ประวัติศาสตร์ของผาแต้ม

ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข24ได้เป็นถนนหลวงสายหลักเส้นหนึ่งที่นำทางจากผู้คนตอนล่างและตอนกลางของประเทศไปยังจังหวัดอุบลราชธานี

ซึ่งได้เป็นจังหวัดที่ใหญ่จังหวัดหนึ่งของทางภาคอีสานที่ได้มีเขตดินแดนติดต่อกับ สปป. ลาว  จังหวัดอุบลราชธานีเป็นดินแดนอยู่ติดริมน้ำโขงและแม่น้ำมูลอันเป็นที่อุดมสมบูรณ์นานหลายพันปีมาแล้วพื้นดินที่นี้ได้ถูกจับจองจากผู้คนต่างยุคหลายสมัยเพื่อที่จะได้ตั้งเป็นชุมชนถิ่นอาศัย

ซึ่งในปัจจุบันได้มีการค้บพบของในยุคโบราณก่อนประวัติศาสตร์อยู่หลายแห่ง ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานีไปทางเหนือประมาณ5กิโลเมตรที่นี้คือ วัดบ้านก้านเหลือง ซึ่งภายในได้มีการแสดงหลุมขุดค้นซึ่งเป็นส่วสนหนึ่งของแหล่งโบราณคดีที่ชื่อเดียวกันกับวัดแหล่งโบราณคดีบ้สนก้านเหลืองมีพื้นที่ค่อนข้างกว้างใหญ่แต่ที่หน้าเสียดายที่หลักฐานจำนวนมากถูกทำลายจำการพัฒนาพื้นที่โดยเฉพาะเครื่องปั่นดินเผาประเภคต่างๆ

หลุมที่ได้ขุดค้นนี้ได้ขุดพบเครื่องดินเผาที่มีขนาดใหญ่ไม่น้อยกว่า15ใบทั้งหมดนนี้มันยังถูกตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิมที่ได้พบเป็นครั้งแรนักโบราณคดีได้เชื่อว่าบริเวณที่แห่งนี้แต่เดิมมันหน้าจะเป็นหลุมฝั่งศพเพราะจากไขดินเผาที่ได้ขุดเจอถึงแม้ว่าจะไม่พบโครงกระดูกมนุษย์นั้นหลงเหลืออยู่แต่ก็มีหลังฐานทางวิทยาศาสตร์บางอย่างบ่งบอกว่าไหเหล่านี้

เคยมีโครงกระดูกมนุษย์บรรจุอยู่แต่มันอาจจะพุพังสหลายไปแล้วจากการศึกษาทางโบราณคดีได้ระบุเอาไว้ว่าเหล่าโบราณคดีบ้านก้านเหลืองมีประวัติการใช้พื้นที่ทับซ้อนกันราว2สมัยครั้งแรกได้อยู่ก่อนสมัยในประวัติศษสตร์ตอนปลายหรือในสมัยเหล็กอายุประมาณ2,800ถึง2,500ปีมาแล้วโดยได้มรหลักฐานบ่งชี้คือเศษสำริด เศษเหล็ก ลูกปัดแก้ว หินดุด และเศษภาชนะดินเผา

ส่วนในยุคที่2 อยูในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายต่อเนื่องกับสมัยประวัติศาสตร์ตอนต้นหลักฐานสำคัญได้แก่ ภยกาดินเผาเคลือบน้ำดินสีแดง แวดินเผา แท่งดินเผา ลูกปัดดินเผา กระพรวน สำริด และ ขวานเหล็ก ห่างจากวัดบ้านก้านเหลือไปอีกประมาณราวๆ90กิโลเมตรเศษที่นี้คือ ผาแต้ม ซึ่งได้เป็นแหล่งอารยธรรมอีกแห่งที่ยืนยันว่าได้เคยมีมนุษย์อาศัยอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อหลายพันปีมาแล้ว

ผาหินกว้างริมน้ำโขงในอดีตมันคือพื้นที่ต้องห้ามชาวบ้านที่อาศัยหากินในถิ่นนี้พวกเขาจะไม่เอาร่างกายเดินเข้ามาที่ริมผาเพราะเชื่อว่าเป็นที่ดินแดนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้ลวงล้ำมักจะเกิดเหตุร้ายอาจจะเจ็บไขได้ป่วยหรือถึงขั้นเสียชีวิตแต่ความลับของผาแต้มก็ได้ถูกเปิดเผยเมื่อขณะอาจราย์และนักศึกษาภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดีก็ได้เดินทางมาสำรวจพื้นที่หลังมีการค้นพบภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ติดฝังอยู่แนวหินผาหลายจุด

ประวัติศาสตร์ศิลป์ตะวันตก  

ประวัติศาสตร์ศิลป์หมายถึงวิชาที่ว่าด้วยความเป็นมาของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในอดีตจนถึงปัจจุบัน

ศิลปะตะวันตกหมายถึงศิลปกรรมของกลุ่มในประเทศยุโรปปัจจุบันรวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วยโดยมีรากฐานมาจากศิลปะของอียิปต์และกรีกซึ่งเป็นวัฒนธรรมยุคโบราณของโลกและมีการพัฒนาขึ้นมาภายใต้อิทธิพล ของคริสต์ศาสนา

ประวัติศาสตร์ศิลป์ตะวันตก  

โดยประวัติศาสตร์ศิลป์ตะวันตก แบ่งออก กว้างกว้างได้เป็นสี่ยุคคือ

  • ยุคก่อนประวัติศาสตร์
  • ยุคโบราณ
  • ยุคกลาง
  • ยุคใหม่

ยุคก่อนประวัติศาสตร์

เกี่ยวกับงานศิลปได้เริ่มมีการสร้างกันมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคหินเก่าตอนปลายซึ่งอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 30,000 ถึง 10,000 ปีมาแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 15,000 ปี ถึง 10,000 ปีมานั้นมนุษย์ได้ทำการเขียนภาษีและขูดขีดบนผนังถ้ำและภูผาเป็นภาพสัตว์ และการล่าสัตว์และภาพลวดลายที่เป็นเลขาคณิต

ยุคโบราณ

เริ่มตั้งแต่มนุษย์ในอารยธรรมสมัย โมโสโปเตเมียกับอียิปต์ประดิษฐ์ตัวอักษรทั้งอักษรลิ่มและอักษรภาพเพื่อเป็นการใช้ในอารยธรรมต่างๆของ ชนเผ่าเช่นการบันทึกการค้า การออกกฏหมายลักษณะศิลปะมีความผูกพันกันกับลักษณะของการของเฉพาะของชนเผ่าและผูกพันกับความเชื่อและในโลกที่เกี่ยวกับหลังความตายและโดยศิลปะตะวันตกสมัยประวัติศาสตร์ในยุค โบราณจะออกแบ่งออกเป็นยุคต่างๆอีกดังนี้ศิลปะอีหยิป ศิลปะกรีก ศิลปะโรมัน ศิลปะเมโสโปเตเมีย ศิลปะซูเมอร์ ศิลปะบาบิโลเนียร ศิลปะอัสสิเรีย และศิลปะเปอร์เซีย

ยุคกลาง

ศิลปะยุคกลางเริ่มตั้งแต่คริสต์ศักราช 375 ถึง 500 เมื่อในขณะที่ อาณาจักรของโรมันนั้นอ่อนแอยุโรปก็อยู่ในภาวะวุ่นวายจนได้มีการชื่อว่ายกมืด โดยบริบทของศิลปะยุคกลางจะเป็นผู้การรวบรวมขบวนการทางศิลปะ และสมัยศิลปะที่สำคัญสำคัญระดับชาติหรือระดับท้องถิ่นประเภทงานการฟื้นฟูงานศิลปและศิลปินนั่นเอง

ศิลปะยุคกลางแบ่งออกเป็นยุคต่างๆอีกดังนี้ศิลปะคริสเตียนยุคแรก ศิลปะใบเซนทาย ศิลปะโรมันเนส ศิลปะโกธิค ศิลปะเลอรไนทซอง ศิลปะเมโนลิสต์ ศิลปะบารโลบ และศิลปะ โรโคโค

ยุคใหม่

เริ่มขึ้นตอนปลายศตวรรษที่ 18 และในประเทศฝรั่งเศสสืบเนื่องจากการเดินทางทางวิทายาศตร์ และเทคโนโลยีมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางศิลปะอย่างขนาดใหญ่ทั้งรูปแบบและและจุดประสงค์ที่โดยเฉพาะการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมศิลปินยุคใหม่ต่างๆก็พากันปีกตัวออกจากการยึดหลักวิชาการฝ ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่มีรากฐานมาจากศิลปะกรีก และโรมันมาใช้ความสึกรู้สึกนึกคิดและความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคนอย่างอิสระ

ซึ่งมีการแยกศิลปะออกจากศาสนาโดยสิ้นเชิงศิลปะจึงเป็นเรื่องส่วนตัวของบุคคลอย่างแท้จริง และแบ่งออกเป็นยุคต่างๆได้ดังนี้ศิลปะแบบนี้โอคาสสิค ศิลปะแบบโรมันติก ศิลปะแบบเรียลริล ศิลปะแบบเวชั่นนิด เป็นต้นจะเห็นได้ว่าศิลปะมีหลักหลายขนาดด้วยกันโดยพัฒนาตามยุคและสมัยเรื่อยเรื่อยขึ้นมาจนมาถึงปัจจุบันนั่นเอง

ประเภทของศิลปะ

จิตรกรรมไทย

หมายความว่า การเขียนภาพ แล้วก็การระบายสี ตามแบบอย่างไทยอันอย่างเช่น การเขียนลวดลายไทย

การระบายสี รวมทั้งการปิดทองในรูปภาพเขียนเกี่ยวกับวรรณคดี ประวัติศาสตร์ และก็พุทธประวัติโดยประดิษฐ์ลงในหอสมุดไทย ตกแต่งฉากไม้ เมืองลับแล พนักพิงบานประตู หน้าต่าง แล้วก็ผนังในโบสถ์ วิหาร หอพักตรี ซึ่งเรียกว่า..งานจิตรกรรมด้านข้างฝาผนัง..ตลอดจนการเขียนลวดลายรดน้ำปิดทองรวมทั้งลวดลายบนภาชนะของใช้ต่างๆ

ประติมากรรมไทย

หมายความว่า การปั้น การหลอม การแกะ การแกะสลัก อันเป็นลักษณะประจำชาติไทย ซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะเป็น 3 มิติ จำนวนมากเป็นงานที่เกี่ยวพันกับพุทธศาสนา โดยเฉพาะการปั้นและก็การหลอมพุทธรูป ก็เลยเรียกงานศิลปะไทยชนิดนี้ว่า… ปฏิมากรรม ซึ่งก็คือ..รูปแทนบุคคล เพื่อนำมาเทิดทูนบูชา

สถาปัตยกรรมไทย

หมายถึง ศิลปะการก่อสร้างของไทย อันอาทิเช่น อาคาร บ้านช่อง โบสถ์ วิหาร วัง เจดีย์ รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างอื่นๆมีลักษณะนาๆประการตามภูมิศาสตร์ แล้วก็แบบอย่างสามารถแบ่งประเภท ตามรูปแบบการใช้งานได้ 2 จำพวกเป็น สถาปัตยกรรมที่ใช้เป็นที่พักที่อาศัย ยกตัวอย่างเช่น บ้านที่พัก พระราชวังวัง รวมทั้งพระราชสำนัก ฯลฯ บ้านหรือเรือนเป็นที่อยู่ที่อาศัยของคนธรรมดา ปกติทั่วๆไป ซึ่งมีอีกทั้งเรือนไม้ แล้วก็เรือนปูน เรือนไม้มีอยู่ 2 จำพวก เป็น เรือนเครื่องผูก แล้วก็ เรือนเครื่องสับ พระราชวัง แล้วก็วัง เป็นเรือนที่อยู่ของคนชั้นสูง ราชวงศ์ หรือใช้เรียกที่ประทับชั้นรอง ของพระเจ้าอยู่หัวสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวโยงศาสนา อย่างเช่น โบสถ์,วิหาร,กุฎิ,หอพักสาม,หอระฆังแล้วก็หอกลอง,เจดีย์ ,เจดีย์

วรรณกรรมไทย

เป็นผลงานศิลปะที่แสดงออกด้วยการใช้ภาษาไทย เพื่อใช้สื่อความหมาย เรื่องราวต่างๆภาษาที่มนุษย์ใช้สำหรับในการติดต่อ เป็นต้นว่า

1. ภาษาพูด โดยการใช้เสียง

2. ภาษาทางการ โดยการใช้ตัวหนังสือ จำนวน เครื่องหมาย แล้วก็ภาพ

3. ภาษาท่าทาง โดยการใช้พฤติกรรม หรือประกอบสิ่งของอันอื่น ชาติไทย เป็นชาติที่มีอารยะธรรมดั้งเดิม มี ภาษาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง ทั้งยังภาษาพูด

รวมทั้งภาษาทางการ นอกเหนือจากนี้ ยังมี ความริเริ่มคิดสร้างสรรค์สำหรับในการใช้ภาษาได้อย่างเพราะ นับว่าเป็นความงดงามของการใช้ภาษา จากการแต่งโคลง ร้อยกรอง กาพย์ ความเรียงต่างๆยิ่งไปกว่านี้ ยังมีการข้อบังคับคำ ราชาศัพท์ คำสุภาพ ขึ้นมาใช้ได้อย่างเหมาะควร ชี้ให้เห็นวัฒนธรรมที่เยี่ยมทางการใช้ภาษาที่ควรจะดำรง และก็ยึดมั่นถัดไป ผู้ผลิตสรรค์งานวรรณกรรม เรียกว่า นักประพันธ์ นักกวี หรือ บทกลอน (Writer or Poet) วรรณกรรมไทย แบ่งออกได้ 2 ประเภท เป็น

1. ความเรียง เป็นใจความเรียงที่แสดงรายละเอียด เรื่องราวต่างๆ

2. กลอน เป็นเนื้อความที่มีการใช้คำที่สัมผัส สอดคล้อง ทำให้สัมผัสได้ถึงความ สวยของภาษาไทย กลอนมีหลายแบบ เป็น โคลงเคลง ฉันท์ กาพย์ ร้อยกรอง แล้วก็ร่าย

ดนตรีและก็การฟ้อนรำไทย สำเร็จงานศิลปะที่แสดงออกด้วยการใช้เสียง การจัดจังหวะ และก็จังหวะทำนองของเสียง ด้วยการเล่นดนตรี แล้วก็การขับขานเพลง ที่ส่งผลต่ออารมณ์แล้วก็จิตใจของผู้คน รวมทั้งการใช้ ลีลาประกอบเสียง การเต้น ระบำ รำ ฟ้อนรำ การแสดงละคร อื่นๆอีกมากมาย ที่ถ่ายทอดออกมาเป็นเอกลักษณ์ เฉพาะบุคคลผู้ผลิตสรรค์งาน เรียกว่า นักเล่นดนตรี (Musician) นักร้อง (Singer) หรือ ผู้แสดง (Actor / Actress)