถึงผลที่แน่นชัดว่าสัญญาณไฟฟ้าที่ส่งมานั้นเป็นสัญญาณของหนูหรือของมนุษย์ต่อมาทางศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยแห่งโรเซสเตอร์ในนิวยอร์กได้ทำการทดลองนี้อีกครั้งในปี2014 ด้วยการฉีดสเต็มเซลล์ของมนุษย์เข้าไปในหนูทดลองถึง300,000เซลล์ โดยในครั้งนี้เซลล์พัฒนาเพิ่มขึ้นเป็น12ล้านเซลล์  ซึ่งทำให้เห็นความฉลาดของหนูเพิ่มขึ้นได้อย่างชัดเจน

ความผิดปกติการกระทำผิดและความวิกลจริต

ดร.เฮนรี คอตตอน อดีตหัวหน้าแพทย์ของโรงพยาบาลจิตเวชประจำรัฐนิวเจอร์ซี่ย์ ซึ่งก็คือโรงพยาบาลจิตเวชเทรนตัน ดดยตั้งแต่ในปี1907 – 1930 ซึ่งได้เป็นช่วงที่ คอตตอน ได้ทำหน้าที่อยู่ในโรงพยาบาลแห่งนี้เขาได้ทำการทดลองหลายครั้งกับผู้ป่วยจิตเวชเพื่อที่จะพิสูจน์ข้อสันนิษฐานของเขาที่เชื่อว่าความผิดปกติทางจิตนั้นเกิดจากที่อวัยวะภายในร่างกายทำงานผิดปกติ

โดนคอตตอนและทีมของเขาได้ทำการทดลองที่เรียกว่า “การผ่าตัดแบคทีเรียวิทยา”ซึ่งได้เป็นการผ่าตัดเอาอวัยวะออกเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื่อโรค โดยเริ่มจากการถอนฟันของผู้ป่วยซึ่งได้มีการบันทึกพร้อมภาพประกอบไว้ในคู่มือของเขาที่ชื่อว่า “ความผิดปกติการกระทำผิดและวิกลจริต”แพท์เขาจะค่อนๆทำการตัดอวัยวะของร่างกาย

ในส่วนที่สำคัญออกทีละส่วนและในขณะเดียวกันพวกเขาก็จะค่อยสังเกตอาการทางจิตของผู้ป่วยไปด้วย โดยในปี1922คอตตอนได้เผยแพร่ผลงานของเขาและอ้างว่าวิธีการรักษาผู้ป่วยจิตเวชของเขานั้นได้ประสบผลสำเร็จถึง85%แต่ในอีกด้านหนึ่งเขาก็ยอมรับว่าจากการทดลองนั้นเขาต้องสูญเสียผู้ป่วยไป30-45%เลยทีเดียว และหลังจากที่เขาได้เสียชีวิตไปแล้วได้มีการสืบสวนเพิ่มเติมทำให้ได้พบว่ามีผู้ป่วยจำนวน49รายต้องเสียชีวิตจากการทดลองอันโหดร้ายเหล่านี้

 

สนับสนุนโดย  rb88 line