ตำนานแม่มด 

    หากพูดถึงคำว่าแม่มดหลายคนมักจะนึกถึงหญิงหญิงแก่สุ่มผ้าคลุมสีดำสามารถมีเวทย์มนต์และมักชอบขี่ไม้กวาดรวมถึงแม่มดจะสามารถเสกคาถาและฝากใครก็ได้ซึ่งมีการแต่งนิทานขึ้นมามากมายเกี่ยวกับแม่มดรวมถึงการนำแม่มดมาสร้างเป็นภาพยนตร์มากมายหลายเรื่อง

แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่าคนส่วนใหญ่แล้วในอดีตมีการเชื่อว่าแม่มดนั้นมีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ของชาวอเมริกันเมื่อ 300 กว่าปีมาแล้วเคยเกิดเหตุการณ์ที่ชาวบ้านคลั่งไคล้เรื่องลัทธิแม่มดเป็นจำนวนมากในบางกลุ่มลักลอบตั้งตนเป็นแม่มดและในขณะที่ชาวบ้านก็ออกตามล่าหาแม่มดเพื่อนำมาจับจุดไฟเผาเพื่อทำลายแม่มดในประวัติศาสตร์ของอเมริกาในช่วงประมาณปี  1692-1693

ได้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริการัฐแมสซาซูเสสโดยพบว่าที่ชุมชนแห่งหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านโดยอยู่มาวันหนึ่งเขาพบว่ามีเด็กหญิงหลายคนในหมู่บ้านมีอาการชักรวมถึงมีการโวยวายและส่งเสียงกรีดร้องและยังพูดภาษาที่ไม่สามารถให้ใครเข้าใจได้ว่าพูดเรื่องอะไรซึ่งอาการของเด็กในหมู่บ้านที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ทั้งบรรดาบาทหลวงรวมถึงคุณหมอที่อยู่ในหมู่บ้านต่างก็รู้สึกกังวลกับอาการของเด็กๆ

แต่เนื่องจากในสมัยก่อนวิวัฒนาการการรักษาและการเข้าใจโลกไม่ได้เก่งกาจเหมือนในปัจจุบันนี้ดังนั้นผู้คนจึงมักเชื่อไปในทางเรื่องเร้นลับมากกว่าจะเชื่อว่าเด็กในหมู่บ้านเกิดอาการป่วยขึ้นพร้อมๆกันเหมือนอย่างที่ปัจจุบันนี้ประเทศไทยก็ยังมีการเกิดสำหรับเด็กนักเรียนที่มีอาการเหมือนกันโวยวายกรีดร้องหรือแม้แต่เป็นลมโดยคุณหมอแผนปัจจุบันก็จะบอกว่าเป็นอาการของโรค ต้องการอุปทานหมู่แต่เหตุการณ์แบบนี้ถ้าเกิดขึ้นในสมัยโบราณชาวบ้านมักจะเชื่อกันว่าเป็นเพราะผู้คนเหล่านั้น ถูกภูตผีปีศาจฝากแจ้งทำร้ายและในเหตุการณ์นั้น

ที่เด็กๆหลายคนในหมู่บ้านของ รัฐแมสซาซูเสสมีอาการโวยวายขึ้นมาพร้อมกันคือการที่เด็กๆเหล่านั้นถูกแม่มดสาปแช่งดังนั้น  ทั้งบาทหลวงน้าหมอรวมถึงชาวบ้านจึงต้องหาแม่มดมาลงโทษให้ได้และเหตุการณ์ในครั้งนั้นชาวบ้านและบาทหลวงก็มั่นใจว่าแม่มดคนดังกล่าวคือหญิงผิวดำที่รับหน้าที่สอนหนังสือให้กับเด็กๆในหมู่บ้านเนื่องจากเด็กๆ

จะมีการคลุกคลีกับหญิงทำการดังกล่าวอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้มาสอนหนังสือให้ เลยว่ากันว่าระหว่างที่หญิงนำคนดังกล่าวสอนหนังสือเด็กเธอก็ใช้เวทมนต์ดำสาปแช่งเด็กๆไปด้วยทีละคนทีละคนดังนั้นเธอจึงถูกชาวบ้านและบาทหลวงจับตัวไปเพื่อทำการทรมานให้ยอมรับสารภาพว่าเธอนั้นเป็นแม่มด

ซึ่งในขณะนั้นหากจับได้ว่าใครเป็นแม่มดโทษสูงสุดก็คือการฆ่าให้ตายด้วยการแขวนคอ ในปัจจุบัน บ้านของผู้พิพากษาที่ชื่อโจนาธานเคยเป็นบ้านของแม่มดในสมัยปี 1692 ที่ยังหลงเหลืออยู่ให้ประชาชนคนปัจจุบันได้เห็น

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  bk8

ประวัติหลวงพ่อโสธร 

สำหรับหลวงพ่อโสธร ท่านเป็นพระพุทธรูปที่คนทั้งประเทศให้การเคารพนับถือ ยิ่งโดยเฉพาะชาวเมืองฉะเชิงเทราแล้วละก็ถือว่าท่านเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองเป็นพระประจำจังหวัดฉะเชิงเทราเลยก็ว่าได้ ซึ่งวันนี้เราจะมาบอกเล่าที่มาขององค์หลวงพ่อโสธรอย่างคร่าวคร่าวให้ทราบกันค่ะ

  ว่ากันว่า องค์หลวงพ่อโสธรนั้น มีประวัติเก่าแก่มายาวนานมาก โดยมีเรื่องเล่ามาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย โดยเรื่องเล่ามีอยู่ว่าในตอนนั้นมีชาวบ้านเห็นพระพุทธรูปลอยน้ำมาด้วยกัน 3 องค์ ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าพระพุทธรูปทั้งสามองค์นั้นเป็นพี่น้องกัน ซึ่งในตอนแรกนั้นพระพุทธรูปสั่งสามองค์ลอยน้ำตามกันมา

เมื่อชาวบ้านเห็นต่างก็พากันเอาเชือกขนาดใหญ่ไปมัดกับองค์พระไว้แล้วพยายามจะดึงองค์พระขึ้นมาบนฝั่ง แต่เกิดสิ่งอัศจรรย์ใจว่า มีการเกิดกระแสน้ำวน เกิดขึ้นในจังหวะทีพยายามดึงองค์พระทำให้องค์พระพุทธรูปทั้งสามองค์จมน้ำหายไป หลังจากนั้นก็มาพบองค์พระพุทธรูปลอยมาที่แม่น้ำบางปะกง ซึ่งองค์พระแต่ละองค์ต่างก็ลอยแยกกันไป

องค์หนึ่งลอยไปทางบางพลี  ซึ่งปัจจุบันคือหลวงพ่อโต อีกองค์ลอยไปทางบ้านแหลมจังหวัดสมุทรสงคราม ปัจจุบันคือ หลวงพ่อวัดบ้านแหลม และองค์สุดท้ายลอยมาที่แม่น้ำบางปะกง ซึ่งก็คือหลวงพ่อโสธรนั่นเอง

        ตามเรื่องเล่ากล่าวว่าหลวงพ่อโสธรลอยมาติดอยู่ริมตลิ่งที่หน้าวัดเสาธงทอน หรือปัจจุบันชาวบ้านเรียกวัดนี้กันว่าวัดหลวงพ่อโสธรนั่นเอง  ในตอนแรกที่เห็นองค์พระลอยอยู่ชาวบ้านพยายามนำเชือกมาดึงขึ้นแต่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถดึงองค์พระขึ้นมาได้ จึงได้มีการไปอัญเชิญพระอาจารย์ชื่อดังที่เก่งเรื่องเวทมนต์คาถา มาทำพิธีเชิญองค์หลวงพ่อโสธรขึ้นมาจากน้ำ

ซึ่งก็เป็นผลสำเร็จและชาวบ้านได้อัญเชิญหลวงพ่อโสธรเข้าไปประดิษฐานเอาไว้ในโบสถ์ หลังจากนั้นชาวบ้านต่างก็พากันมากราบไหว้ขอพรกันเป็นจำนวนมากและที่สร้างปาฎิหารย์ ที่ ทำให้องค์หลวงพ่อโสธรมีชื่อเสียงโด่งดังมากก็เพราะว่ามีเหตุการณ์อยู่ครั้งหนึ่งซึ่งในตอนนี้เป็นช่วงที่มีการระบาดของโรคไข้ทรพิษ ซึ่งมีครอบครัวหนึ่งติดไข้ทรพิษกันทั้งครอบครัว

พวกเขาได้นำดอกไม้ธูปเทียนมากราบไหว้ขอพร และขอให้หายจากอาการของไข้ทรพิษ หลังจากขอพรเสร็จครอบครัวนี้ได้นำดอกไม้แห้งและหยุดน้ำตาเทียน มาต้มน้ำแล้วดื่ม หลังจากนั้นไม่นานทั้งครอบครัวนั้นก็หายจากอาการของไข้ทรพิษ

จึงทำให้ทุกคนมากราบไหว้ขอพร บนบานศาลกล่าวให้องค์หลวงพ่อโสธรช่วย แต่ที่ห้ามขอเพราะหลวงพ่อจะไม่ให้ก็คือ ห้ามขอไม่ไปเป็นทหาร เพราะท่านอยากให้ลูกหลานท่านเป็นทหาร ดังนั้นหากใครมาขอจะได้เป็นทหารทันที

ใครเป็นคนพบเห็น ซีอุย ฆ่าศพเด็กคนสุดท้าย

เหยื่อรายที่ 7 รายสุดท้าย เด็กชาย สมบุญ บุญยกาญจน์ ในท้ายที่สุดแล้ว ซีอุย ก็ไม่อาจที่จะหนีพ้นผลกรรมที่เขานั้นได้ก่อขึ้นเอาไว้เป็นไปได้หลังจากที่ ซีอุย ได้ลงมือที่สังหารเหยื่อรายสุดท้ายในวันที่ 27 เดือนมกมราคม พศ2501

ขณะที่ซีอุยทำงานขุดดินปลูกผักอยู่ในสวนเด็กชาย สมบุญ บุญยกาญจน์บุตรชายของนายนาวากับนางละมูลบุญยกาญจน์ ซึ่งเด็กมักจะมากับคุณพ่อเพื่อที่จะแวะซื้อผักที่ไร้ที่เป็นนายจ้างของ ซีอุย อยู่เป็นประจำและในบางครั้งนายนาวาเองก็มักที่จะใช้ลูกชายมาซื้อผักแทนเพียงลำพังซึ่งซีอุยก็ดูเหมือนว่าเขาจะคอยหาโอกาสอยู่หลายครั้งและครั้งนี้เมื่อได้โอกาสซีอุยไม่รอช้าจัดการใช้มีดแทงเข้าไปที่คอหอยของเด็กชายผู้เคราะห์ร้ายอย่างชำนาน

ก่อนที่จะใช้มีดพับกรีดหน้งอกควักเอาตับและหัวใจออกมาเหมือนเช่นเคยแต่คราวนี้เหยื่อของซีอุยเป็นลูกชายของคนที่รู้จักและสนิทสนมกับเจ้านายอีกทั้งต้องรู้ว่าลูกชายของตัวเองหายไปไหนซีอุยจึงจำเป็นต้นทำลายหลักฐานให้สิ้นซากในขณะที่นายนาวาผู้เป็นพ่อของเด็กเคราะห์ร้ายก็ได้ผิดสังเกตที่ลูกชายนั้นได้หายไปนานอย่างผิดปกติ

จึงได้ชวนเพื่อนบ้านช่วยกันออกตามหากระทั่งเมื่อมาถึงไร้และด้วยความบังเอิญพ่อของเด็กเคราะห์ร้ายและชาวบ้านได้พากันเดินตรงไปยังสถานที่ ซึ่ง ซีอุยกำลังเผาทำลายศพของเด็กชายสมบุญพอดีและเห็น ซีอุย กำลังเผาอะไรบางอย่างจึงได้เดินเข้าไปหาเพื่อจะถามว่าเห็นลูกชายของตนหรือไม่แต่เมื่อเดินเข้าไปไกล้กองไฟนายนาวาสังเกตุเห็นขาของบุตรชายโผ่งลอดกองไม้ที่ใช้สำหรับเผาออกมาจึงรีบไปเอาเสาไม้ออกและแล้วพวกเขาก็ได้พบศพเด็กชายสมบุญนอนตายอยู่ตรงนั้นในลักษณะถูกเผาไปแล้ว

บางส่วนเมื่อเห็นดังนั้นนายนาวาและชาวบ้านจึงเข้ารุมประชาทัณฑ์ซีอุยจากนั้นก็จับตัวซีอุยมัดเอาไว้กับเสาบ่อน้ำซึ่งอยู่ไกล้กันก่อนจะแจ้งตำรวจในเวลาต่อมาและเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไปตรวจสอบที่พักของซีอุยก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบกับตับและหัวใจของเด็กชายสมบุญซ่อนอยู่ในตู้กับข้าวหลังจากการสอบสวนซีอุยได้ให้การรับคำสารภาพเรื่องทั้งหมดต่อมาซีอุยได้ถูกนำตัวขึ้นศาลโดยการสือบพยานและสอบปากคำทำให้ทราบว่าแท้จริงแล้วซีอุยคือคนร้ายคนเดียวกันกับที่ลงมือสังหารโหดเด็กๆรวม6ศพตามสถานที่ต่างๆนั่นเอง

โดยซีอุยรับสารภาพทุกอย่างออกมาโดยไม่มีการปฏิเสธข้อกล่าวใดๆเลยจนในท้ายที่สุดศาลได้ตัดสินประหารชีวิตและเมื่อซีอุยได้รู้ผลการพิจารณาโทษในครั้งนั้นซีอุยก็ได้เป็นลมล้มลงกับพื้นไปเลยและในวันที่17เดือนกันยายน พศ2502 ได้ปิดฉากประหารชีวิต  ซีอุย

ยอดเขาที่สูงที่สุดที่ไม่มีใครสามารถขึ้นไปพิชิตมันได้

เราลองมาดูยอดเขาที่มีความสูงเป็นอันดับสองของโลกที่มีชื่อว่าK2 ณ ยอดเขาสูงแห่งนี้ถือได้ว่าไปได้ยากกว่ายอดเขาเอเวอเรสต์ซะอีกและจากสถิติก็ได้พบว่ามีคนที่สามารถขึ้นไปยังจุดสูงสุดของยอดเขาไปเพียงแค่300คนเท่านั้น

ขณะที่มีผู้คนที่จะต้องมาจบชีวิตลงในที่แห่งนี้ถึง77ด้วยกันและมันหมายความว่ามีโอกาสที่หนึ่งในห้าคนที่จะต้องเดินทางไปยังยอดเขาแห่งนี้ก็จะต้องเสียชีวิตลงนอกจากนี้ยังไม่มีใครที่จะสามารถขึ้นไปยังยอดเขา K2 ในฤดูหนาวได้อีกด้วย

ณ ยอกเขา K2 ได้มีชื่อเล่นว่า The Savage Mountain หรือแปลกว่า ยอดเขาอำมหิต เนื่องจากว่าการปีนขึ้นไปสู่ยอดเขานี้มากยากและยังเสี่ยงต่อการเสียชีวิตอีกด้วยเรียกได้ว่าในการไปพิชิตบนยอดเขา K2 ถือเป็นหนึ่งในสถานที่มันไปได้ยากมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกกันเลยทีเดียวเราลองมาดูที่ภูเขาในเทือกเขาหิมาลัย

อีกหนึ่งลูกกันต่อภูเขาแห่งนี้มีชื่อว่า Annapurna อันนะปุรณะ ซึ่งจะถือได้ว่ามันมีภูเขาที่มีเส้นทางในการที่จะขึ้นไปยังข้างบนยอดเขาอันตรายมากๆและยังเป็นภูเขาที่ได้มีความสูงเป็นอันดับ10ของโลกเลยทีเดียวและตั้งแต่ในอดีตจนมาถึงในปัจจุบันได้มีผู้ที่สามารถขึ้นไปพิชิตยอดเขาแห่งนี้ได้เพียง191คนเท่านั้นแต่ก็ยังมีผู้ที่เสียชีวิตจากการที่จะพยายามที่จะไปให้ถึงในที่จุดสูงสุดของภูเขาแห่งนี้ถึงประมาณ61คนด้วยกัน

ซึ่งจะคิดเป็นอัตราส่วนในการเสียชีวิตสูงถึงประมาณ1ต่อ4คน ซึ่งก็หมายถึงในทุกๆ4คนที่กำลังจะพยายามที่จะขึ้นไปยังบนยอดเขาและจะมีผู้ที่สังเวยชีวิตให้กับภูเขาแห่งนี้จำนวน1คน ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นอัตราส่วนที่มีสูงมากดังนั้นต้องบอกได้เลยว่ามันเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่คนสามารถที่จะไปถึงยากมากที่สุดในโลกอีกหนึ่งที่เช่นกันแต่เพื่อนจะทราบกันหรือไม่ว่ายังมียอดเขาอื่นที่ในปัจจุบันยังไม่มีคนสามารถไปพิชิตมันได้เลย

และยอดเขาที่ว่านั้นก็คือGangkhar Puensum กังคาพูนซัม ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงมากที่สุดที่ไม่มีใครจะสามารถที่จะขึ้นไปพิชิตมันได้มันมีความสูงประมาณ7570เมตร ซึ่งจะไม่มีใครที่จะสามารถขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของยอดเขานี้ได้และจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คนจะไปอยู่ที่จุดนี้เป็นระยะเวลานานภูเขาแห่งนี้ได้ตั้งอย่ในประเทศภูฏานมันได้ถูกห้ามไม่ให้นักปีนเขาขึ้นไปเนื่องจากว่ามันเป็นภูเขาที่ได้รับการเคารพจากคนในพื้นที่รวมทั้งความเชื่อด้านศาสนา

ตำนานบั้งไฟพญานาค 

   เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับตำนานความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องพญานาคกันเป็นอย่างดียิ่งกลับคนที่นิยมเล่นหวยแล้วก็พญานาคถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์กินข้าวหวยหลายคนมักจะไปขอหวยกัน

โดยจะไปขอหวยพญานาคที่คำชะโนดกันเป็นส่วนมากตำนานความเชื่อของพญานาคมีมานานหลายชั่วอายุคนและคนส่วนใหญ่ที่เชื่อเกี่ยวกับเรื่องพญานาคมักจะเป็นคนที่อยู่ในแถบของภาคอีสานซึ่งเป็นต้นกำเนิดของพญานาคโดยมีการเชื่อกันว่าพญานาคอาศัยอยู่ในลุ่มแม่น้ำโขงโดยทุกๆปีประชาชนต่างก็จะไปรอดูพญานาคพ่นไฟขึ้นมาเหนือน้ำ

ซึ่งเราเรียกว่างานบั้งไฟพญานาคซึ่งเทศกาลนี้จะมีการจัดขึ้นทุกๆปีและจะมีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศรวมถึงนักท่องเที่ยวจากชาวต่างชาติเดินทางไปชมความอัศจรรย์นี้กันเป็นจำนวนมากและทุกๆปีก็ไม่เคยทำให้ผิดหวังเพราะว่าในทุกๆปีเรามักจะเห็นดวงไฟขึ้นมาเหนือน้ำของลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งไม่สามารถหาคำตอบได้เหมือนกันว่าดวงไฟเหล่านั้นขึ้นมาจากแม่น้ำโขงได้อย่างไร โดยปกติแล้วการจัดงานบุญบั้งไฟพญานาคนั้นจะมีการจัดทุกวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11

ซึ่งจะตรงกับวันออกพรรษาโดยจังหวัดทางแถบภาคอีสานจะมีการจัดงานการละเล่นต่างๆแล้วตั้งแต่ช่วงหัวค่ำเป็นต้นไปประชาชนก็จะพากันไปนั่งอยู่ริมแม่น้ำโขงเพื่อรอดูรูปไฟที่จะค้นขึ้นจากแม่น้ำขึ้นมาซึ่งหลายคนชื่อว่าลูกใครเหล่านั้นคือพญานาคกำลังพ่นไฟขึ้นมา 

        สำหรับชาวบ้านที่ไปบั้งพญานาคนั้น ทางไปเพราะว่ามีความศรัทธาและเคารพนับถือในตัวพญานาคจึงต้องการไปดูปาฏิหาริย์ที่พญานาคมีการพ่นไฟขึ้นมาการทำงานประวัติความเชื่อมาแต่สมัยโบราณเชื่อกันว่ามีพญานาคอยู่ตนหนึ่งต้องการที่จะบวชเป็นพระแต่ไม่สามารถที่จะบวชได้เนื่องจากว่าไม่ใช่มนุษย์โดยตรง พญานาคตอนนี้มีนิสัยดุร้ายเป็นอย่างมาก

แต่พระพุทธเจ้าไม่ทราบเรื่องก็ได้มาโปรดสั่งสอนพญานาค จนพญานาคสำนึกตัวได้และตั้งตัวเป็นพุทธมามกะ เพราะเริ่มใสศรัทธาในองค์พระพุทธเจ้าเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปยังสวรรค์เพื่อไปเยี่ยมพระมารดาและอยู่ที่นั่นเป็นระยะเวลา 1 พรรษา แล้วถึงเวลาที่พระพุทธเจ้าจะกลับลงมายังโลกมนุษย์เพื่อพญานาคตนนั้น

ดูเข้าจึงได้มีการพ่นไฟเพื่อทำการฉลองการกลับมาของพระพุทธเจ้าจึงเกิดเป็นบั้งไฟพญานาคนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเล่าต่อๆกันมาตามตำนานความเชื่อของคนโบราณและเมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ของทุกปีชาวบ้านก็จะมารวมตัวกันที่นี่เพื่อมาดูที่พญานาคจะมีการจุดเพื่อฉลองให้กับพระพุทธเจ้า

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  next88

บุคคลที่คุณได้ยินชื่อและความสามารถของเขาแล้วคุณจะกลัวทันที

คุณเคยหรือไม่ในเวลาที่เราจะพบเจอใครสักคนนั้นแต่ตัวเราเองก็ได้เกิดความรู้สึกว่าคุณไม่ควรที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเหมือนอย่างกับเราที่ได้พบกับเครื่องจักรกลเหล่าสังหารที่มันสามารถที่จะฆ่าคุณได้ตลอดเวลาโดยที่ตัวคุณเองนั้นยังไม่ได้ทันที่จะกระพริบตาด้วยซ้ำและวันนี้เราก็จะพาทุกคนไปดูเหล่าผู้คนที่มีความแข็งแกร่งรวดเร็วและยังเท่สุดๆกับบุคคลที่คุณไม่ควรจะเข้าไปยุ่งด้วย

Meena Raghavan 

คุณลองทำหัวให้โล่งๆและคิดถึงภาพคุณหญิงแก่อายุประมาณ78ปีดูส่วสนมากพวกเธอเหล่านี้อาจจะเป็นคุณย่าหรือไม่ก็เป็นคุณยายที่ชอบเลี้ยงหลานๆอยู่ที่บ้านดูทีวีเย็บปักถักร้อยและก็ชอบบ่นถึงเร่องนั่นเรื่องนี่อยู่บ่อยๆแต่ว่าคุณหญิงคนนี้คือ มีนา Raghavan และแน่นอนว่าเธอนั้นไม่ใช่คุณยายธรรมดาๆอย่างที่พวกคุณนั้นคิดกันในวันนี้เธอได้เป็นคนที่อาวุโสมากที่สุดในโลก

ที่ได้ฝึกสอนวิชาพละคายัคตู่ ซึ่งได้เป็นการต่อสู้แบบโบราณจากทางตอนใต้ของ อินเดีย Raghavan นั้นก็ได้เริ่มฝึกซ้อมตั้งแต่อายุเพียง7ขวบและถึงแม้ว่าจะมีข้อห้ามไม่ให้ผู้หญิงแต่งงานแล้วนั้นฝึกศิลปะการต่อสู้นี้แต่เธอก็ยังคงฝึกต่อไปเรื่อยๆจนถึงทุกวันนี้หญิงก่คนนี้นั้นได้กลายมาเป็นผู้ที่เชียวชาญทางด้านศิลปะการต่อสู้โดยเธอก้ได้เปิดโรงเรียนสำหรับทำการสอนทั้งเด็กผู้หญิงเด็กผู้ชายชายหนุ่ม และ หญิงสาวอีกด้วย 

Giga Uguru

สำหรับ Giga Uguruผู้ที่เป็นนักสู้ผู้ที่มีมากฝีมือและยังมีความแข็งแกร่งและรวดเร็วจนดูเห็นว่าจะไม่มีใครที่สามารถล้มเขาได้เขายังได้เคยฝึกซ้อมกีฬาต่างๆมามากมายแต่ตั้งที่เขานั้นยังเป็นเด็กเขาได้เริ่มฝึกเทวันโดตั้งแต่เขาอายุได้เพียง4ขวบเท่านั้นซึ่งก็ถือว่าเริ่มไว้มากๆจนทำให้อดสงสัยไม่ได้เลยว่าทำไมเด็กตัวเล็กแค่นั้นถึงจะมาชื่นชอบกีฬาได้โดยเขาก้ได้ฝึกซ้อมตั้งแต่นั้นมาเลยทีเดียวแต่นั้นนอนว่าเค้าไม่ได้กำกัดตัวเองอยู่แค่ในศาสตร์

การต่อสู้เพียงศษสตร์เดียวซึ่งในตอนที่เขานั้นได้อายุเพียงแค่10ขวบ Giga ก็ได้เริ่มฝึกการต่อยมวยต่อด้วยคาราเต้คาสมาทกล้าศิลปะการต่อสู้มือเปล่าของทหารอิสราเอลนั่นเองหลังจากที่เขานั้นได้เชียวชาญศาสตร์ทั้งหมดนี้แล้ว Giga เองก็ยังไม่ได้หยุดแต่เพียงแค่นั้นแต่เขาก็ยังได้เพิ่มความสามารถในการพาดโผงเข้าไปในการฝึกซ้อมอีกด้วยและมันไม่ได้แค่การติวแบบธรรมดาโดยทั่วไปแต่เป็นตัวสตั้นของจริงแต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่มีใครที่จะเชื่อความสามารถของ Gigaพวกเขาคิดว่าเทคนิคของเขาใช้ไม่ได้ผมในการต่อสู้จริงๆ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แทงบอลออนไลน์2020

ประวัติศาลเจ้าแม่งูจงอางที่พระราม 2

เชื่อว่าสำหรับนักเสี่ยงโชคและคอหวยย่อมต้องรู้จักศาลเจ้าแม่งูจงอางกันเป็นอย่างดี

เพราะที่นี่ผู้คนที่ชอบหาเลขเด็ดนิยมที่จะมาหาเลขที่นี่กันเป็นจำนนวนมากเพื่อนำเลขไปซื้อหวย  โดยศาลเจ้าแม่งูจงอางมีประวัติยาวนายมานานเกินว่า 30 ปีมาแล้ว เริ่มตั้งแต่ถนนพระราม 2 มีแค่รถสองเลนวิ่งสวนกันไปมา จนตอนนี้ถนนพระราม 2 มีการปรับปรุงก่อสร้างกลายเป็นถนน 14 เลนไปแล้ว จนถนนพระราม 2 แห่งนี้ได้รับฉายานามว่า ถนนเจ็ดชั่วโคตร

           ย้อนลอยตำนานศาลเจ้าแม่งูจงอาง ไปในสมัยที่มีการขยายถนนพระราม 2 จากสองเลนกลายเป็นสี่เลน ในตอนนั้นขณะที่คนงานก่อสร้างกำลังทำงานมาจนถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่หก มีอยู่วันหนึ่งในช่วงพักเที่ยงคนงานได้นอนหลับและได้ฝันว่า มีเจ้าแม่งูจงอางท้องแก่ ได้เข้ามาบอกว่าตอนนี้ตนเองกำลังจะใกล้คลอดแล้ว

ขอให้คนงานช่วยหยุดก่อสร้างประมาณสัก  7 วันเพื่อให้เจ้าแม่งูจงออกได้คลอดลูกก่อนแล้วจะพาลูกย้ายไปอยู่ที่อื่น ซึ่งเมื่อคนงานคนดังกล่าวตื่นขึ้นมาก็นำเรื่องความฝันนี้ไปเล่าให้กับหัวหน้าฟัง แต่หัวหน้าคนงานไม่เชื่อและยังคงสั่งให้ทำงานต่อไป และก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้เพราะในระหว่างที่มีการทำถนนกันอยู่นั้น คนงานที่ทำหน้าที่เกลี่ยดินได้ถอยรถไปทับรังของงูจงอางซึ่งข้างในรังนั้น มีลูกงูอยู่เต็มไปหมด แล้วก็มีลูกงูตายเป็นจำนวนมากจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ซึ่งพอคนงานเลิกงานกลับบ้านไปกำลังถอยรถเข้าบ้านก็เกิดอุบัติเหตุไปถอยรถทับคนในครอบครัวตัวเอง

จนเสียชีวิต และต่อมาตรงบริเวณที่เป็นรังของงูจงอาง ก็มักจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน จนชาวบ้านต้องอัญเชิญพราหมณ์มาทำพิธีเพื่อสื่อสารกับวิญาณจนทำให้รู้ว่า เจ้าแม่งูจงอางโกรธแค้นที่คนงานไปขับรถทับลูกของท่านตายทั้งที่ท่านได้มาขอร้องแล้ว ชาวบ้านจึงได้รวมตัวกันช่วยกันตั้งศาลให้กับเจ้าแม่งูจงอางเพื่อเป็นการขอขมาต่อเจ้าแม่

และก็มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นทำให้ศาลเจ้าแม่เป็นทีเลื่องลือ นั่นก็คือ ศาลเดิมที่ชาวบ้านสร้างขึ้นมาเพื่อขอขมาเจ้าแม่นั้นเป็นศาลไม้เล็กๆ แต่ก็มีผู้คนแวะเวียนกันมากราบไหว้เจ้าแม่กันไม่ขาดสาย แต่อยู่มาวันหนึ่งพื้นที่บริเวณศาลของเจ้าแม่ถูกไฟไหม้ เนื่องจากผู้คนพากันมากราบไหว้กันมากและมีการจุดธูปกันตลอดเวลาทำให้ธูปดับไม่ทันประกอบกับลมพัดแรงทำให้เกิดเปลวไฟและไฟได้ลามไหม้ป่าบริเวณศาลเจ้าแม่

แต่เมื่อดับไฟกันเสร็จแล้วปรากฏว่าศาลเจ้าแม่งูจงอางไม่มีร่องรอยของไฟไหม้เลย ทำให้ชาวบ้านยิ่งเคารพนับถือกันมาก โดยหลังจากนั้นก็มีคนถวายทีดินนำมาสร้างศาลให้เจ้าแม่งูจงอางใหม่ และอัญเชิญเจ้าแม่งูจงอางไปอยู่ใหม่ นับแต่นั้นผู้คนก็เดินทางไปกราบไหว้ขอหวยกันเป็นจำนวนมากจนถึงปัจจุบัน

 

สนับสนุนโดย  entaplay

ประวัติหลวงปู่แหวน

หลวงปู่แหวนตอนอายุห้าขวบแม่ได้เสียชีวิตก่อนตายได้ขอร้องให้หลวงปู่แหวนบวชเป็นพระให้และได้ขอร้องให้บวชโดยไม่ต้องสึก ออกมาเป็นฆารวาสอีกเลย อยากให้บวชไปตลอดชีวิตซึ่งตอนนั้นหลวงปูแหวนก็รับปากแม่ว่าจะบวชให้และจะไม่สึกและเมื่อแม่ตายหลวงปู่แหวนก็ได้ย้ายไปอยู่กับยาย

พอหลวงปูแหวนไปอยู่กับยายได้ไม่นาน  ยายก็ฝันหลังจากตื่นมาจากความฝันยายก็ขอร้องให้ลูกปู่แหวนบวชและขอร้องไม่ให้สึกอยากให้บวชเป็นพระไปตลอดชีวิต ซึ่งหลวงปูแหวนก็รับปาก ยายจึงได้จัดงานบวชให้หลวงปู่แหวนกับน้าของหลวงปู่แหวน

ซึ่งตอนนั้นหลวงปู่แหวนอายุได้ 9 ขวบและหลังจากบวชได้เพียงแค่สองเดือน เณรน้าก็เสียชีวิตเพราะป่วย อยู่มาวันหนึ่งในขณะที่หลวงปู่แหวนอายุได้ 14 ปี พระอาจารย์อ้วนซึ่งเป็นอาของหลวงปู่แหวนไปฝากไว้กับพระอาจารย์สิงห์ เพื่อให้ช่วยสอนหลักธรรมศาสนา โดยในตอนนี้หลวงปู่แหวนต้องย้ายไปอยู่ที่วัดสร้างทอง

ซึ่งหลวงปู่แหวนจะเน้นการวิปัสสนาและท่านจะไม่ค่อยเล่นและเป็นพระที่พูดน้อยจะชอบมองพิจารณาธรรมชาติ พระอาจารย์สิงห์สอนแนวทางการวิปัสสนากรรมฐานและสอนด้านไสยเวทย์ โดยแนะนำให้เอามาช่วยเหลือชาวบ้านเมื่อชาวบ้านเดือดร้อน และหลวงปู่แหวนก็เรียนรู้จนสามารถนำความรู้ไปช่วยเหลือญาติโยมได้ 

และท่านยังได้รับการไว้วางใจจากพระอาจารย์สิงห์ให้คอยช่วยรดน้ำมนต์ให้กับชาวบ้านบ่อยบ่อยแต่หลวงปู่แหวนไม่ค่อยชอบ ท่านชอบนั่งวิปัสสนามากกว่า จนเมื่ออายุครบบวชเป็นพระได้เจ้าอาวาสท่านก็บวชให้และหลังจากนั้นไม่นานพระอาจารย์อ้วนก็มารับตัวกลับไปจำพรรษาอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย วัดบ้านเกิด และเมื่อมาจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ท่านจะไปนั่งกรรมฐานอยู่ที่บริเวณใต้ต้นไม้ ไม่ยอมนอนในกุฎิวัดเพราะท่านมีใจฝักใฝ่ที่จะนั่งวิปัสสนาอย่างแรงกล้าไม่อยากคลุกคลีกับทางโลก

แต่ชาวบ้านก็ชอบมาคุยด้วยทำให้ท่านตัดสินใจจะออกธุดงนับตั้งแต่นั้นหลวงปู่แหวนก็ออกไปปฏิบัติธรรมเดินธุดง ในป่าเขา อาศัยอยู่ในถ้ำ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอกอีกเลย ท่านจะเดินทางธุดงไปเรื่อยเรื่อย ค่ำไหนนอนนั่นและจะมีชาวบ้านคอยนำอาหารมาบิณฑบาตท่านอยู่เป็นประจำ โดยส่วนใหญ่ท่านมักจะอยู่ธุดงในจังหวัดของภาคเหนือ 

         นี่เป็นเพียงแค่ประวัติการบวชเรียนของหลวงปู่แหวน ประวัติเต็มของทั้งหลังจากบวชเรียนมีทั้งการการปราบมารและปราบภูตผีปีศาจเต็มไปหมดเพราะได้มีการเรียนวิชาเวทย์มาแล้ว ซึ่งจะมีการนำให้บอกเล่ากันในครั้งต่อไปเมื่อมีโอกาส

 

สนับสนุนโดย  rb88

พื้นฐานในการเลือกสีในการวาดภาพศิลปะ

วันนี้เราจะมาพูดในเรื่องส่วนของกระดาษวาดภาพและสีขอการนำเอามาใช้วาดภาพซึ่งที่จริงแล้วมันมีลักษณะอย่างไรและมันจะมีข้อดีและข้อเสียอย่างไรเรามาฟังกันทางนี้เลย

การใช้สีน้ำ การใช้สีน้ำนั้นมันมีหลายอย่างมีหลายชนิดหลายยี่ห้อมากมายเพราะฉะนั้นเราก็ควรจะดูว่าสีน้ำที่ดีมันควรจะเป็นสีน้ำที่จะต้องมีเนื้อสีมากกว่าน้ำสีเพราะเวลาที่เรานั้นบีบจะรู้ว่าน้ำมันมากหรือป่าวหรือว่าเนื้อสีนั้นมันมากและในเนื้อสีเราสังเกตถ้ามันเป็นสีน้ำที่ดีมันก็จะเป็นเนื้อสีที่มากพอสมควร

เพราะเวลาเราบีบออกมานั้นสีมันก็จะเข้มข้มจะข้มมากถ้าเราเอาน้ำไปใส่สีมันก็ยังข้มอยู่ตลอดเนื้อสีมันก็ยังดีอยู่ และ สีน้ำบางชนิดนั้นที่มันมีคุณภาพต่ำส่วนมากนั้นมันจะมีแป้เยอะมากกว่าสีและเราจะรู้ได้อย่างไรเมื่อเราได้ระบายลงไปแล้วแป้งมันจะมากเวลาที่สีที่เราระบายลงไปนั้นมันจะเป็นฝ้าไม่สดใสและนั้นก็เป็นสีน้ำที่ไม่ค่อยดีคุณภาพอะไรต่างๆ

ฉะนั้นเราก็จะต้องเลือกดูแต่อย่างแพงหน่อยมันก็จะดีเราก็จะต้องดูคุณภาพเป็นหลักและไรก็เอาไปทดลองดูบีบออกมาสีมาสีน้อยน้ำมากอะไรต่างไปทดลองดูและบางทีก็แพงสะป่าวมีแต่น้ำเราก็ไม่ควรที่จะซื้อนำเอามาใช้ถ้ามีโอกาสได้เลือกการทีเรารู้จักเนื้อสีหรือยี่ห้อสีอะไรต่างๆมันก็ขึ้นอยู่ที่ว่าไปเลือกเอาเองแต่ที่สำคัญมากที่สุดก็คือชื่อสีนั้นก็สำคัญสีทุกชนิดนั้นมันจะมีชื่อบอกเราก็อ่านตามนั้นหมายเลขของสีนั้น

มันคือบาร์โค้ดซึ่งมันจะอยู่ที่คอหลอดตรงหลอดนั้นมันจะมีบอกหมายเลขนี้เท่าไรอย่างเช่นน้ำตาล411อะไรต่างๆประมาณนี้เมื่อเราเข้าไปซื้อมันก็เป็นเบอร์นี้ชื่อนี้ทั่วโลกจะเป็นสากลในยี่ห้อของอันนี้เพราะฉะนั้นเราก็ต้องดูเอาเองเอาไปทดลองดูในหลอดนั้นมันก็จะมีพรรคุณเหมือนกันกับยามันก็จะบอกหมดว่าพรรคุณนี้เป็นอย่างไรชื่อเป็นอย่างไร

ซึ่งมันจะบอกโดยลักษณะของมันส่วนในเรื่องของจานสีหรือที่เราเรียกกันว่าจานผสมสีอันนี้ก็สำคัญหลายคนที่ไปซื้อสีฟ้าสีเขียวอะไรต่างๆหลากหลายสีมันก็จะไม่เป็นผลดีของสีน้ำเพราะสีน้ำนั้นเป็นสีประเภคโปร่งแสงหรือโปร่งใสเพราะฉะนั้นจานสีที่ดีจะต้องเป็นสีขาวเท่านั้นซึ่งมันจะทำให้เห็นสีที่ชัดเจน

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนของเราโดย  เว็บพนันออนไลน์2020

ประวัติศาสตร์สัญลักษณ์และรูปทับหลังที่หายไป

อาคารสถาปัตยกรรมในยุคนี้มีรูปแบบศิลปะแบบนครวัดตอนต้นราวกลางพุทธศตวรรษที่17แผนผังอาคารเน่นแนวเส้นตรงมุงสู่ปราสาทประทานประกอบด้วยบนไดต้นทางชลารูปกากบาททางดำเนิดสู่ปราสาทสุดปลายทางเดินคือสพานนาคช่วงที่1เชื่อมต่อกับบนไดขึ้นปราสาทซึ่งทำชานพักอยู่เป็นระยะ5ชั้นสุดบนไดเป็นชลากว้างสู่สพานนาคราชในช่วงที่2ผ่านเข้าสู่ซุ้มประตูระเบียงด้านนอกด้านทิศตะวันออก

ต่อจากนั้นจึงผ่านเข้าสู่ระเบียงคดล้อมเป็นกำแพงชั้นในภายในระเบียงมีปราสาทประทานเป็นที่ประดิษฐานรูปเคราพหลักของศาสตร์สถานสันนิษฐานว่าได้แก่ศิวลึงค์ประดิษฐานอยู่บนฐานยูณีอันเป็นสัญลักษณ์พลังอำนาจของพระศิวะปัจจุบันยังมีร่องรับน้ำสงฆ์ต่อลงมาสู่ปรากฏให้เห็นอยู่ปราสาทประทานมีส่วนประกอบลวดลายประดับละเอียดงดงามทุกส่วน

โดยเฉพาะภาพปติมากรรมเล่าเรื่องคําภีร์ทางศาสนาที่หน้าบันและทับหลังเช่นภาพรูปพระศิวะนาคราชเป็นภาพพระศิวะทรงฟ้อนรำอยู่บนแท่นภาพปู่มามเหศวรเป็นภาพพระศิวะและพระนางอุมาประทับนั่งบนหลังโคนนทิภาพเล่าเรื่องอวตารของพระนารายณ์และพระวิษณุเช่นเรื่องรามาวตารตอนพระรามเดิงดงตอนพระรามและพระลักษมณ์รก วิราชตอนเท้าลาดรกนางสีดาภาพตอนสุครีพรบนารีภาพตอนพระรามยกทัพเป็นต้น

ภาพปติมากรรมชิ้นเอกที่สวยงามและยังเป็นที่รูปจักกันดีคือทับหลังรูปพระวิษณุบรรทมอยู่เหนือนาคราชท่ามกลาง เกษียน สมุดหรือที่เรียกกันว่าทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ทับหลังชิ้นนี้สลักเป็นรูปพระวิษณุบรรทมอยู่เหนือนาคราชที่แผ่เศรียทั้ง5เพื่อปกป้องพระวิษณุทอดตัวอยู่เนื้อมังกรที่พระนาพีมีก้านบัวพุดขึ้นก้ารบนโดยมีรูปพระพรหมประทับอยู่เหนื่อดอกบัวมีรูปสัตว์ต่างๆเช่นนกแก้วลิงเป็นองค์ประกอบอยู่ในภาพที่งามแปลกตาอยู่ไม่น้อยทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ชิ้นนี้

ครั้งหนึ่งได้สูญหายไปจากปราสาทเขาพนมรุ้งจนถึงพุทธศักราช2508

กรมศิลปากรได้ตรวจค้นร้านโบราณวัตถุก้ได้พบชิ้นส่วนของทับหลังคือมาได้แต่ในอีกส่วนหนึ่งยังหาไม่พบต่อมาในพุทธศักราช2515ศาสตราจารย์หมเจ้าสุประดิษฐ์ ดิษฐ์สกุลอดีตคณบดีนักโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากรทรงแจ้งต่ออธิบดีกรมศิลปากรว่าทับหลังดังกล่าวได้ไปจัดแสดงที่สถาบันศิลปะแห่งเมืองชิคาโกประเทศสหรัฐอเมริกาทรงได้แนะนำให้กรมศิลปากรดำเนินการติดต่อเพื่อที่จะขอรับคืนกรมศิลปากรได้ติดต่อทวงคืนเบียงงต้นผ่านกระทรวงการต่างประเทศ

แต่ก็ไม่ประสบความสําเร็จแต่ก็ยังไม่ได้ระความพยายามยังคงติดตามดำเนินการทวงคืนอยู่เรื่อยมาจนกระทั้งถึงพุทธศักราช2530ศาสตราจารย์หมเจ้าสุประดิษฐ์ ดิษฐ์สกุลทรงแนะนำให้รื้อฟื้นการทวงทับหลังอีกครั้งครั้งนี้คณะกรรมการบริหารสถาบันศิลปะในชิคาโกได้พิจารณาคำร้องข้อของรัฐบาลไทยในที่สุดก็ยินดีส่งทับหลังคืนโดยขอแลกกับศิลปกรรมชิ้นใดชิ้นหนึ่ง