ศาลล่องหน หน้าหอแกน ม.กรุงเทพ

สำหรับเรื่องของศาลล่องหนนี้ได้เล่ากันว่าแต่ก่อนศาลจริงเขาได้ย้ายไปอยู่ที่หลังตึกเป็นเพียงแต่ศาลปูนและยังได้มีนักศึกษาและศิษย์เก่าอีกหลายท่านก็พบเห็นว่าศาลหลังนี้มันมีอยู่จริๆปรากฏว่าได้มีนักศึกษาท่านหนึ่งๆได้โพสว่ามีใครเห็นศาลพระภูมิที่ตั้งอยู่ตรงข้างมหาวิทยาลัยบ้างนักศึกษาหลายคนเคยเห็นตั้งบางคนยกมือไหว้แต่ความจริงนั้นมันไม่มี

ซึ่งก็ได้มีคนออกมาบอกว่าเคยเห็นศาลหลังนี้อยู่แถวหน้าหอแกนมีพวงมาลัยสีเหลืองเต็มเลยและเขานั้นถึงกับงงเลยว่ามันมีจริงๆเหรอที่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น

นอกจากนั้นเขาก็ยังบอกอีกด้วยว่าจำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยยกมือไหว้ศาลศาลสูงเท่าตัวสีขาวหลังออกจากห้องเพื่อนมาอีกทีก็ร้องกรี๊ดมันคืออะไรในช่วงที่กำลังรับน้องปี1ได้งดงามมากพอผ่านไป5ปีแล้วยังรู้สึกหลอนอยู่เลยนี่มันก็เป็นเหตุผลที่ว่าหากใครเคยรับรู้เรื่องราวของศาลหลังนี้ก็จะไม่สามารถพบเห็นศาลหลังดังกล่าวได้อีกเลย

ถ้าหากใครไม่เคยได้ยินเรื่องราวของศาลหลังนี้มาก่อนขอรับรองเลยว่าเจอเกือบทุกคนเลยโดยเฉพาะพวกน้องๆปี1และก็ยังมีอยู่อีกหลายๆคนเลยที่บอกว่าเคยเห็นว่าเขานั้นไม่เคยเห็นแต่มีเพื่อนอยู่คนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่ามีแต่ทำไมตัวเขาเองกลับมองไม่เห็น

ซึ่งบางคนก็พักอาศัยอยู่ที่หอแกนแต่ไม่เคยเห็นบางคนก็บอกว่ามีจริงก็พบเหนอยู่อันนี้มันก็เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจว่าสิ่งที่ได้พบเจอกันมันมีอยู่จริงๆหรือไม่ศาลหลังนี้ทั้งนี้ยังมีคนบอกอีกว่าศาลสีขาวที่อยู่ด้านหน้าหอแกนกลับมาจากซอยรังสิตภิรมย์หลังเที่ยวคืนก็ยกมือไหว้ตลอดนี่ก็เป็นที่น่าสงสัยว่าเขานั้นยกมือไหว้อะไรและยังได้มีอีกหลายคนที่เคยเห็นศาลและอีกหลายคนที่ไม่พบเห็น

โดยมันก็ยังคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันว่าทำไมบางคนเห็นทำไมบางคนมองไม่เห็นวันนี้เพื่อคลายข้อสงสัยกันเราจะพูดให้ฟังว่าศาลพระภูมิที่เขาได้พบเห็นกันมันเป็นอย่างไรและมันได้ตั้งอยู่ตรงส่วนไหนของ ม.กรุงเทพ หากใครขับรถขาเข้ากรุงเทพตรงข้าม ม.กรุงเทพก็จะเห็นหอแกนอยู่ด้านซ้ายมือและจะมีป้ายรถเมล์และรถตู้

เนื่องจากนี้ก็มีคนเห็นศาลหลังดังกล่าวได้ตั้งอยู่ตีนสะพานลอยแต่ปรากฏว่าเข้าไปดูช่วงตีนสะพานลอยมันเป็นเพียงแค่ร้านขายของธรรมดาและก็มีเสาไฟตั้งอยู่ถัดไปก็ไม่มีศาลใครผ่านไปผ่านมาลองสังเกตดูกันดีๆ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  alpha88

ตำนานล้านช้างของกษัตริย์พระยาล้านคำแดง

นอกจากนี้พระเจ้าสามแสนไทไตรภูวนาทได้ขึ้นมาเป็นกษัตริย์โดยพระองค์ก็ได้ทำการเปลี่ยนแปลงอาณาจักรล้านช้างให้มีความรุ่งเรืองเลยจนกระทั่งชาวเมืองได้คิดว่าจะไม่มีเหตุการณ์ฆ่าสยองอะไรเกิดขึ้นอีกแล้วแต่ก็ไม่นานราวๆ40ปีต่อจากนั้นดูเหมือนกับว่าเรื่องราวฆาตกรรมเลือดสาดมันจะกลับมาอีก

โดยครั้งนี้ไม่ได้มาในสภาพของกษัตริย์นักรบแต่จะมาเป็นสภาพของผู้หญิงสุดโหดซึ่งเธอนั้นก็คือ ลูกสาวของพระเจ้าฟ้างุ้ม ที่ได้ถูกขับไล่ออกไป เจ้าหญิงแก้วพิมพา เรื่องรวทั้งหมดนี้มันได้เปิดฉากขึ้นหรือจากการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าสามแสมไทไตรภูวนาท

เมื่อพระองค์ท่านได้จากไปแล้วตามกฎมณเฑียรบาลแล้วอำนาจการปกครองทุกอย่างของเมืองก็จะต้องตกเป็นของลูกชายนั่นก็คือ พระยาล้านคำแดง ตลอดจนการปกครองของ พระเจ้ายาล้านคำแดงก็นับได้ว่าเ็นการปกครองได้ดีเหมืองกับคุณพ่อเลยก็บำรุงบ้านเมืองบ้านเมืองก็สงบสุขไปเป็นเวลากว่า10ปี

เนื่องจากนี้อยู่พระเจ้ายาล้านคำแดงก็ได้เสียงชีวิตไปอย่างปริศนาบางที่ก็บอกว่าเป็นเพราะ เจ้าหญิงแก้วพิมพา ที่ได้ฆ่ากษัตริย์คนนี้แต่ก็ไม่มีอะไรมายืนยันแน่นอนเอาเป็นว่าหลังจากนั้นก็ได้เกิดปัญหาขึ้นมาว่าใครจะขึ้นมาเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปเพราะว่าลูกของพระยาล้านคำแดงก็ยังโตไม่เต็มที่จะให้มาบริหารบ้านบริหารเมืองมันจะยังไงอยู่

ดังนั้นคนที่จะมีวุฒิภาวะสูงสุดในเวลานั้นก็คือเจ้าหญิงแก้วพิมพานี่แหละที่ดูว่าจะโตมากที่สุดแต่ทว่าพระองค์นั้นเป็นผู้หญิง

ซึ่งตามกฎมณเฑียรบาลสตรีจะไม่สามารถที่จะเป็นกษัตริย์ได้เขาก็เลยแก้ปัญหาด้วยการนำเอาทั้งสองอย่างนี้มารวมกันเสียเลยก็คือให้ลูกของพระยาล้านคำแดงขึ้นมาเป็นกษัตริย์

โดยจะมีเจ้าหญิงแก้วพิมพาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนคือจะต้องรอจนกว่ากษัตริย์จะบรรลุนิติภาวะแล้วก็มีความคิดความอ่านที่จะปกครองเมืองเองได้หลังจากนั้นก็ค่อยสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์อย่างเต็มตัวแต่ทว่าอำนาจมันก็ยังเป็นสิ่งที่หอมหวานเหมือนกับยาเสพติดชนิดหนึ่งเลยเมื่อมีใครมาลองแล้วก็ยากที่จะออก

นอกจากนี้เมื่อเจ้าหญิงแก้วพิมพาได้ขึ้นมาเป็นผู้ที่สำเร็จราชการแทนองค์กษัตริย์หรือจะเรียกง่ายๆว่าบงการอยู่ด้านหลังความเย้ายวนของอำนาจก็ได้มาครอบงำเธอจากตอนแรกที่บอกว่าจะอยู่ไม่นานไปๆมาๆเข้าไป4-5เดือนนั่นเองมันก็เลยทำให้เธอได้มีแนวคิดที่จะก่อเหตุในการฆาตกรรมสยองขึ้นที่จะทำให้อาณาจักรล้านช้างนั้นมีความวุ่นวายในช่วงระยะเวลาต่อมา

 

 

สนับสนุนโดย  เล่นบาคาร่าออนไลน์ฟรีได้เงินจริง

โรงบาลเฮี้ยนที่ จ.ระยอง

ซึ่งได้มีกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งได้บอกว่าเขาแล้วก็เพื่อนๆได้เข้ามาพิสูจน์ผีกันอยู่หลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่เจออะไรสักทีและในครั้งนี้เพื่อที่เจอดีในครั้งนี้ก็ได้ชวนกันมาอีกครั้งหนึ่ง

โดยเขาได้บอกว่าในครั้งนี้เขามีวิชาปราบผีพอเดินทางมาถึงคนที่หมดสติเพื่อนของเขาก็ได้นำเอาเทียนจำนวน9เล่มธูปอีกหนึ่งกำและเหรียญบาทอีกจำนวนหนึ่งพร้อมกับได้สายสินอีกหนึ่งคดก่อนที่พวกตนจะเข้าไปในห้องเก็บศพที่อยู่ด้านหลัง

ซึ่งเพื่อนของเขาคนนี้ที่มีวิชาอาคมปราบผีอะไรนี้เขาก็เริ่มทำพิธีโดยการเอาสายสินปล่อยให้เป็นทางยาวจากประตูเข้าไปและในระหว่างทางที่กำลังเดินเข้าไปเขาก็พูดตลอดทางเลยว่าให้ผีเดินตามสายสินมาเรื่อยๆหลังจากนั้นพวกเขาก็หยุดแล้วนั่งลงในห้องร้างศพและได้ทำการจุดเทียนจุดธูปแล้วพนมมือไหว้เพื่อนๆได้เล่าให้ฟังว่า

นอกจากนี้เพื่อนคนที่เขาบอกว่ามีวิชาอาคมก็เริ่มท่องบทสวดมนต์สวดไปยังไม่ถึง10คำเลยอยู่เพื่อนของเขาคนนี้ก็ร้องออกมาอย่างแรงแล้วก็สลบไปหลังจากนั้นเพื่อนๆของเขาได้เห็นว่าท่าจะดูไม่ดีแล้วจึงได้ช่วยแบกร่างผู้ที่หมดสติออกมาจากที่ตรงนั้นแล้วก็มาพบกับทีมงานหนึ่งในการล่าผี

เนื่องจากนี้รายการช่องผีชื่อดังนี้ก็ได้เข้าไปในกลุ่มที่มีวัยรุ่นกลุ่มเข้าไปทำพิธีสายสินอะไรกันจากประตูไปจนถึงห้องดับจิตเลยก็พบว่าในห้องดับจิตที่กลุ่มวัยรุ่นได้เข้าไปทำพิธีกันมีธูปที่จุดไฟแล้วตกอยู่เต็มพื้นเลยและมีรายหักเทียนอยู่เต็มห้องเลยเชื่อว่านี่มันอาจจะเป็นจุดที่วัยรุ่นดังกล่าวเจอดีเข้าให้แล้ว

นอกจากนี้กลุ่มวัยรุ่นที่ได้เข้ามาลองของก็พบเจอเรื่องประหลาดอีกคนหนึ่งโดนผีหลอกจนเสียสติกันไปเลยเขาได้บอกว่าเขานั้นได้ใช้ไฟฉายส่องไปตามที่จุดต่างๆของในโรงพยาบาล

โดยในเวลานั้นไม่น่าจะมีคนอยู่แต่ปรากฏว่าเขาได้เห็นคนอยู่เต็มไปหมดเลยจึงคิดว่าอาจจะเป็นคนที่เข้ามาลองดีที่เข้ามาล่าผีกัน

ว่ากันว่าในสมัยก่อนมันเฮี้ยนถึงขนาดที่ว่าเป็นที่นิยมกันของพวกวัยรุ่นกันเลยจนได้มีการเก็บค่าเข้าเก็บค่าเข้าในการเข้ามาล่าพิสูจน์ท่าผีกันน่าจะประมาณหัวละ10บาท

เมื่อเพื่อนของเขาคนที่สองคนแรกหมดสติไปแล้วเห็นว่ามีคนมาเยอะมากเลยตรงนั้นจึงได้ตะโกนออกไปว่าแน่จริงก็ออกมาสิก่อนที่จะเอาไฟฉายเขาไปในโรงพยาบาลพร้อมกันสามคน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    หวยออนไลน์บาทละ 950

ตำนานวันสิ้นโลกในอดีต

เรื่องราววันสิ้นโลกมันก็จะเหมือนกับละครไทยหลายๆเรื่องที่ไม่ว่าจะเอามาทำใหม่จะเปลี่ยนคนแสดงก็ตามมันก็จะขายดีตลอดเวลาที่ผ่านมาเรื่องราววันสิ้นโลกมันก็ได้รับความสนใจจากคนต่างๆอย่างมากที่จะหาทำนายว่ามันอยู่วันไหน

ซึ่งมันผ่านไปแล้วคนที่ทำนายเอาไว้ก็เงียบไปเราก็จะมาดูกันดีกว่าว่าตลอดเวลาที่ผ่านมามีใครเคยทำนายอะไรเอาไว้บ้างแล้วมันจะเป็นยังแล้วทำไมคนเขาถึงได้เชื่อกัน

โดยเราจะเริ่มเล่าจากยุคโบราณจนถึงยุคปัจจุบัน เริ่มต้นในปี1806เลย

เรื่องสิ้นโลกส่วนใหญ่ที่เราจะเคยได้ยินกันมามันก็มักจะมีความเป็นมาเกี่ยวโยงกับศาสนาคริสต์ด้วยความที่ว่าสื่อต่างๆของฝรั่งมีเยอะทำให้เรื่องนี้เหมือนจะเป็นกระแสหลักไปที่เขาจะมีความเชื่อว่าพระเจ้าจะเสด็จกลับมาหาก็ไม่รู้ว่าเป็นวันไหนแบบนี้

ดังนั้นก็มีชาวคริสต์บางส่วนก็คิดอยู่กับเรื่องนี้ถึงกับว่าพอมีอะไรนิดๆหน่อยๆมาก็ตีความว่าวันสิ้นโลกมันจะมาถึงแล้วประมาณอารมณ์แบบว่าบ้านเรากำลังตื่นหวยอะไรอย่างนั้น

อย่างเช่นในเหตุการณ์นี้สัญญาณจากวันสิ้นโลกจากแม่ไก่ในปี1806ที่ประเทศอังกฤษมันก็ได้มีแม่ไก่ตัวหนึ่งที่มันได้ออกไข่มาแต่ว่ามันไม่ใช่ไข่ที่ธรรมดาและที่น่าทึ่งก็คือไข่ของแม่ไก่มันเรียงเป็นข้อความที่ว่าพระคริสต์กำลังจะเสด็จกลับมาแล้ว

นอกจากนี้พอชาวบ้านได้ยินข่าวก็ได้กระจายข่าวออกไปทั่วหมู่บ้านเลยชาวบ้านก็เลยแตกตื่นกันหมดเลยว่าโลกจะต้องแตกแน่ๆก็แพพากันไปสารภาพบาปทำอะไรกันไปต่างๆนาๆเลยแต่ทว่าเหตุการณ์ต่อมามันก็เงียบไป

เนื่องจากมันได้มีคนเข้าไปพบว่าไข่แม่ไก่ที่มันได้วางเรียงกันมันเป็นการกระทำของคนมือไม่ดีบางคน

เรื่องต่อมาก็จะเป็นในปี1843ที่มีชายคนหนึ่งจากนิวอิงแลนด์คนนี้เขาก็เป็นชาวนาธรรมดาคนหนึ่งที่เคร่งศาสนาหลังจากนั้นเขาก็เลยได้ใช้เวลาศึกษาพระคัมภีร์ไบเบิ้ลอย่างจริงจังต่อจากนั้นเขาก็เลยอัพเลเวลเลยกลายมาเป็นผู้สอนศาสนา

ซึ่งเขาก็ได้ทำมันมาอย่างดีสั่งสอนคนให้เป็นคนดีก็เป็นเรื่องที่น่าชื่อชมแต่ทว่าในเรื่องของความเคร่งครัดนั้นมันก็ได้แฝงไปด้วยความหมกมุ่นนิดหน่อยก็คือเขาก็พยายามที่จะตีความจากพระคัมภีร์ที่เขาได้อ่านมาให้ออกมาเป็นตัวเลขแล้วก็ได้มโนไปว่าพระเจ้าจะมาวันไหนกันพอหมกมุ่นไปเยอะเขาก็คิดว่าเขาได้ไขข้อความได้กระจาง

โดยชายคนนี้เขาก็ได้ออกมาประกาศกับชาวบ้านว่าพระเจ้าไปทรงเลือกวันที่ทำลายโลกเอาไว้แล้วมันจะอยู๋ในระหว่างปี1843ถึง1844

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สูตรหวยยี่กี 2ตัวล่าง lottovip

เรื่องเล่าตำนานนกฟีนิกซ์

ทำไมนกฟีนิกซ์ถึงได้มีอยู่ในตำนานต่างๆทั่วโลกไม่เว้นแม้กระทั่งสื่อต่างๆที่มีอยู่ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเกมการ์ตูนบางหนังฟีนิกซ์หรือที่เรารู้จักกันในนามของนกไฟอมตะเป็นนกในจิตนาการที่ทุกคนชื่นชอบเป็นอย่างมากไม่ใช่คนเฉพาะในยุคปัจจุบัน

ซึ่งได้มีหลากหลายวัฒนธรรมโบราณเขาก็ได้นำเอามันไปเป็นสัตว์ประจำชาติของเขาด้วยและเจ้านกตัวนี้มันก็ได้แฝงความหมายที่น่าพิศวงเอาไว้อย่างมากมายเลยว่าทำไมมันจะต้องมีไฟแล้วความเป็นอมตะของมันได้มาจากไหนด้วยความแปลกขนาดนี้นี่เองเราก็เลยจะต้องนำเอาออกมาเล่ากันสักหน่อยกับตำนานของนกฟีนิกซ์

นอกจากนี้เรื่องราวของนกฟีนิกซ์ที่เราจะรู้จักกันมันก็จะมาจากตำนานของกรีกที่ได้เล่ากันว่ามันเป็นนกตัวผู้ที่มีขนาดใหญ่และมทีนิสัยที่อ่อนโยนเป็นมิตรกับมนุษย์

ถ้าหากว่าเจ้านกฟีนิกซ์ตัวนี้มันได้รักใครมากๆมันจะสามารถรักษาแผลและซุบชีวิตคนนั้นได้อีกด้วยโดยการรักษาของมันนั่นก็คือหลังน้ำตา

ซึ่งจะมีฤทธิ์ที่เป็นยาชั้นดีได้หยดลงไปบนบาดแผลของคนนั้นก็จะหายเป็นปกติแต่ขอย้ำว่าต้องคนๆนั้นจริงๆแล้วจะต้องเป็นคนดีๆจริงๆ

นอกจากนั้นอีกหนึ่งความสามารถของมันก็คือเสียงร้องของมันในช่วงเวลาปกติเสียงร้องของนกฟีนิกซ์ก็จะร้องไพเราะมากจนกระทั่งเทพแห่งพระอาทิตย์ต้องหยุดเพื่อจะมาฟังเสียงร้องของมันเลยแต่เวลาที่มันโมโหมันก็สามารถเอาเสียงของมันไปทำการสู้รบได้คือจะเพิ่มความสามารถความกล้าหาญให้แก่พวกของมันเองหรือว่าจะทำให้คนเลวได้มีจิตใจที่ท้อถอยและหวาดกลัวกันได้เลยทีเดียว

ถ้าหากใครอยากจะพบเจ้านกฟีนิกซ์เขาว่ากันว่าให้ไปหาพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำแล้วก็มีอากาศที่เย็นสบายและสิ่งที่เจ้านกฟีนิกซ์นั้นชอบเลยก็คือแสงอ่อนๆยามรุ่งอรุณและอาหารโปรดของมันก็คือสายลมอ่อนๆน้ำค้างน้ำอมฤตไปจนถึงหมอกบริสุทธิ์ที่ได้ลอยขึ้นมาจากแม่น้ำหรือทะเลในตอนเช้าๆ

เนื่องจากชีวิตที่ดูดีขนาดนี้ก็ได้มีเรื่องเศร้าอยู่ก็คือนกฟีนิกซ์มันเป็นนกตัวเดียวบนโลกคือตลอดอายุขัย500ปีของมันเป็นโสดและแบบนี้จะมีลูกนกเกิดขึ้นมาใหม่ได้อย่างไรคุณเองก็สงสัยกันใช่ไหมในการกำหนดลูกนกของนกฟีนิกซ์มันคอนข้างที่จะแปลกประหลาดเลยทีเดียว

ว่ากันว่ามันจะเกิดขึ้นมาจากขี้เถ้าของฟีนิกซ์ในรุ่นก่อนที่มันจะตายไปแล้วคือเมื่อมันมีอายุครบ500ปีร่างกายของมันก็จะโทรมลงไม่ค่อยมีเรียวแรงไม่สามารถทำอะไรได้แม้แต่ร้องเพลงให้เทพพระเจ้าฟังก็ตามถึงนกฟีนิกซ์จะเป็นอมตะแต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะแข็งแรงเสมอไปร่างกายของนกฟีนิกซ์ก็เหี่ยวเฉาไปตามกาลเวลา

 

สนับสนุนโดย  betbb

โครงสร้างของงานศิลปะในยุคปัจจุบัน

ในยุคปัจจุบันการปรับปรุงโครงสร้างในการทำงานหรือแม้แต่เป็นจิตรกรในยุคปัจจุบันมีลักษณะในการทำงานที่หลากหลายคนข้างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเพื่อแสวงหากำไรหรือรายได้ หรือแม้จะเป็นการทำงานเพื่อศิลปะ การเปลี่ยนแปลงของงานต่างๆในการสร้างประติมากรรมต่างๆ

ในยุคปัจจุบันมีการพัฒนาช่องทางเดียวผู้คนมีการศึกษาเกี่ยวกับช่องทางต่างๆไม่ว่าจะเป็นศึกษาเกี่ยวกับงานอดิเรกหรือแม้แต่ในยุคปัจจุบันที่มี Academy เกี่ยวกับการศึกษาทางด้านศิลปะโดยเฉพาะรวมทั้งยังมี Museum สถานที่ดูงานศิลปะการเก็บรวบรวมงานต่างประเทศต่างๆ

หรือแม้แต่จะเป็นในประเทศไทยเองก็มีศูนย์ศิลปะแห่งชาติ รวมทั้งยังมีในส่วนของที่เก็บรวบรวมของวัฒนธรรมต่างๆอย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในการใช้ชีวิตของผู้คนหรือไม่ได้เป็นการสร้างรูปแบบในการติดต่อสื่อสารในปัจจุบันก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจในการสร้างรูปแบบงานหรือการพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีมากยิ่งขึ้น

เปลี่ยนแปลงรูปแบบในการติดต่อสื่อสารด้วยการสร้างผลงานต่างๆในยุคปัจจุบันมีความดันไม่ขึ้นในการพัฒนาชุมชนต่างๆเหล่านี้โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่คอมพิวเตอร์หรือ เน็ตที่มีความรวดเร็วและมีการพัฒนาที่เพิ่มมากขึ้นจึงทำให้ผู้คนต่างๆเหล่านี้มีการใช้ส่วนต่างๆไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือเทคนิคต่างๆในการส่งต่อรูปแบบงาน

บุคคลแต่ละยุคสมัยมีลักษณะและความเชื่อในการทำงานที่แตกต่างกันนี้จึงทำให้มองเห็นได้ว่าแต่ยุคสมัยลักษณะโครงงานมีการพัฒนาอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้เพื่อนำมาพัฒนางานหรือแม้จะเป็นการถ่ายทอดรูปแบบงาน ปัจจุบันที่มีการศึกษาเกี่ยวงานที่ค่อนข้างมากไม่ว่าจะเป็นโลกออนไลน์ Social Media หรือระบบ internet ต่างๆ

ที่มีการพัฒนาช่วงค่ำ จึงทำให้ผู้คนพิการสามารถเข้าถึงแนวคิดหรือแม้แต่จะเป็นเทคนิคการทำงานต่างๆที่เพิ่มมาปัจจุบันเราสามารถเข้าถึงงานต่างๆเหล่านี้ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น จึงทำให้มีการพัฒนารูปแบบงานไม่ว่าจะเป็นทางด้านเทคนิคหรือแม้จะเป็นแนวคิด

การเข้าถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นการถ่ายทอดระบายอารมณ์ศิลปะมีมากมายหลายแขนง โครงสร้างของงานศิลปะขึ้นอยู่กับความต้องการในการพัฒนาทางด้าน งานศิลปะแขนงงานสี งานเสียง รูปทรง หรือแสง สิ่งต่างๆเหล่านี้คือแนวคิดต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นลักษณะในการทำงานที่แตกต่างกับ

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยหรือกันสร้างรูปแบบในการทำงานในยุคปัจจุบันก็ต้องยอมรับว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาเที่ยวคนเดียวผู้คนส่วนใหญ่ก็สนใจในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง

ในการพัฒนาการทำงานการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการติดต่อสื่อสารงานประติมากรรมงานภาพต่างๆก็มีสถานที่ที่ให้ศึกษาหรือดูที่ เพิ่มมากยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการทำงานหรือการติดต่อสื่อสารในปัจจุบันก็มีการเติบโตอยู่ตลอดเวลาให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้าdewabet

การเริ่มต้นของสีในยุคโรมัน 

ยุคโรมันนี้เป็นยุคที่ค่อนข้างมีความมั่งคั่งหรือมีหน้าที่ในการทำงานมีอำนาจในการสร้างงานศิลปะที่ว่างเยอะ ความสำคัญของในยุคนี้มีความน่าสนใจทั้งมากเพราะผู้คนส่วนใหญ่ให้เมืองของ True Money ให้ความสนใจในการสนับสนุนกล่าวก็คือในยุคที่มีการเจริญเติบโต

และมีอำนาจทำงานศิลปะเรื่องเยอะ สุนทรียภาพได้เข้ามาเป็นสิ่งที่กล่อมเกลาจิตใจชาวโรมันคล้ายกับชาวกรีกที่เรื่องราวหลังความตายไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่ตั้งเยอะ

ทำให้มีการจัดระเบียบและมีการพัฒนาการแสวงหาทางโลกมากกว่า ประติมากรรมของยุคโรมันนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 แนวทางใหญ่ๆ

1 แบบที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของกรีก หรือเรียกอีกชื่อว่า เกรโค โรมัน

เป็นปฏิมากรรมของชาวโรมันที่ได้รับแนวคิดหรือได้พัฒนามาจาก อีทรัสคัน ชาวกรีกได้ใช้การถ่ายทอดอารยธรรมต่างๆเหล่านี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเองมีอารยธรรมที่ค่อนข้างสูงใช้ในการเชิดชูผู้กองตัวเองซึ่งหลังจากที่ชาวโรมันได้มีการชนะกรีกมานี้ก็ได้มีการนำประติมากรรมกรีกมาใช้อย่างกว้างขวางและการพัฒนาต่างๆโดยมีชื่อเสียงมากมายในการลอกเลียนแบบงานในยุคหลังก็มีความงาม 

2 แบบที่มีลักษณะเหมือนจริง

ประติมากรรมที่ถูกผลิตขึ้นมามีลักษณะที่เหมือนจริงไม่ว่าจะเป็นขนาด Size หรือแม้แต่จะเป็นส่วนต่างๆซึ่งคติประจำใจในการผลิตของชาวยุโรปเนื้อคือแสดงถึงประเพณี การทำหน้ากากน้ำผึ้ง จำลองจากโครงหน้าของบรรพบุรุษต่างๆเพื่อมาฆบูชาขายหุ้นจริง ซึ่งนิยมแบบลอยตัวแบบนูน ช่วงนี้ก็คืออารยธรรมที่แสดงให้เห็นว่าอุดมคติของชาวโรมันนี้มีการใช้งานศิลปะเพื่อแสดงให้เห็นถึงอารยธรรมและแนวคิดต่างๆเยอะ การพัฒนาศิลปะยังคงมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ไม่ว่าจะเป็น วิหาร พระราชวัง คฤหาสน์ ชาวโรมันล้วนเป็นผู้ที่นิยมในการเขียนภาพเพื่อแสดงให้เห็นถึงอารยธรรมและการประดับให้แสดงถึงความหรูหราและความพึ่งปูของบ้านเมืองของตัวเอง ไข่ระบายขนาดเที่ยงรถร้อน

โมเสสก็จะมีการผลิตหรือการทำขึ้นจากหินอ่อน หรือหินที่มีสีต่างๆ มีสีต่างๆมากมายในธรรมชาติที่ถูกนำมาเป็นภาพเขียนหรือภาพจิตรกรรมที่แสดงให้เห็นถึงอารยธรรมต่างๆทางด้านศิลปะ หลักฐานที่ในยุคปัจจุบันมีการค้นหาได้มากที่สุดและคือจำนวนเมืองที่บอมเบย์หรือ สถานที่นั่งคือเมือง Herculaneum การใช้สีต่างๆเหล่านี้จึงมีอากาศค่อนข้างเยอะ

เพราะว่านิยมใช้หินสีต่างๆนำมาผสมในการทำงานรวมทั้งยังมีในส่วนของการใช้ไขซึ่งเอามาทำงานศิลปะโดยที่ใช้ความร้อนในการทำงานจึงแสดงให้เห็นถึงว่า เอกลักษณ์ในยุคโรมันแตกต่างจากครั้งในการทำงานศิลปะที่ค่อนข้างเยอะผู้คนต่างๆในยุคปัจจุบันจึงเริ่มมีการศึกษาอย่างจริงจัง

ในการใช้อุปกรณ์ต่างๆหรืออารยธรรมต่างๆที่นิยมนำมาปรับปรุงงานศิลปะในยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาการทำงานใช้งานได้จริงในยุคปัจจุบันอยู่ตลอดเวลาซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะพัฒนาการใช้งานของผู้คนเพื่อพัฒนางานศิลปะต่างๆ 

 

สนับสนุนโดย  โหลดบาคาร่าออนไลน์

กำแพงเมืองจีนสร้างเอาไว้ทำไม?

เมื่อพูดถึงสถานที่สำคัญของประวัติศาสตร์ของประเทศจีนเราเชื่อว่าหลายๆคนจะต้องนึกถึงกำแพงเมืองจีนเป็น

อันดับแรกเพราะกำแพงเมืองจีนก็ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งหนึ่ง7มหศัจรรย์ของโลกและยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังจนได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ประเทศจีนที่ในครั้งหนึ่งได้ใช้เป็นความรุ่งเรืองของจีนมาหลายทศวรรษจนถึงได้มีคำกล่าวกันว่าได้เป็นสิ่งที่มนุษย์ได้ซ้อนขึ้นมาบนพื้นโลกที่สามารถมองเห็นมันด้วยตาเปล่าจากดวงจันทร์ได้

สำหรับกำแพงเมืองจีนหรือกำแพงหมื่นลี้ซึ่งเมื่อก่อนนี้จะมีชื่อเรียกกันอย่างธรรมดาอย่างแบริเออร์จนมาถึงในปลายศตวรรษที่19ได้มีชื่อตั้งอย่างเป็นทางการว่าThe Great Wall of China คนไทยเรียกว่ากำแพงเมืองจีนส่วนคนปักกิ่งเรียกกันว่าชางเฉินแปลว่ากำแพงยาวในโลกตะวันตกไม่ได้มีการรับรู้ถึงการปรากฎอยู่ของกำแพงเมืองจีนเป็นเวลานานถึง1,500ร้อยปีและที่ไม่น่าเชื่อเลยก็คือมันไม่เคยมีมาปรากฎในรูปภาพวาดของจีนในยุคสมัยนั้นและยังไม่มีการบันทึกในการเดินทางของการมาโคโปโลในศตวรรษที่13

ซึ่งทุกคนหลายๆคนอาจจะเข้าใจกันว่า จิ๋นซีฮ่องเต้ เป็นผู้ที่เริ่มก่อสร้างกำแพงเมืองจีนขึ้นมาและเมื่อในความเป็นจริงแล้วการที่ได้ก่อสร้างกำแพงเมืองจีนนั้นก็ได้เริ่มสร้างก่อนเมื่อประมาณ700ปีก่อนคริสตกาลในยุคชุนชิวและราชวงศ์โจวที่ถือว่าได้เป็นราชวงศ์ที่ยาวนานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศจีนได้เป็นยุคที่ได้เป็นการที่มีการแย้งชิงในความเป็นใหญ่และได้เกิดสงครามกันขึ้นมาอย่างไม่ขาดสายมีการสู้รบกันในระหว่างแขวนต่างๆ

กษัตริย์แคว้นชูจึงได้สร้างกำแพงขึ้นมาตามเทือกเขาที่อยู่ในเขตชายแดนและจุดที่ได้มีความสำคัญทางยุทศาสตร์ของประเทศจีนเพื่อปกกันการรุกรานเข้ามาจากแคว้นอื่นๆ

อย่างงเช่นแคว้นฉี แคว้นเยียน แคว้นเว่ย แคว้นเจ้า และ แคว้นฉิน ซึ่งต่อมาแคว้นทั้งหมดเหล่านี้ก็ได้หันมาร่วมมือกับก่อตั้งกำแพงเอาไว้สู้ต่อต้านกับพวกข้าศึกเอาเป็นตัวอย่างบ้างจึงได้เป็นจุดกำเนิดในการทำการก่อสร้างกำแพงเมืองจีนขึ้นมา 

จากนั้นเมื่อ200ปีก่อนคริสตกาลจักรพรรดิจิ๋นซีฮองเต้เขาก็ได้มีการรวบรวมเอาหัวเมืองต่างๆรวมไปถึง6แคว้นใหญ่ที่กระจายเข้าด้วยกันเพื่อที่จะได้ปกป้องกันการรุกรานจากแผ่นดินของเผ่าซงทางตอนเหนือจากนั้นจิ๋นซีก้ได้เสด็จไปพระราชดำเนินทำการตรวจสอบดินแดนที่อยู่ทางตอนเหนือด้วยตัวพระองค์เอง

การก่อสร้างและการวางแผนที่ยิ่งใหญ่มันกำลังจะเริ่มขึ้นจากนั้นก็ได้ส่งกองกำลังทหารไปกว่า3แสนคนและประชาชนอีก5แสนคนได้รวมมือกันก่อสร้างกำแพงขนาดใหญ่พระองค์กำลังจะเชื่อมกำแพงเมืองจีนจากทางตอนเหนือของแคว้นฉินและแคว้นต่างๆเอาเข้ามาด้วยกัน

ประวัติศาสตร์แนวคิดของระบอบคอมมิวนิสต์

ซึ่งแนวคิดในแบบคอมมิวนิสต์จะบอกว่าเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมนั้นมันได้เป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมชนชั้นทางสังคมทำให้คนได้เปรียบและเสียเปรียบคนชั้นล่างหรือชนชั้นกรรมกรได้ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างเป็นระบบทำให้เกิดมาเป็นแรงงานและแทบจะไม่มีทางเลื่อนชั้นทางสังคมขึ้นไปได้มีหน้าที่เกิดมาเป็นทาสนายทุนสร้างความร่ำรวยให้นายทุนแล้วก็ได้ตายลงไปในที่สุด

นอกจากนี้ในหลายๆคนก็อาจจะมองว่าคอมมิวนิสต์นั้นไม่ชอบความเจริญหรือเปล่าบอกเลยว่ามันไม่จริงไม่มีใครที่จะออกมาปฏิเสธความเจริญแต่คอมมิวนิสต์จะมองว่าความเจริญนั้นจะต้องได้รับการแบ่งปันออกไปอย่างเท่าเทียมมากกว่าและจะทำอย่างไรให้มันได้มีความเท่าเทียมก็นั่นแหละจะต้องเอาทุกอย่างมากองรวมกันแล้วก็ช่วยกันสร้างความเจริญแบบเป็นหมู่คณะนั่นแหละคือคนที่ได้มีทรัพย์สมบัติอยู่แล้วไม่ว่าจะน้อยหรือจะมากได้ยินแบบนี้ก็ตกใจ

อยู่ๆจะเข้ามาเอาสมบัติของเราไปแล้วบอกว่าต่อไปนี้ทุกอย่างเป็นของทุกคนนั่นแหละมันคือสิ่งที่ทำให้ทุกๆคนคือสิ่งที่ทำให้คนกลัวพวกคอมมิวนิสต์กันมากมายขนาดนี้คนที่มีอะไรจะเสียนี่แหละมันก็ไม่แปลกเลยที่ชนชั้นปกครองทั่วโลกจะร่วมมือกันทำให้คำว่า คอมมิวนิสต์เป็นคำที่น่ากลัวสยองขวัญผิดกฎหมายชั่วร้ายและเกิดการฆ่ากันขนานใหญ่นั่นก็คือในยุคสงครามเวียดนามและสงครามเย็น

ในช่วงทศวรรษที่1960จนถึงการล้มสลายระบอบคอมมิวนิสต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนั่นก็คือ สหภาพโซเวียต ในปี1991 

ซึ่งเขาก็ได้ล่มสลายด้วยตัวเองไม่มีใครไปทำอะไรให้ล่มแล้วถามว่าทำไมถึงได้ล่มมันก็คงจะมีอยู่ในหลายๆปัจจัยแต่ว่าถ้าเกิดว่าเรามองอุดมการของคอมมิวนิสต์อย่างเป็นอุดมการจริงๆแล้วไม่มีประเทศไหนเลยที่จะปกครองระบอบคอมมิวนิสต์แล้วสามารถเดินทางไปถึงความสังคมคอมิวนิสต์อย่างแท้จริงตามที่ได้ถูกวาดฝันเอาไว้

สังคมคอมมิวนิสต์ในอุดมการนั้นทุกคนนั้นจะเท่าเทียมกันหมดการตัดสินใจทุกอย่างมันมาจากการใช้เหตุผลและตักกะไม่มีอารมณ์ไม่มีผลประโยชน์มีเพียงประโยชน์ของส่วนรวมเท่านั้นแต่กว่าจะไปถึงตรงนั้นได้กว่าจะเปลี่ยนไปจากสังคมทุนนิยมไปสู่ความไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไรเลยมันก็จะต้องมีการปฏิวัติ

ซึ่งมันได้เป็นการเปลี่ยนแปลทางสังคมอย่างพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินจะต้องมีการบังคับคนเยอะต้องมีการยึดทรัพย์ต้องมีการส่งคนออกไปทำนารวมต้องมีการใช้ความรุนแรงเยอะมากคนที่ได้ใช้ความรุนแรงไปแล้วมีอำนาจไปแล้วใครล่ะจะไปอยากวางอำนาจนั้นจริงหรือไม่

ขบวนการ100บุปผาของเหมาเจ๋อตงปี1956

ในปี1953 นายโจเซฟสตาลิน ผู้นำสูงสุดของสหภาพโซเวียตได้เสียชีวิตลง นายนิกิต้า ครุเชฟขึ้นเป็นผู้นำต่อ การเสียชีวิตของ  นายโจเซฟสตาลิน ได้สร้างความสั่นคอนให้กับเหมาเจ๋อตงมากๆเลยเพราะว่าเหมาเจ๋อตงเรียกว่าเป็นติ่งสตาลินก็ได้

เหมาเจ๋อตงศรัทธาสตาลินมากยกย่องให้เป็นพี่ใหญ่ของประเทศคอมมิวนิสต์ได้ยกย่องว่า  นายโจเซฟสตาลิน นำสหภาพโซเวียตในสงครามโลกครั้งที่สองจนเอาชนะเยอรมันได้และยังสามารถแข่งขันกับภาพสหรัฐกาหัวหน้าใหญ่ฝ่ายโลกทุนนิยมได้

นโยบายการบริหารประเทศและนโยบายการต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีนจึงได้อิงมาจากสหภาพโซเวียตเป็นหลักแต่เมื่อ นายโจเซฟสตาลิน ได้เสียชีวิตและ ครุเชฟ ก็ได้มีนโยบายที่ชื่อde-Stalinizationไม่เดิมตามนโยบายเดิมของ นายโจเซฟสตาลินอีกต่อไป

นายเหมาเจ๋อตงเลยเสียความรู้สึกมากและคิดว่าต่อไปนี้จีนจะต้องเดินด้วยนโยบายของตัวเองเพราะโซเวียตพี่เก่าได้เปลี่ยนอุดมการณ์ไปเสียแล้ว

ด้วยเหตุนี้เองในปี1956 เหมาเจ๋อตงจึงได้เริ่มขบวนการ100บุปผาขึ้นในขบวนการ100บุปผาเป็นโครงการของนายเหมาเจ๋อตงเป็นโครงการของเหมาเจ๋อตงที่จะเรียกนักคิดนักเขียน นักวิชาการ ศิลปิน ปัญญาชน ทั้งหลายมารวมกันระดมสมองว่าต่อไปนี้สาธารณรัฐประชาชนจีนจะดำเนินไปในทิศทางใดแนวๆว่าจะวางโครงสร้างการพัฒนาประเทศกันอย่างไรดีรวมถึงการเปิดโอกาสให้วิพากษ์วิจารณ์อุดมการณ์ทางการเมืองรวมถึงการบริหารงานทางของพรรคคอมมิวนิสต์ด้วย

โดยการใช้คำว่า100บุปผา คือ ความต้องการที่จะสื่อถึงความงดงามของความหลากหลายทางความคิดนั่นเองแต่ก็อย่างว่านั่นล่ะสุดท้ายแล้วก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะรับความคิดเห็นที่หลากหลายได้โดยเฉพาะเมื่อคนคิดเห็นเหล่านั้นเป็นความคิดเห็นในเชิงลบเชิงตำนิติเตียนคือเหมาเจ๋อตงคงไม่คิดว่าจะโดนด่าเยอะขนาดที่โดนเหล่านักคิกนักเขียนนักวิชาการต่างๆที่เชิญมาดันมาต่อว่าและแสดงความไม่พอใจรัฐบาลเหมาเจ๋อตงอย่างรุนแรงและหลากหลายด้วยก็มี100บุปผาจริงๆนั่นแหละและเหมาเจ๋อตงก็ต้องเซอร์ไพรส์จริงๆ

เมื่อได้พบว่าตัวเองนั้นไม่ได้ป๊อปปูล่าร์ในหมู่คนพวกนี้เอาซะเลยสุดท้ายขบวนการ100บุปผาก็เลยล้มระเนระนาดเลิกไปดื้อๆเลยแต่เรื่องของเรื่องก็คือล้มไม่ล้มเปล่าล้มแล้วเกิดการตามไปเช็คบิลกันอีกอย่างเป็นวงกว้างเกิดการPurgeนักเขียน นักวิชาการ นักคิด ศิลปิน ที่แสดงความคิดเห็นเป็นปฏิปักษ์กับพรรคเหล่านั้นบางคนก็โดนไล่ออกจากงานโดนจับขังหรือว่าส่งไปปรับทัศนคติด้วยการใช้แรงงานหนักเรียกว่าพอได้เรียกออกมาแล้วบอกให้พูดความในใจพอพูดไปก็โดนจับขังในฐานที่บังอาจมาด่านั่นแหละ

 

สนับสนุนโดย  nowbet