โรงบาลเฮี้ยนที่ จ.ระยอง

ซึ่งได้มีกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งได้บอกว่าเขาแล้วก็เพื่อนๆได้เข้ามาพิสูจน์ผีกันอยู่หลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่เจออะไรสักทีและในครั้งนี้เพื่อที่เจอดีในครั้งนี้ก็ได้ชวนกันมาอีกครั้งหนึ่ง

โดยเขาได้บอกว่าในครั้งนี้เขามีวิชาปราบผีพอเดินทางมาถึงคนที่หมดสติเพื่อนของเขาก็ได้นำเอาเทียนจำนวน9เล่มธูปอีกหนึ่งกำและเหรียญบาทอีกจำนวนหนึ่งพร้อมกับได้สายสินอีกหนึ่งคดก่อนที่พวกตนจะเข้าไปในห้องเก็บศพที่อยู่ด้านหลัง

ซึ่งเพื่อนของเขาคนนี้ที่มีวิชาอาคมปราบผีอะไรนี้เขาก็เริ่มทำพิธีโดยการเอาสายสินปล่อยให้เป็นทางยาวจากประตูเข้าไปและในระหว่างทางที่กำลังเดินเข้าไปเขาก็พูดตลอดทางเลยว่าให้ผีเดินตามสายสินมาเรื่อยๆหลังจากนั้นพวกเขาก็หยุดแล้วนั่งลงในห้องร้างศพและได้ทำการจุดเทียนจุดธูปแล้วพนมมือไหว้เพื่อนๆได้เล่าให้ฟังว่า

นอกจากนี้เพื่อนคนที่เขาบอกว่ามีวิชาอาคมก็เริ่มท่องบทสวดมนต์สวดไปยังไม่ถึง10คำเลยอยู่เพื่อนของเขาคนนี้ก็ร้องออกมาอย่างแรงแล้วก็สลบไปหลังจากนั้นเพื่อนๆของเขาได้เห็นว่าท่าจะดูไม่ดีแล้วจึงได้ช่วยแบกร่างผู้ที่หมดสติออกมาจากที่ตรงนั้นแล้วก็มาพบกับทีมงานหนึ่งในการล่าผี

เนื่องจากนี้รายการช่องผีชื่อดังนี้ก็ได้เข้าไปในกลุ่มที่มีวัยรุ่นกลุ่มเข้าไปทำพิธีสายสินอะไรกันจากประตูไปจนถึงห้องดับจิตเลยก็พบว่าในห้องดับจิตที่กลุ่มวัยรุ่นได้เข้าไปทำพิธีกันมีธูปที่จุดไฟแล้วตกอยู่เต็มพื้นเลยและมีรายหักเทียนอยู่เต็มห้องเลยเชื่อว่านี่มันอาจจะเป็นจุดที่วัยรุ่นดังกล่าวเจอดีเข้าให้แล้ว

นอกจากนี้กลุ่มวัยรุ่นที่ได้เข้ามาลองของก็พบเจอเรื่องประหลาดอีกคนหนึ่งโดนผีหลอกจนเสียสติกันไปเลยเขาได้บอกว่าเขานั้นได้ใช้ไฟฉายส่องไปตามที่จุดต่างๆของในโรงพยาบาล

โดยในเวลานั้นไม่น่าจะมีคนอยู่แต่ปรากฏว่าเขาได้เห็นคนอยู่เต็มไปหมดเลยจึงคิดว่าอาจจะเป็นคนที่เข้ามาลองดีที่เข้ามาล่าผีกัน

ว่ากันว่าในสมัยก่อนมันเฮี้ยนถึงขนาดที่ว่าเป็นที่นิยมกันของพวกวัยรุ่นกันเลยจนได้มีการเก็บค่าเข้าเก็บค่าเข้าในการเข้ามาล่าพิสูจน์ท่าผีกันน่าจะประมาณหัวละ10บาท

เมื่อเพื่อนของเขาคนที่สองคนแรกหมดสติไปแล้วเห็นว่ามีคนมาเยอะมากเลยตรงนั้นจึงได้ตะโกนออกไปว่าแน่จริงก็ออกมาสิก่อนที่จะเอาไฟฉายเขาไปในโรงพยาบาลพร้อมกันสามคน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    หวยออนไลน์บาทละ 950

ตำนานวันสิ้นโลกในอดีต

เรื่องราววันสิ้นโลกมันก็จะเหมือนกับละครไทยหลายๆเรื่องที่ไม่ว่าจะเอามาทำใหม่จะเปลี่ยนคนแสดงก็ตามมันก็จะขายดีตลอดเวลาที่ผ่านมาเรื่องราววันสิ้นโลกมันก็ได้รับความสนใจจากคนต่างๆอย่างมากที่จะหาทำนายว่ามันอยู่วันไหน

ซึ่งมันผ่านไปแล้วคนที่ทำนายเอาไว้ก็เงียบไปเราก็จะมาดูกันดีกว่าว่าตลอดเวลาที่ผ่านมามีใครเคยทำนายอะไรเอาไว้บ้างแล้วมันจะเป็นยังแล้วทำไมคนเขาถึงได้เชื่อกัน

โดยเราจะเริ่มเล่าจากยุคโบราณจนถึงยุคปัจจุบัน เริ่มต้นในปี1806เลย

เรื่องสิ้นโลกส่วนใหญ่ที่เราจะเคยได้ยินกันมามันก็มักจะมีความเป็นมาเกี่ยวโยงกับศาสนาคริสต์ด้วยความที่ว่าสื่อต่างๆของฝรั่งมีเยอะทำให้เรื่องนี้เหมือนจะเป็นกระแสหลักไปที่เขาจะมีความเชื่อว่าพระเจ้าจะเสด็จกลับมาหาก็ไม่รู้ว่าเป็นวันไหนแบบนี้

ดังนั้นก็มีชาวคริสต์บางส่วนก็คิดอยู่กับเรื่องนี้ถึงกับว่าพอมีอะไรนิดๆหน่อยๆมาก็ตีความว่าวันสิ้นโลกมันจะมาถึงแล้วประมาณอารมณ์แบบว่าบ้านเรากำลังตื่นหวยอะไรอย่างนั้น

อย่างเช่นในเหตุการณ์นี้สัญญาณจากวันสิ้นโลกจากแม่ไก่ในปี1806ที่ประเทศอังกฤษมันก็ได้มีแม่ไก่ตัวหนึ่งที่มันได้ออกไข่มาแต่ว่ามันไม่ใช่ไข่ที่ธรรมดาและที่น่าทึ่งก็คือไข่ของแม่ไก่มันเรียงเป็นข้อความที่ว่าพระคริสต์กำลังจะเสด็จกลับมาแล้ว

นอกจากนี้พอชาวบ้านได้ยินข่าวก็ได้กระจายข่าวออกไปทั่วหมู่บ้านเลยชาวบ้านก็เลยแตกตื่นกันหมดเลยว่าโลกจะต้องแตกแน่ๆก็แพพากันไปสารภาพบาปทำอะไรกันไปต่างๆนาๆเลยแต่ทว่าเหตุการณ์ต่อมามันก็เงียบไป

เนื่องจากมันได้มีคนเข้าไปพบว่าไข่แม่ไก่ที่มันได้วางเรียงกันมันเป็นการกระทำของคนมือไม่ดีบางคน

เรื่องต่อมาก็จะเป็นในปี1843ที่มีชายคนหนึ่งจากนิวอิงแลนด์คนนี้เขาก็เป็นชาวนาธรรมดาคนหนึ่งที่เคร่งศาสนาหลังจากนั้นเขาก็เลยได้ใช้เวลาศึกษาพระคัมภีร์ไบเบิ้ลอย่างจริงจังต่อจากนั้นเขาก็เลยอัพเลเวลเลยกลายมาเป็นผู้สอนศาสนา

ซึ่งเขาก็ได้ทำมันมาอย่างดีสั่งสอนคนให้เป็นคนดีก็เป็นเรื่องที่น่าชื่อชมแต่ทว่าในเรื่องของความเคร่งครัดนั้นมันก็ได้แฝงไปด้วยความหมกมุ่นนิดหน่อยก็คือเขาก็พยายามที่จะตีความจากพระคัมภีร์ที่เขาได้อ่านมาให้ออกมาเป็นตัวเลขแล้วก็ได้มโนไปว่าพระเจ้าจะมาวันไหนกันพอหมกมุ่นไปเยอะเขาก็คิดว่าเขาได้ไขข้อความได้กระจาง

โดยชายคนนี้เขาก็ได้ออกมาประกาศกับชาวบ้านว่าพระเจ้าไปทรงเลือกวันที่ทำลายโลกเอาไว้แล้วมันจะอยู๋ในระหว่างปี1843ถึง1844

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สูตรหวยยี่กี 2ตัวล่าง lottovip

เรื่องเล่าตำนานนกฟีนิกซ์

ทำไมนกฟีนิกซ์ถึงได้มีอยู่ในตำนานต่างๆทั่วโลกไม่เว้นแม้กระทั่งสื่อต่างๆที่มีอยู่ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเกมการ์ตูนบางหนังฟีนิกซ์หรือที่เรารู้จักกันในนามของนกไฟอมตะเป็นนกในจิตนาการที่ทุกคนชื่นชอบเป็นอย่างมากไม่ใช่คนเฉพาะในยุคปัจจุบัน

ซึ่งได้มีหลากหลายวัฒนธรรมโบราณเขาก็ได้นำเอามันไปเป็นสัตว์ประจำชาติของเขาด้วยและเจ้านกตัวนี้มันก็ได้แฝงความหมายที่น่าพิศวงเอาไว้อย่างมากมายเลยว่าทำไมมันจะต้องมีไฟแล้วความเป็นอมตะของมันได้มาจากไหนด้วยความแปลกขนาดนี้นี่เองเราก็เลยจะต้องนำเอาออกมาเล่ากันสักหน่อยกับตำนานของนกฟีนิกซ์

นอกจากนี้เรื่องราวของนกฟีนิกซ์ที่เราจะรู้จักกันมันก็จะมาจากตำนานของกรีกที่ได้เล่ากันว่ามันเป็นนกตัวผู้ที่มีขนาดใหญ่และมทีนิสัยที่อ่อนโยนเป็นมิตรกับมนุษย์

ถ้าหากว่าเจ้านกฟีนิกซ์ตัวนี้มันได้รักใครมากๆมันจะสามารถรักษาแผลและซุบชีวิตคนนั้นได้อีกด้วยโดยการรักษาของมันนั่นก็คือหลังน้ำตา

ซึ่งจะมีฤทธิ์ที่เป็นยาชั้นดีได้หยดลงไปบนบาดแผลของคนนั้นก็จะหายเป็นปกติแต่ขอย้ำว่าต้องคนๆนั้นจริงๆแล้วจะต้องเป็นคนดีๆจริงๆ

นอกจากนั้นอีกหนึ่งความสามารถของมันก็คือเสียงร้องของมันในช่วงเวลาปกติเสียงร้องของนกฟีนิกซ์ก็จะร้องไพเราะมากจนกระทั่งเทพแห่งพระอาทิตย์ต้องหยุดเพื่อจะมาฟังเสียงร้องของมันเลยแต่เวลาที่มันโมโหมันก็สามารถเอาเสียงของมันไปทำการสู้รบได้คือจะเพิ่มความสามารถความกล้าหาญให้แก่พวกของมันเองหรือว่าจะทำให้คนเลวได้มีจิตใจที่ท้อถอยและหวาดกลัวกันได้เลยทีเดียว

ถ้าหากใครอยากจะพบเจ้านกฟีนิกซ์เขาว่ากันว่าให้ไปหาพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำแล้วก็มีอากาศที่เย็นสบายและสิ่งที่เจ้านกฟีนิกซ์นั้นชอบเลยก็คือแสงอ่อนๆยามรุ่งอรุณและอาหารโปรดของมันก็คือสายลมอ่อนๆน้ำค้างน้ำอมฤตไปจนถึงหมอกบริสุทธิ์ที่ได้ลอยขึ้นมาจากแม่น้ำหรือทะเลในตอนเช้าๆ

เนื่องจากชีวิตที่ดูดีขนาดนี้ก็ได้มีเรื่องเศร้าอยู่ก็คือนกฟีนิกซ์มันเป็นนกตัวเดียวบนโลกคือตลอดอายุขัย500ปีของมันเป็นโสดและแบบนี้จะมีลูกนกเกิดขึ้นมาใหม่ได้อย่างไรคุณเองก็สงสัยกันใช่ไหมในการกำหนดลูกนกของนกฟีนิกซ์มันคอนข้างที่จะแปลกประหลาดเลยทีเดียว

ว่ากันว่ามันจะเกิดขึ้นมาจากขี้เถ้าของฟีนิกซ์ในรุ่นก่อนที่มันจะตายไปแล้วคือเมื่อมันมีอายุครบ500ปีร่างกายของมันก็จะโทรมลงไม่ค่อยมีเรียวแรงไม่สามารถทำอะไรได้แม้แต่ร้องเพลงให้เทพพระเจ้าฟังก็ตามถึงนกฟีนิกซ์จะเป็นอมตะแต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะแข็งแรงเสมอไปร่างกายของนกฟีนิกซ์ก็เหี่ยวเฉาไปตามกาลเวลา

 

สนับสนุนโดย  betbb

พิธีกรรมการเล่นผีถ้วยแก้วนั้นเป็นเรื่องจริงหรือว่าเรื่องแต่ง?

เวลาที่เราได้พูดถึงเรื่องของภูตผีวิญญาณหรือสิ่งลี้ลับเราเชื่อว่าหลายๆคนก็อาจจะตั้งคำถามกันแล้วว่าสิ่งเหล่านี้มันได้มีอยู่จริงๆหรือเปล่าแล้วถ้าเกิดว่าสิ่งเหล่านี้มันได้มีอยู่จริงคุณจะมีหลักฐานอะไรมายืนยันว่าผีหรือว่าวิญญาณมันมีตัวตนอยู่บนโลกจริงๆ

ซึ่งแน่นอนว่าพอมีคนที่เขาได้เชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณก็ได้ถูกตั้งคำถามเหล่านี้ขึ้นมาเขาก็จะต้องไปหาหลักฐานและก็จะต้องไปหาวิธีพิสูจน์ว่าสิ่งเหล่านี้มันมีอยู่จริงให้ได้และวิธีการพิสูจน์ของคนเหล่านี้มันก็จะมีหลากหลายวิธีการเลยบางวิธีการเขาก็ได้มีการอ้างกันว่าบางคนบอกว่ามีตาทิพย์สามารถมองเห็นภูตผีวิญญาณได้

หรือในบางคนก็อาจจะใช้ในด้านของวิธีวิทยาศาสตร์ในการค้นหาคลื่นความถี่ในการค้นหาสารต่างๆที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งวิธีเหล่านั้นมันก็ยังได้มีอยู่อีกหลากหลายวิธีแต่มันก็จะมีอยู่อีกหนึ่งวิธีที่คนไทยเราได้มีความนิยมกันมากในการลองของและพิสูจน์ในเรื่องลี้ลับเหล่านั้นอย่างมาก โดยวิธีนั้นนั่นก็คือการเล่นผีถ้วยแก้วนั่นเอง

ซึ่งคำว่าผีถ้วยแก้วที่เราได้พูดถึงกันตรงนี้ถ้าจะให้เราพูดให้ได้เข้าใจกันง่ายๆมันก็อย่างที่เราได้บอกกันไปมันคือการเล่นในด้านความเชื่อในรูปแบบหนึ่งที่เชื่อได้มีความเชื่อกันว่าเขาสามารถที่จะเอาวิญญาณเข้ามาอยู่ในแก้วและสื่อสารด้วยการนำอานิ้วของผู้เล่นไปวางบนแก้วไว้ทั้งสี่คนเพื่อที่จะเชื่อมโยงจิตกับวิญญาณเหล่านั้นให้แก้วมันได้เคลื่อนไปบนกระดานและจะต้องสื่อสารว่าเขาต้องการอะไรเขาชื่ออะไรและเขาอายุเท่าไหร่หรือต้องการที่จะถามคำถามอะไรเราก็สามารถถามเขาได้หมดเลย

ซึ่งการเล่นเหล่นี้เราต้องขอบอกก่อนเลนว่ามันเป็นความเชื่อล้วนๆเลยหลายๆคนก็คงจะไม่เชื่อแต่ถ้าเราได้พูดถึงเรื่องของผีถ้วยแก้วมันก็จะมีอยู่หนึ่งตำนานที่มันดูน่าสนใจมากๆและเป็นตำนานที่ทำให้คนได้พูดถึงเรื่องของผีถ้วยแก้วมากที่สุดนั่นก็คือ ตำนานเรื่องของการลองของของเด็กกลุ่มหนึ่งจึงได้ทำให้หนึ่งคนในเด็กกลุ่มนั้นถ้าขั้นเสียชีวิตหลังจากที่เขาได้ลองของกัน

โดยตำนานตรงนี้เขาได้อกเอาไว้ว่าในอดีตที่ผ่านมามันได้มีเด็กอยู่กลุ่มหนึ่งที่เขาไม่ได้มีความเชื่อในเรื่องผีไม่มีความเชื่อเรื่องวิญญาณหรือซึ่งลี้ลับใดๆเลยเพราะเด็กเหล่านั้นเขาเชื่อเพียงแค่ว่าซึ่งเหล่านี้มันคือกุศโลบายทางใจที่พวกผู้ใหญ่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้เด็กกลัวไม่กล้าออกจากบ้านตอนกลางคืนเพียงเท่านั้นเอง

 

ขอขอบคุณ ติดต่อ entaplay  ที่ให้การสนับสนุน

สัตว์ประหลาดที่ยังไม่มีคำอธิบายใดๆเกี่ยวกับสายพันธุ์ของมัน

โรเพ็น

เมื่อในปี2004 เดวิด เวทเซล ได้มุ่งหน้าเข้าไปยังปาปัวนิวกินี เพื่อที่จะตามหาไดโนเสาร์ที่มันอาจจะยังได้มีชีวิตอยู่ในยุคปัจจุบัน ซึ่งยังได้มีความเกี่ยวข้องกับแสงที่มันสามารถบินได้ที่ไม่มีการอธิบายอะไรไว้เลยในหนังสือ ของนักกีฏวิทยาชาวอังกฤษผู้หนึ่ง เมื่อในปี1935

ซึ่งก็ได้เชื่อว่าได้มีความเกี่ยวข้องของแสงกับโรเพ็นและยังงว่ากันว่ายังได่มีการจับภาพของสิ่งที่มีชีวิตที่มีลักษณะเหมือน เทอร์โรซอร์ เอาไว้ได้ ทั้งนี้ก็ยังได้มีอีกหายคนได้เชื่อว่าภาพบันทึกเหล่านี้มันอาจจะเป็นเพียงแค่นกเท่านั้น ซึ่งทางด้านชาวพื้นเมืองก็ยังได้อธิบายลักษณะของ โรเพ็น เอาไว้ว่ามันได้มีลักษณะเหมือนค้างคาว

ซึ่งพวกมันชอบออกหากินในช่วงเวลากลางคืนและมันชอบมีนิสัยที่ดุร้าย ศึ่งจะมีฟันที่แหลมคมและหางที่เหมือนกับแซ่ นอกจากนี้โรเพ็นยังได้มีลักษณะเฉพาะที่มันสามารถเรืองแสงออกมาได้จึงได้ทำให้มันสามารถล่อและได้เข้าจู่โจมปลาในขณะที่มันกำลังบินอยู่เหนือมหาสมุทรในช่วงตอนเวลากลางคืน

งูบู

เมื่อประมาณปี2000ก็ได้มีกลุ่มนักวิจัยที่กำลังพยายามศึกษเพื่อที่จะตามรอยของ โมแคเล อึมแบมเบ ที่ได้เป็นไดโนเสาร์จำพวก ซอโรพอดที่ไม่ได้เป็นที่รู้จักนัก แต่พวกเขากลับได้พบกับปริศนาใหม่ๆ ซึ่งในขณะที่พวกเขาได้ทำการสัมภาษณ์นักล่าของชนเผ่าปิ๊กมี่ที่อยู่ในป่าลึกของประเทศแคเมอรูน

จึงทำให้ บิล กิบบอนซ์ และ เดวิด เวทเซล ได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับ งูบู ซึ่งได้เป็นสัตว์จำพวกแรดที่ได้มีขนาดใหญ่ที่มีเขาอย่างน้อยหกเขาที่กำลงต่อสู้กับช้างเพื่อแย่งชิงอาณาเขตที่อยู่ริมบริเวณแม่น้ำคองโกซึ่งเรได้เชื่อว่าสัตว์พื้นเมืองที่พวกเขาได้พูดถึงนั้น

มันคือไดโดเสาร์พันธุ์ สไตแรคาซอรัส นอกจากคนพื้นเมืองแล้วก็แทบจะไม่มีคนภายนอกได้พบกับสัตว์ปริศนาชนิดนี้ได้เลย โดยในปีประมาณ1919ก็ได้มีข่าวออกมาหน้าหนังสือพิมพ์ว่าข่าวเกี่ยวกับนักล่าชาวตะวันตกคนหนึ่งที่เขาได้ถูกจู่โจมโดยมีสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีเขาหลายอัน

ริเวอร์ ดีโนซ์

ตั้งแต่ที่ได้มีการาบุกรุกเข้าไปในพื้นที่อเมริกาตะวันตกก็ได้มีภาพถ่านและเรื่องราวที่ได้มีการเล่าต่อกันมาเกี่ยวกับสัตว์ที่มีขนาดเล็กที่เรียกว่า ริเวอร์ ดีโนซ์ สิ่งมีชีวิตชนิดนี้เป็นเหมือน เวโลซีแรปปเตอร์เวอร์ชั่นขนาดเล็กที่มีขนน้อย

โดยมีการบันทึกเอาไว้จากฟอสซิลที่ถูกขุดค้นพบ ซึ่งก็ได้มีการกล่าวเอาไว้ว่า ริเวอร์ ดีโนซ์ อาจเป็นเพียงกิ้งก่าคาเลอด์ ที่มีลักษณะพิเศษคือการวิ่้งทางตรงด้วยขาหลังทั้งสองข้างแต่ถึงอย่างไรก็ตามยังไม่มีการบันทึกหรือคำอธิบายใดๆที่มีความเกี่ยวข้องกับสายพันธุ์ของมันในลักษณะที่มีกรงเล็บที่น่ากลัวฟันของมันที่แหลมคมและยังรวมไปถึงพฤติกรรมของมันที่มีความดุร้ายแบบสัตว์กินเนื้อเลย

 

สนับสนุนโดย  next88

ตำนานนารีผล หรือมักกะลีผล

          เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินตำนานเกี่ยวกับเรื่องนารีผลหรือมักกะลีผลซึ่งว่ากันว่าเป็นผลไม้ที่อยู่ในป่าหิมพานต์ ซึ่งลักษณะของผลของนารีผลนั้นจะเป็นรูปร่างของหญิงสาวซึ่งส่วนหัวนั้นจะอยู่ติดกับขั้วตรงกิ่งไม้ โดยจะมีผมยาวและมีสีทองมีรูปร่างหน้าตาสะสวยดวงตากลมโตสามารถพูดคุยได้เหมือนกับมนุษย์

เมื่ออายุครบ 7 วันก็จะเหี่ยวเฉาและมีรูปร่างคล้ายกับมนุษย์ แม้ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าเท่านั้นแต่เมื่อประมาณปีค.ศ 1996 ได้มีข่าวลงในหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งซึ่งเป็นข่าวที่โด่งดังมากของประเทศไทยโดยมีเนื้อหาใจความสำคัญว่า พบซากคล้ายสัตว์แห้งๆแต่ว่ามีกลิ่นหอมมากโดยคนที่ครอบครองเอาไว้อ้างเอาไว้ว่า

สิ่งที่เขาถือครองอยู่นี้คือมักรีผล แต่อย่างไรก็ตามหลายคนที่ได้เห็นภาพรูปมักกะลีผลที่มีการนำมาแสดงแล้วกลับคิดเป็นอีกอย่างหนึ่งว่าภาพดังกล่าวนั้นน่าจะเป็นภาพของตัวอ่อนของเด็กที่ยังไม่โตเต็มที่แล้วถูกนำมาทำให้แห้ง และยังมีการเล่าลือกันอีกว่าที่จริงแล้วมักรีผลนั้นไม่มีอยู่จริงเป็นเพียงแค่ตำนานที่เล่าหรือพูดคุยกันมาเท่านั้นโดยมักกะลีผลที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันนั้นแท้ที่จริงแล้วก็เป็นเพียงแค่มันที่มีคนนำมาแกะสลักเป็นรูปร่างของคนขึ้นมาเท่านั้นเอง

ซึ่งมักรีผลที่มักจะเห็นกันอยู่มากนั้นมักจะมีขายอยู่ที่บริเวณชายแดนประเทศลาว อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้ว่ามักรีผลนั้นแท้ที่จริงแล้วเป็นแค่เรื่องเล่าหรือตำนานหรือเป็นเรื่องจริงก็แล้วแต่แต่คนในสมัยโบราณก็ยังคงมีการเชื่อกันว่ามักรีผลนั้นมีอยู่จริงและตำนานป่าของหิมพานต์นั้นก็มีอยู่จริงด้วยเช่นเดียวกันดังที่เรามักจะได้ยินเกี่ยวกับนิทานที่มีการกล่าวถึงเรื่องของป่าหิมพานต์อย่างเช่นเรื่องของพรานบุญที่ไปจับกินรีมาก็มาจากป่าหิมพานต์นั่นเอง

ซึ่งปัจจุบันนี้เรายังสามารถเห็นมักรีผลได้จากภาพว่าต่างๆซึ่งจะมีการว่าตามฝาผนังของโบสถ์ภายในบริเวณวัด สำหรับเรื่องราวของนารีผลนั้นเกิดขึ้นในสมัยที่พระเวสสันดรและนางมัทรีพร้อมกับลูกทั้งสองคนนั้นถูกส่งให้เดินทางเข้าไปยังในป่าหิมพานต์ เลยให้เขาเหล่านั้นเข้าไปบำเพ็ญเพียรอยู่ภายในป่าหิมพานต์ซึ่งที่นั่นจะมีสัตว์ป่าอยู่มากมาย

อย่างไรก็ตามในป่าหิมพานต์นั้นก็มีพวกฤาษีและคนที่ไปบำเพ็ญเพียรตบะคนอื่นๆต่างก็พากันไปพูดคุยกับพระเวสสันดรและนางมัทรีเนื่องจากว่านางมัทรีนั้นเป็นหญิงสาวที่มีรูปร่างสวยงามจึงทำให้พวกคนที่ไปบำเพ็ญเพียรนั้นอยากได้นางมัทรีเป็นภรรยาเมื่อเทวดารู้เรื่องเข้าจึงได้เนรมิตต้นไม้จำนวน 16 ต้นปลูกเอาไว้บริเวณรอบบ้านของพระเวสสันดรและนางมัทรี

ซึ่งต้นดังกล่าวนั้นก็คือต้นมักกะลีผลนั่นเอง ว่ากันว่า เมื่อมักรีผลออกดอกนั้นเพื่อจะมีหน้าตาคล้ายกับหญิงงามคล้ายๆกับ เทพธิดาโดยเทวดานั้นต้องการเศษให้นารีผลนั้นคอยขัดขวางไม่ให้คนที่บำเพ็ญเพียรนั้นได้เข้าไปยุ่งกับนางมัทรีและพระเวสสันดรได้จนท้ายที่สุดแล้วเมื่อพระเวสสันดรและนางมัทรีเดินทางออกจากป่าหิมพานต์ต้นนารีผลนั้นก็ยังคงอยู่ในป่าหิมพานต์เหมือนเดิมนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า rb88

ตำนาน ภูตโนม 

เรื่องของแฟรี่ในอดีตเคยมีการค้นพบและมีการบันทึกเป็นลายลักอักษรและมีภาพยืนยันอย่างเป็นทางการมากแล้ว

สำหรัยข้อมูลแฟรี่ตรงนี้เราต้องขอบอกว่าเรื่องของภูตผี เรื่องของปีศาจ หรือ ภูตจิ๋ว ตำนานต่างๆในอดีตนั้นมันก็จะมีแต่เรื่องเล่ามันจะมีแต่คำบอกต่อที่มันไม่ได้มีหลักฐานหรือลายลักอักษรที่ชัดเจนแต่สำหรับเรื่องของแฟรี่มันได้มีการถูกพูดถึงและมีการบันทึกภาพเอาไว้ได้

โดยข้อมูลตรงนี้ได้มีการบันทึกและได้มีการบอกเอาไว้ว่า เมื่อประมาณปี1917 ก็ได้มีเด็กผู้หญิงสองคนที่มีชื่อว่า Elsie Wright กับ Frances Griffiths

ซึ่งทั้งคู่นั้นก็ได้ถ่ายรูปภาพติดสิ่งที่มีชีวิตที่ประหลาดได้โดยสิ่งที่มีชีวิตประหลาดนั้นมันได้มีลักษณะที่คล้ายกับมนุษย์เลยแต่มีลักษณะตัวที่เล็กกว่ามนุษย์อยู่หลายเท่าอีกทั้งยังได้มีปีนที่ดูคล้ายกับผีเสื้อที่ได้บินอยู่โดยบริเวณรอบๆตัวเธอ ซึ่งรูปภาพนี้มันได้ถูกบันทึกเอาไว้ตามข้อมูลก็คือมันได้เป็นพื้นที่บริเวณบนหุบเขาคอททิงเลย์,Cottingleyในประเทศอังกฤษ

ซึ่งภาพที่ถูกถ่ายได้นั้นมันได้เป็นภาพที่ถ่ายจากกล้องของพ่อพวกเธอและพวกเธอนั้นก็ยังได้บอกอีกว่าเขาได้ไปเจอแฟรี่ตัวเป็นๆมาแล้วและยังได้เข้าไปเล่นกับแฟรี่เหล่านั้นพร้อมทั้งยืนยันอีกว่าแฟรี่เหล่านั้นคือเพื่อนของพวกเธอ ซึ่งในตอนแรกพ่อของเด็กทั้งสองก็คือว่าเป็นเรื่องเล่นเป็นเรื่องการหยอกล้อคิดว่าเป็นภาพที่แต่งขึ้นมามันก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่ใหญ่

อะไรแต่ในเวลาอีกสองเดือนต่อมาพวกเธอทั้งสองก็ได้ถ่ายภาพกับภูตอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในครั้งนี้มันได้แปลกกว่าครั้งที่แล้วก็คือภูตที่พวกเธอนั้นเจอมันไม่ใช่ภูตป่าแฟรี่ แต่พวกเขาได้เจอภูตในรูปแบบ ภูตโนม  คือภูตโนมตรงนี้ที่เราจะพูดถึงมันก็คือคล้ายกับคนแคะที่มีตัวเล็กมากๆ

มีส่วนสูงราวๆประมาณ50ถึง80เซนเท่านั้น ภูตเหล่านี้จะอาศัยอยู่บที่บริเวณต้นไม้หรือรากต้นไม้แล้วจะออกมาหากินหรืออกมาหาอาหารในช่วงเวลากลางคือที่ไม่ได้มีมนุษย์เข้ามาพบเจอพวกเขานั่นเอง ซึ่งการถ่ายภาพติดภูตในครั้งนี้มันได้เป็นเรื่องใหญ่มากเพราะว่าพ่อของพวกเขาก็ได้นำเอารูปภาพของภูตโนมตัวนี้ไปส่งให้กับ Sir Arthur Conan Doyle ที่ได้เป็นผุ้ที่แต่งเรื่องเชื่อโคมขึ้นมา

เพราะว่าพ่อของพวกเธอนั้นจะต้องการให้ Sir Arthur Conan Doyleได้พิสูจน์รูปภาพเหล่านี้ว่ามันเป็นรูปภาพจริงหรือเปล่าหรือมันได้เป็นภาพที่ได้เกิดขึ้นมาจากการแต่งภาพการซ้อนภาพและการแต่งภาพออกมาปรากฎว่าผลที่ออกมาจากการวิจัยของ Sir Arthur Conan Doyleนั่นก็คือรูปๆนี้มันได้เป็นรูปจริงไม่ได้มีการซ้อนภาพหรือการตัดแต่งรูปภาพแต่อย่างใด

 

สนับสนุนโดย  letou

ปลาดาวเหล็กที่โรคไอแลนด์

ในเดือนสิงหาคมปี2017 ก็ได้มรการค้นพบวัตถุโลหะที่มีลักษณะที่ดูคล้ายกับปลาดาว โดยมันได้ถูกค้นพบในช่วงน้ำลง ซึ่งมันก็ได้อยู่ห่างออกไปจากชายฝั่งของรัฐโรคไอแลนด์ออกไปประมาณ3เมตร ซึ่งในตอนแรกนั้นทางด้าน ประธานสมาคมอีท์บีช ปีเตอร์ บร็อคแมนน์

อาจจะกลัวว่ามันอาจจะเป็นวัตถุระเบิด โดยเขาก็ได้บอกกับทางด้านสื่อข่าวเดอะเวสเทอร์รี่ซันว่า “เราต้องการที่จะต้องรู้ให้แน่ชัดได้ว่ามันคืออะไรกันแน่ก่อนที่พวกเราจะนำเอามันขึ้นมาจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังได้มั่นใจว่าสิ่งนั้นมันไม่ใช่วัตถุที่เป็นระเบิดจากนั้นมามันก็ได้

มีข้อสันนิษฐานในความเชื่อเกิดขึ้นมามากมายที่จะต้องการค้นหาคำตอบว่ามันคืออะไรกันแน่ โดยมันก็จะมีแต่ตั้งการคาดเดากันว่ามันคือซากวัตถุอุปกรณ์ของทางนักวิทยาศาสตร์ไปจนถึงโครงสร้างของมนุษย์ต่างดาว

ซึ่งทางด้าน บร็อคแมนน์ ก็ได้พยายามที่จะติดต่อไปยังกองทัพเรือของสหรัฐและฟาร์มกังหันลมที่อยู่ใกล้เคียงและรวมไปถึงท่าเรือท้องถิ่นเพื่อสอบถามแต่ทุกฝ่ายที่ได้บอกปฏิเสธว่ามันไม่ใช่ของพวกเขาจากนั้นทางด้านศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยโรคไอแลนด์ก็ได้เสนอความคิดว่ามันก็อาจจะเป็นซากเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ชนิดหนึ่ง

ที่มันอาจจะถูกใช้เอาไว้เป็นการวัดความเร็วที่มันได้อยู่ใต้กระแสน้ำที่มันได้อยู่ใต้ท้องทะเลหลังจากผ่านไปหนึ่งเดือนผู้คนจำนวนเกือบร้อยคนก็ได้รวมตัวกันเพื่อที่จะเข้ามาดูการกู้วัตถุปริศนานี้นำเอาขึ้นมาจากท้องทะเลจากนั้นในที่สุดการกู้ก็สำเร็จโดยใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงแต่ในขณะที่กำลังจะนำเอาวัตถุปริศนานี้ขึ้นมามันเกิดหลักและแยกตัวออกจากกัน

แต่ถึงจะนำเอามันขึ้นมาได้และพยายามประกอบมันกลับเข้าด้วยกันก็ยังไม่สามารถที่จะรู้ถึงที่มา หรือวัตถุประสงค์ที่สิ่งนี้มันได้ถูกสร้างขึ้นมาและเมื่อไม่นานก็ได้มีรายว่าวัตถุปริศนานี้มันก็ได้ถูกนำเอาไปในสถานที่ที่ไม่มีการเปิดเผยจากนั้นก็ไม่มีใครได้รับรู้อีกเลยว่าวัตถุปริศนานี้มันคืออะไรกันแน่ที่พวกเขาได้นำเอามันขึ้นมาจากใต้ท้องทะเลและมันก็ยังไม่มีข้อสรุปออกมาเลย

ว่ามันเป็นปริศนาอะไรกันแน่ซึ่งผู้คนต่างก็อยากรู้คำตอบและทราบที่มาของสิ่งวัตถุที่แปลกประหลาดนี้ว่ามันมีที่มาที่ไปเป็นอย่างไรและมันมาอยู่ใต้ท้องทะเลตั้งแต่เมื่อไรนานแล้วหรือยังจากที่ได้มีการค้นพบจนกถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีคำตอบใดๆที่จะออกมาประกาศให้ได้รับรู้กันอีกเลยและก็ไม่มีหลักฐานที่จะยืนยันได้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บพนัน สล็อต

ช่วง2499อันพาลครองเมืองกันจริงหรือเปล่า?

พูดถึง2499อันพาลครองเมืองเราก็คงจะต้องนึกถึง แดงไบเล่ย์ ดำเอสโซ่ บุ๊ระเบิดขวด รวมไปถึง เปี๊ยก วิสุทธิ์กษัตริย์ คนที่ได้คอยเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เราได้ฟังคนนี้จริงๆแล้วเป็นเจ้าของนามปากา สุริยัน ศักดิ์ไธสง ผู้ออกหนังสือสิ้นทางมาเฟียเป็นหนังสือที่ได้เล่าเรื่องราวในวัยเด็กที่เขาได้อยู่กับพวกเพื่อนในวัยเด็กเหล่านั้น

เรื่อง2499อันพาลครองเมืองได้เป็นภาพยนตร์ที่ชวนให้เราได้ตามไปดูความทรงจำของ  เปี๊ยก วิสุทธิ์กษัตริย์ ที่ได้เล่าถึงวีรกรรมของกลุ่มวัยรุ่นสุดเก๋าในยุค2499 ได้แก่ แดงไบเล่ย์  แหลมสิงห์  บุ๊ระเบิดขวด ดำเอสโซ่  เพื่อนๆในวัยเยาว์ของเขาที่ได้ผ่านเหตุการณ์สำคัญมามากมาย

นับตั้งแต่เริ่มเป็นเพื่อนในกลุ่มเดียวกันนั่งจิบชาจิบกาแฟคุยกันในความไม่ลงรอยกันของเพื่อนของ  เปี๊ยก วิสุทธิ์กษัตริย์ และเพื่อนของ  บุ๊ระเบิดขวด จนนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่าง  บุ๊ระเบิดขวด กับ แดงไบเล่ย์ และยังได้รวมไปถึงปัญหาของ วัลภา แฟนของแดงที่ตอกย้ำรอยร้าวฉานระหว่างแดงกับบุ๊จนกลายเป็นที่มาของการแก้แค้นกันมายาวนานที่นับตั้งแต่ ศึกสิบสามห้างบางลำพูไล่ไปจนกระทั่งทุกคน

ต้องหนีจากการกวาดร้างออกจากพระนครไปอยู่ที่ชลบุรีการวนกลับมาทำธุรกิจเถื่อนร่วมกันที่นั่นมันก็ไม่ได้ช่วยให้ความสัมผัสของทั้งคู่ดีขึ้นเลย จนนำมาสู่การแก้แค้นอย่างนองเลือดที่งานบวชของแดงไบเล่ย์ในที่สุดหลังจากที่หนังได้ออกมาก็ยังมีอีกหนึ่งคนที่ชื่อว่าปุ๊กรุงเกษมที่ได้เป็นสามีของคุณแหวน ฐิติมา เขาก็ออกมาบอกว่าเรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องแต่ง

แต่เรื่องจริงๆแล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลยเขาต่างหากที่เป็นคนที่ตีกับแดงไบเล่ย์ไม่ใช่ปุ๊ระเบิดขวด ซึ่งปุ๊ระเบิดขวดนั้นจริงๆแล้วก็ไม่ได้ใช่ระเบิดขวดด้วยและแดงไบเล่ย์เขาก็ไม่ใช่คนนิสัยแบบนั้นแถมเปี็ยก วิสุทธิ์กษัตริย์ ที่ได้เป็นคนเล่าเรื่องก็ไม่มีใครรู้จักเลย

ในยุคสมัยนั้นเรียกได้ว่าแทบจะบอกว่าหลังสือทั้งเล่มหรือว่าหนังทั้งเรื่องมันได้เป็นอาชญนิยาย หรือว่าเรื่องที่แต่งขึ้นมาเลยที่สำคัญหลังจากนั้นคุณวัลภาซึ่งเป็นอดีตแฟนของแดงไบเล่ย์ก็ออกมารายการอีกแล้วก็เล่าต่างกันไปแบบคนละทิศคนละทางไปหมดเรื่องจริงในยุคนั้น

เป็นยังไงเราก็ไม่รู้หรอกเพราะว่าคนในยุคนั้นก็ค่อยๆล้มหายตายจากกันไปหมดแล้วแถมคนอื่นที่ออกมาเล่าก็”ราโชมอน”สุดๆคนนั้นเติมแบบนี้คนนั้นเติมแบบนั้นแต่สิ่งนึงที่เรารู้กันแน่ๆก็คือ ในยุค2499-2500 อันธพาลเดินกันเต็มเมืองจริงๆ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนัน แจกเครดิตฟรี ไม่ต้องฝาก

Doppelgangerหรือร่างแยกของตัวเอง

ถ้าหากว่าใครได้เห็นDoppelgangerหรือร่างแยกของตัวเองแล้วคนๆนั้นจะถึงฆาตในไม่ช้า

เวลาที่เราได้พูดถึงความเชื่อหรือรางบอกเหตุหรือรางร้ายหรือลางสังหรณ์มันมีความเชื่อในเรื่องนี้อยู่ทั่วโลก ซึ่งในแต่ละที่นั้นมันก็จะมีความเชื่อที่มีความแตกต่างกันออกไป โดยในประเทศเราจะมีความเชื่อว่า ถ้าหากว่าเรานอนฝันเห็นคนๆนึงมาหาหรือเห็นคนๆนั้นเกิดอุบัติเหตุ

อยู่ในความฝันของเราหรือในบางทีมีข้าวของชิ้นสำคัญของของบุคคลคนนั้นหรือรูปภาพคนๆนั้นหล่นแตกเราก็จะมีความรู้สึกแล้วก็มีความเชื่อว่าคนๆนั้นกำลังจะมีลางร้ายหรือมีเหตุร้ายเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งในต่างประเทศเขาก็มีอยู่เช่นกัน โดยต่างประเทศก็ได้เรียกสิ่งๆนี้

ว่าDoppelgangerซึ่งในคำว่าDoppelgangerมันมาจากภาษาอังกฤษอยู่สองคำคือคำว่าDoppelกับgangerแล้วถ้าหากนำเอาสองคำนี้มารวมกันก็คือDoppelganger,แฝดปีศาจนั้นเองโดยคำว่าDoppelgangerที่เราได้พูดถึงตรงนี้มันได้เป็นคำที่ได้เอาไว้ใช้เรียกบุคคลคนหนึ่ง

ที่ปรากฎตัวตนออกมาเพิ่มอีกหนึ่งตัวตนโดยที่ยังมีตัวตนบุคคลคนนั้นอยู่บนโลกแต่ตัวตนที่ได้มีเพิ่มขึ้นมาตรงนี้มันไม่ใช่ตัวตนที่เกิดขึ้นมาจากการที่แสงแดดลงกระทบลงมาที่ร่างกายและเกิดเป็นเงาขึ้นมาแต่มันได้เป็นบุคคลคนนั้นจริงๆ

ซึ่งตัวตนที่ได้เกิดขึ้นมาตรงนั้นมันได้มีข้อที่แตกต่างกับร่างจริงอยู่หนึ่งอย่างนั่นก็คือDoppelgangerหรือร่างที่มันได้เกิดขึ้นมาตรงนั้นจะไม่พูดและไม่สือสารอะไรกับใครเลยและ ถ้าหากตัวตนที่ได้มีเพิ่มขึ้นมาตรงนั้นไปอยู่ตรงหน้ากระจกหรือส่งที่มันสามารถที่จะสะท้อนภาภพได้ภาพที่ออกมามันจะไม่มีเงาหรือตัวตนคนนั้นอยู่ในกระจกนั้นเอง

ซึ่งเหตุการณ์ที่ได้พบเจอDoppelgangerหรือตัวตนอีกตัวตนขึ้นมาตรงนี้ในอดีตที่ผ่านมาก็ได้มีการค้นพบเจอและได้มีการบันทึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในปี1905 ได้มีการนับประชุมกันระหว่างสมาชิกวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักร

โดยการประชุมในครั้งนั้นก็ได้มีสมาชิกคนหนึ่งที่มีชื่อว่าGilbert Parkerได้เข้าร่วมการอภิปรายในครั้งนั้นและเป็นคนที่จดเช็คชื่อว่าใครจะมาเข้าประชุมใครลา ซึ่งในการประชุมในครั้งนั้นได้สมาชิกวุฒิสภาคนหนึ่งที่มีชื่อว่าSir Frederick Carne Rasch

เขาได้มีอาการป่วยแล้วเขาได้ส่งหนังสือแจ้งขอลามากับทางGilbert ParkerและGilbert Parkerเองเขาก็ได้รับทราบเรื่องและคิดว่าเขาคงไม่สามารถที่จะเข้ามาทำงานได้

 

สนับสนุนโดย  bk8