ประวัติศาสตร์สัญลักษณ์และรูปทับหลังที่หายไป

อาคารสถาปัตยกรรมในยุคนี้มีรูปแบบศิลปะแบบนครวัดตอนต้นราวกลางพุทธศตวรรษที่17แผนผังอาคารเน่นแนวเส้นตรงมุงสู่ปราสาทประทานประกอบด้วยบนไดต้นทางชลารูปกากบาททางดำเนิดสู่ปราสาทสุดปลายทางเดินคือสพานนาคช่วงที่1เชื่อมต่อกับบนไดขึ้นปราสาทซึ่งทำชานพักอยู่เป็นระยะ5ชั้นสุดบนไดเป็นชลากว้างสู่สพานนาคราชในช่วงที่2ผ่านเข้าสู่ซุ้มประตูระเบียงด้านนอกด้านทิศตะวันออก

ต่อจากนั้นจึงผ่านเข้าสู่ระเบียงคดล้อมเป็นกำแพงชั้นในภายในระเบียงมีปราสาทประทานเป็นที่ประดิษฐานรูปเคราพหลักของศาสตร์สถานสันนิษฐานว่าได้แก่ศิวลึงค์ประดิษฐานอยู่บนฐานยูณีอันเป็นสัญลักษณ์พลังอำนาจของพระศิวะปัจจุบันยังมีร่องรับน้ำสงฆ์ต่อลงมาสู่ปรากฏให้เห็นอยู่ปราสาทประทานมีส่วนประกอบลวดลายประดับละเอียดงดงามทุกส่วน

โดยเฉพาะภาพปติมากรรมเล่าเรื่องคําภีร์ทางศาสนาที่หน้าบันและทับหลังเช่นภาพรูปพระศิวะนาคราชเป็นภาพพระศิวะทรงฟ้อนรำอยู่บนแท่นภาพปู่มามเหศวรเป็นภาพพระศิวะและพระนางอุมาประทับนั่งบนหลังโคนนทิภาพเล่าเรื่องอวตารของพระนารายณ์และพระวิษณุเช่นเรื่องรามาวตารตอนพระรามเดิงดงตอนพระรามและพระลักษมณ์รก วิราชตอนเท้าลาดรกนางสีดาภาพตอนสุครีพรบนารีภาพตอนพระรามยกทัพเป็นต้น

ภาพปติมากรรมชิ้นเอกที่สวยงามและยังเป็นที่รูปจักกันดีคือทับหลังรูปพระวิษณุบรรทมอยู่เหนือนาคราชท่ามกลาง เกษียน สมุดหรือที่เรียกกันว่าทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ทับหลังชิ้นนี้สลักเป็นรูปพระวิษณุบรรทมอยู่เหนือนาคราชที่แผ่เศรียทั้ง5เพื่อปกป้องพระวิษณุทอดตัวอยู่เนื้อมังกรที่พระนาพีมีก้านบัวพุดขึ้นก้ารบนโดยมีรูปพระพรหมประทับอยู่เหนื่อดอกบัวมีรูปสัตว์ต่างๆเช่นนกแก้วลิงเป็นองค์ประกอบอยู่ในภาพที่งามแปลกตาอยู่ไม่น้อยทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ชิ้นนี้

ครั้งหนึ่งได้สูญหายไปจากปราสาทเขาพนมรุ้งจนถึงพุทธศักราช2508

กรมศิลปากรได้ตรวจค้นร้านโบราณวัตถุก้ได้พบชิ้นส่วนของทับหลังคือมาได้แต่ในอีกส่วนหนึ่งยังหาไม่พบต่อมาในพุทธศักราช2515ศาสตราจารย์หมเจ้าสุประดิษฐ์ ดิษฐ์สกุลอดีตคณบดีนักโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากรทรงแจ้งต่ออธิบดีกรมศิลปากรว่าทับหลังดังกล่าวได้ไปจัดแสดงที่สถาบันศิลปะแห่งเมืองชิคาโกประเทศสหรัฐอเมริกาทรงได้แนะนำให้กรมศิลปากรดำเนินการติดต่อเพื่อที่จะขอรับคืนกรมศิลปากรได้ติดต่อทวงคืนเบียงงต้นผ่านกระทรวงการต่างประเทศ

แต่ก็ไม่ประสบความสําเร็จแต่ก็ยังไม่ได้ระความพยายามยังคงติดตามดำเนินการทวงคืนอยู่เรื่อยมาจนกระทั้งถึงพุทธศักราช2530ศาสตราจารย์หมเจ้าสุประดิษฐ์ ดิษฐ์สกุลทรงแนะนำให้รื้อฟื้นการทวงทับหลังอีกครั้งครั้งนี้คณะกรรมการบริหารสถาบันศิลปะในชิคาโกได้พิจารณาคำร้องข้อของรัฐบาลไทยในที่สุดก็ยินดีส่งทับหลังคืนโดยขอแลกกับศิลปกรรมชิ้นใดชิ้นหนึ่ง

ไหว้ขอพร ขอลูกที่ศาลเจ้าพ่อเสือ

ในกรุงเทพมหานคร มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนต่างให้ความเคารพ มากมายหลายที่และหนึ่งในนั้นคือ ศาลเจ้าพ่อเสือที่ไม่ว่าจะเป็นคนจีน  หรือคนไทยเชื้อสายจีน หรือแม้แต่คนไทยแท้ ต่างก็พากันมากราบไหว้ขอพร ที่ศาลเจ้าพ่อเสือแห่งนี้ไม่ขาดสาย

นอกจากจะขอให้ประสบกับความสำเร็จ ความร่ำรวยแล้ว ยังมุ่งเน้นมาขอให้มีลูกกันด้วย โดยที่ศาลเจ้าพ่อเสือแห่งนี้มีชื่อเสียงมากเกี่ยวกับการมาขอให้มีลูก ซึ่งใครที่เดินทางมาขอลูกที่นี่มักจะสมหวังทุกรายไป

ศาลเจ้าพ่อเสือเป็นศาลเจ้าจีน ที่มีอายุเก่าแก่มายาวนาน 

และมีชื่อเสียงโด่งดังมาก ผู้คนจะเดินทางมาไหว้ขอพรกันทุกวันทำให้ที่นี่จะแน่นขนัดไปด้วยผู้คน ศาลแห่งนี้จะอยู่ติดริมถนน ด้านข้างจะมีที่สำหรับให้จอดรถ และเมื่อเดินมาทางด้านหน้าทางเข้าจะมีร้านขายของไหว้มากมายหลายร้าน ซึ่งทางร้านจะแนะนำว่าหากต้องการไหว้ขอพร

ควรไหว้อะไรบ้างหรือ หากต้องการไหว้ขอลูกต้องไหว้อะไรบ้าง และหากเราซื้อสินค้าของที่ร้านเขา เขาจะมีบริการส่งพนักงานเข้ามาแนะนำวิธีการไหว้ให้ตั้งแต่ต้นจบพิธีเลยทีเดียว แต่เดิมที่ศาลเจ้าแห่งนี้จะสามารถจุดธูปด้านในได้

แต่เนื่องจากมีคนมาไหว้เยอะทำให้ภายในมีควันลอยคุ้งเต็มศาลเจ้า ต่อมาทางเจ้าหน้าที่จึงได้ขอให้มีการยกเลิกการจุดธูปให้ทำเพียงนำธูปมาเสียบไว้ที่กระถางแทนเท่านั้นซึ่งเป็นการตอบรับ นโยบายลดมลพิษทางอากาศที่กำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ด้วย  เมื่อเราเดินเข้าไปภายในบริเวณศาลด้านหน้าจะมีประตูทางเข้าไปด้านใน

ซึ่งตรงจุดนี้เราจะต้องไหว้เป็นอันดับแรก และที่ตรงนี้เรายังสามารถเติมน้ำมันตะเกียงได้ด้วยและเมือเข้าทางด้านใน เราจะเห็นเทพเจ้าจีน ที่มีมากมายหลายองค์ ไม่ว่าจะเป็น เหี่ยงเทียงเสี่ยงตี่  ซึ่งองค์เทพองค์นี้คือองค์ประธานของศาลเจ้าแห่งนี้ และต่อมาจะเห็น เจ้าพ่อเสือ   เจ้าพ่อเห้งเจีย องค์ไฉ่ซิงเอี้ย เจ้าพ่อกวนอู และยังมีเจ้าแม่ทับทิมอีกด้วย

ว่ากันว่าศาลเจ้าพ่อเสือแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่สาม ซึ่งเดิมที่ศาลเจ้าพ่อเสือมีการสร้างอยู่ตรงริมถนนบำรุงเมืองแต่มามีการขยายถนนเพิ่ม ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ห้า

ทำให้พระองค์ทรงให้ย้ายศาลเจ้าพ่อเสือมาที่ถนนตะนาว และได้พระราชทานที่ดินตรงทางสามแพร่ง จะใกล้กับวัดมหรรณราม เพื่อนำมาศาลเจ้าพ่อเสือ และคงอยู่ที่นี่มาจนถึงปัจจุบัน

เที่ยวเมืองโบราณจังหวัดสมุทรปราการ

    อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจและถ้ามีโอกาสผ่านมาที่จังหวัดสมุทรปราการแล้วละก็ควรแวะมาเยี่ยมชมที่นี่ นั่นก็คือ เมืองโบราณ สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นการรวมเอาความงามของสถาปัตยกรรมไทย ตั้งแต่ยุคสมัยโบราณ มาไว้ที่นี่และเป็นการนำสถาปัตยกรรมของทุกภาค มารวมกันที่นี่ที่เดียวค่ะ

     สำหรับเมืองโบราณนี้ เมื่อเราเข้าไปข้างในแล้วจะว่าที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะจะมากันเป็นครอบครัวนี่นี่มีความร่มรื่นและเงียบสงบ

อากาศเย็นสบายไม่ร้อนช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย หากใครที่เป็นคนที่ชอบเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมในสมัยโบราณ การแกะสลักลวดลายไทยไทย ขอบอกเลยว่าที่นี่คือสวรรค์ดีดีนี่เอง บริเวณโดยรอบจะมีบึงขนาดใหญ่ และจะมีการก่อสร้างอาการที่เป็นแบบทรงไทยระบายสีทองอร่ามตา เอาไว้ที่กลางน้ำ โดยจะมีการสร้างสะพานสีทองให้เดินข้ามไปเพื่อชมความงดงามของปราสาทกลางน้ำ

สำหรับที่นี่จะเป็นการจำลองสถานที่สำคัญของแต่ละจังหวัดและแต่ละภาค ที่มีชื่อเสียง ซึ่งการจำลองนี้มีการลดขนาดลงมาเพียงนิดหน่อยเท่านั้น บางสถานที่ก็มีการสร้างเท่ากับขนาดของจริงเลยก็มี และจากการศึกษาข้อมูลพบว่าสถาปัตยกรรมบางอย่างก็ได้มีการรื้อถอนของจริงมาแล้วนำมาสร้างใหม่ที่นี่ 

โดยจะมีทีมงานที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำการปลูกสร้างให้เหมือนของเดิม บอกได้เลยว่าใครที่เข้ามาเที่ยวที่นี่แล้วต่างก็จะต้องร้อง อู้ฮูเลยที่เดียว เพราะมีสถานที่สำคัญและสถาปัตยกรรมที่มีความสวยงาม นำมาจำลองไว้ที่เมืองโบราณแห่งนี้มากกว่า หนึ่งร้อยรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น พระที่นั่งสรรเพชญปราสาทจำลอง,  เรือสำเภาไทย , สวนรามเกียรติ์  , วิหารวัดภูมินทร์ ,  ศาลาพระอรหันต์ , ปราสาทหินพนมรุ้งเขาพระสุเมรุ, พระมหาธาตุเจดีย์ เรือนทับขวัญพระธาติจอมกิตติคุ้มขุนแผน, , ศาลาโถงวัดนิมิตร  ,  วัดจองคำวิหารสุโขทัย  และ ปราสาทหินพิมายเป็นต้น

และยังมีที่ยังไม่ได้กล่าวถึงอีกมากมาย เรียกได้ว่า แค่เรามาเที่ยวที่เมืองโบราณแห่งนี้ที่เดียว ก็เหมือนกับว่าเราได้เที่ยวเกือบทั้งประเทศไทยเลย สำหรับที่เที่ยวแห่งนี้เนื่องจากมีพื้นที่ขนาดใหญ่มากดังนั้นทางเจ้าหน้าที่จึงอนุญาติให้สามารถนำรถขับเข้ามาเพื่อชมความงามได้

แต่หากที่ใครไม่สะดวก ทางเจ้าหน้าที่ก็มีบริการรถรางของเมืองโบราณเอาบริการนักท่องเที่ยว แต่หากไม่อยากเที่ยวกับคนกลุ่มอื่น ต้องการความเป็นส่วนตัวก็สามารถใช้รถกอร์ฟก็ได้  และสำหรับที่เมืองโบราณแห่งนี้สามารถเข้าชมความงดงามได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดใดเลย ยกเว้นกรณีที่ต้องการเช่ารถกอร์ฟ เที่ยวเท่าจนั้นเอง

ข้อมูลส่วนหนึ่งของโบราณสถานแห่งนี้ปราสาทประทาน

ปราสาทประทานองค์กลางปัจจุบันจะเหลือเฉพาะส่วนฐานมีแผนผังเป็นรูปสี่เลี่ยมจัตุรัสย่อมุมและมีมุกออกมาทางด้านหน้าโดยระหว่างการขุดแต่งโดยกรมศิลปากรพบชิ้นส่วนลายปูนปั่นติดอยู่ที่ฐานบองส่วนของอาคารสันนิษฐานว่าเดิมปราสาททุกหลังคงตกแต่งด้วยลายปูนปั้นประดับอย่างสวยงาม

นอกจากนี้ยังได้ขุดค้นพบศิวลึงค์ซึ่งได้สันนิษฐานว่าเดิมคงประดิษฐานอยู่ในปราสาทประทานทำให้เชื่อว่าปราสาทเมืองต่ำคงสร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวสถานอุทิศถวายพระศิวะสอดคล้องกับหลักฐานทับหลังภาพพระศิวะคู่อยู่กับพรอุมาเชื่อว่าทับหลังชิ้นนี้เดิมหน้าจะประดิษฐานอยู่ซุ้มประตูด้านหน้าของปราสาทประทานปราสาทบริวาลแถวหน้าสององค์ตั้งอยู่สองข้างของปราสาทประทานเนื้อชั้นทานทั่วไปเป็นเนินธาตุมีแผงผังเป็นรูปสี่เลี่ยมจัตุรัสและมีประตูเข้าสู่ห้องภายในทางด้านหน้าส่วนด้านอื่นสลักเป็นรูปบานประตูจำลองมีโอกลาวอยู่ตรงกกลางเลียนแบบบานประตูไม้เหนือเรือนธาตุขึ้นไป

เป็นชั้นหลังคาช้อนลดชั้นขึ้นไป5ชั้นชั้นบนสุดประกอบด้วยบัวยอดปราสาทแต่ในปัจจุบันได้พังทลายลงเหลืออยู่แค่พียงสองชั้นปราสาทบริวาลทางด้านทิศใต้มีทับหลังจำรัสรูปบุคคลประทับนั่งในทามหาราชรีลาอยู่เหนือนาคการแถวบนสลักเป็นรูปโยคีปราสาทบริวาลทางทิศเหนือมีทับหลังแสดงภาพอุมามมเหศวรหรือพระศิวะประคองพระอุมาปราสาทบริเวณแถวหลังสององค์มีปราสาทที่เล็กกว่าแถวหน้ามีแผนผังรูปสี่เลี่ยมจัตุรัส

ตัวอาคารก่อสร้างด้วยอฐิและมีลักษณะโดยรวมเหมือนกับปราสาททางด้านหน้ากลุ่มปราสาทส่วนนี้มีทับหลังกรอบประตูประดับที่งดงามคือทับหลังของปราสาทองค์ทิศใต้มีลวดลายจำหลักมีรูปพระวรุณ ทรงหงส์อยู่เหนือนาคการและทับหลังปราสาทองค์ทิศเหนือจำหลักรูปพระกิตสนะยกเขาโควันทณะแวดล้อมด้วยเหล่าคนเลี้ยงโคลายนาคการที่อยู่เบี้ยงล่างมีท่อนพวงมาลัยออกมาจากปากและมีพวงอุบะห้อยที่กึ่งกลางทั้งสองข้าง

จัดเป็นศิลปะเขรมสมัยคลังประมาณพุทธศักราช1,510ถึง1,560ด้านหน้าปราสาทอฐิทั้ง5หลังมีอาคารณุปสี่เหลี่ยมพื้นผ้าขนาดเล็กอยู่สองหลังซึ่งได้พบภายหลังจากการขุดแต่งพื้นภายในลานประสาทชั้นในอาคารสองหลังนี้สร้างหันหน้าเข้ากลุ่มปราสาทอฐิเพื่อใช้เป็นที่เก็บรักษาคําภีร์ทางศาสนาและประกอบพิธีกรรมถึงแม้ว่าการดำเนินงานทางโบราณคดี

ในช่วงของปลายปีที่ผ่านมามันจะทำให้ได้ทราบข้อมูลส่วนหนึ่งของโบราณสถานแห่งนี้แต่ประวัติความเป็นมามันก็ยังคงเป็นเรื่องที่ลึกลับเพราะไม่พบหลักฐานที่แน่นอนว่ามีการสร้างปราสาทขึ้นเมื่อใดหรือใครที่เป็นผู้สร้างแต่การศึกษาทางรูปแบบสถานปติยกรรมและลวดลายทางศิลปะสามารถกำเนิดอายุได้ในช่วงศตวรรษที่16

ประเพณีชนกวาง1เดียวล้านนา

เกมกีฬาพื้นที่แห่งศักดิ์ศรีความเป็นลูกผู้ชายแห่งเมืองล้านนา

จากความสงบก้าวเข้ามาสู่ความตื่นเต้นแห่งเมืองล้านนาแห่งนี้และพวกหนุ่มๆที่เมืองล้านนากได้มีการแข่งขันความเป็น1เดียวในประเทศไทยเขาก้ได้บอกอีกว่าจะเป็นไปไม่ได้นอกจากการละเล่นชนกวาง สำหรับการชนกวางเป็นการนำเอากวางตัวผู้ที่มีเขาโง้งยาวและมีรูปลักษณะที่สวยงามลำตัวเป็นมันมีสีน้ำตาลแดงและมีสีจนเข้นขนาด1 ถึง 2นิ้วได้นำเอามาแข่งกันประกวดความงาม

และนำเอามาชนแข่งกัน ซึ่งการละเล่นนี้เป็นการเล่นพื้นบ้านแห่งชาวล้านนาและนอกจากนี้ตัวผู้นั้นนอกจากจะมีความแข็งแกร่งแล้วจะต้องมีความสง่างามดังนั้นมันจึงได้กลายมาเป็นตัวแทนของผู้ชายจะมีรูปร่างลักษณะที่สง่างามมีเขาที่แข็งแรงสวยงามและสำหรับ ประเพณีนี้นั้นจะมีแค่หนึ่งปีเท่านั้นสำหรับ1ปีจะมีงานประเพณีการแข่งขันชนกวางเพียง1ครั้งเท่านั้น

และประเพณีนี้ก็จะอยู่ที่จังหวัดพะเยาซึ่งได้เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีผู้คนและชาวทั่วนั้นเขาได้นิยมกันเป็นอย่างมากสำหรับประเพณีชนกวาง เมื่อถึงกลางพรรษา หรือว่าระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคมในช่วงประมาณนี้แหล่ะในของทุกๆปีเลยกลุ่มผู้ชายและทุกๆวัยเลยตั้งแต่เด็กผู้ใหญ่คนชราจะนำเอากวางของตัวเองที่มีอยู่นั้นจะนำเอามาชนกันหลักจากที่เลี้ยงมานานและพวกเขาจะเอามาโชว์ก่อนจากนั้นก็จะค่อยเอามาชนกันจากนั้น

จึงได้ทีการจัดตั้งชมรมอนุรักษ์กวางไทยขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมและได้มีการสนับสนุนมาตลอดจนได้เกิดมีความอนุรักษ์กวางให้มันยังคงมีอยู่ต่อไปเพื่อไม่ให้มันสูญพันธุ์จากนั้นได้มีชายคนหนึ่งเขาเป็นช่างอยู่ชื่อว่าช่างอ๊อฟตำบล แม่ต๋ำอำเภอเมืองพะเยาเขามีอาชีพเป็นช่างซ้อมรถจักรยานยนต์ในเวลาที่เขานั้นว่างเขาได้นำเอากวางมาเพาะขายและพอที่ไกล้จะถึงในช่วงขงฤดูการแข็งขันการชนกวางก็จะเอามาขายตั้งแต่ตัวละ100ถึง500บาท

นอกจากจะมีที่พะเยาแล้วที่จังหวัดเชียงใหม่ก็มีที่ตลาดดอกไม้บนถนนเชียงใหม่ก็ได้มีพ่อค้าแม่ค้าได้นำเอากวางที่ได้มีการเพาะมีนั้นได้นำเอามาวางขายโดยแต่ละเจ้านั้นก็จะนำแท่งอ้อยที่มีกวางเกาะกินอยู่เอามาแขวนเอาไว้เพื่อให้คนที่ชื่นชอบมาเลือกซื้อกัน

เพื่อให้ผู้ที่ชื่นชอบได้เลือกเลือกชมกันได้สำหรับราคาของเจ้ากวางนั้นจะมีราคาตั้งแต่100ไปจนถึง2,000บาทและตัวที่มีราคาแพงนั้นจะต้องมีลักษณะลำตัวและเขาของตัวและชาวบ้านแถวนั้นก็ยังบอกอีกว่าเพื่อเป็นการอนุรักษ์สัตว์เหล่านี้เอาไว้เพื่อไม่ให้มันสูญพันธุ์

ประวัติศาสตร์ของผาแต้ม

ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข24ได้เป็นถนนหลวงสายหลักเส้นหนึ่งที่นำทางจากผู้คนตอนล่างและตอนกลางของประเทศไปยังจังหวัดอุบลราชธานี

ซึ่งได้เป็นจังหวัดที่ใหญ่จังหวัดหนึ่งของทางภาคอีสานที่ได้มีเขตดินแดนติดต่อกับ สปป. ลาว  จังหวัดอุบลราชธานีเป็นดินแดนอยู่ติดริมน้ำโขงและแม่น้ำมูลอันเป็นที่อุดมสมบูรณ์นานหลายพันปีมาแล้วพื้นดินที่นี้ได้ถูกจับจองจากผู้คนต่างยุคหลายสมัยเพื่อที่จะได้ตั้งเป็นชุมชนถิ่นอาศัย

ซึ่งในปัจจุบันได้มีการค้บพบของในยุคโบราณก่อนประวัติศาสตร์อยู่หลายแห่ง ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานีไปทางเหนือประมาณ5กิโลเมตรที่นี้คือ วัดบ้านก้านเหลือง ซึ่งภายในได้มีการแสดงหลุมขุดค้นซึ่งเป็นส่วสนหนึ่งของแหล่งโบราณคดีที่ชื่อเดียวกันกับวัดแหล่งโบราณคดีบ้สนก้านเหลืองมีพื้นที่ค่อนข้างกว้างใหญ่แต่ที่หน้าเสียดายที่หลักฐานจำนวนมากถูกทำลายจำการพัฒนาพื้นที่โดยเฉพาะเครื่องปั่นดินเผาประเภคต่างๆ

หลุมที่ได้ขุดค้นนี้ได้ขุดพบเครื่องดินเผาที่มีขนาดใหญ่ไม่น้อยกว่า15ใบทั้งหมดนนี้มันยังถูกตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิมที่ได้พบเป็นครั้งแรนักโบราณคดีได้เชื่อว่าบริเวณที่แห่งนี้แต่เดิมมันหน้าจะเป็นหลุมฝั่งศพเพราะจากไขดินเผาที่ได้ขุดเจอถึงแม้ว่าจะไม่พบโครงกระดูกมนุษย์นั้นหลงเหลืออยู่แต่ก็มีหลังฐานทางวิทยาศาสตร์บางอย่างบ่งบอกว่าไหเหล่านี้

เคยมีโครงกระดูกมนุษย์บรรจุอยู่แต่มันอาจจะพุพังสหลายไปแล้วจากการศึกษาทางโบราณคดีได้ระบุเอาไว้ว่าเหล่าโบราณคดีบ้านก้านเหลืองมีประวัติการใช้พื้นที่ทับซ้อนกันราว2สมัยครั้งแรกได้อยู่ก่อนสมัยในประวัติศษสตร์ตอนปลายหรือในสมัยเหล็กอายุประมาณ2,800ถึง2,500ปีมาแล้วโดยได้มรหลักฐานบ่งชี้คือเศษสำริด เศษเหล็ก ลูกปัดแก้ว หินดุด และเศษภาชนะดินเผา

ส่วนในยุคที่2 อยูในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายต่อเนื่องกับสมัยประวัติศาสตร์ตอนต้นหลักฐานสำคัญได้แก่ ภยกาดินเผาเคลือบน้ำดินสีแดง แวดินเผา แท่งดินเผา ลูกปัดดินเผา กระพรวน สำริด และ ขวานเหล็ก ห่างจากวัดบ้านก้านเหลือไปอีกประมาณราวๆ90กิโลเมตรเศษที่นี้คือ ผาแต้ม ซึ่งได้เป็นแหล่งอารยธรรมอีกแห่งที่ยืนยันว่าได้เคยมีมนุษย์อาศัยอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อหลายพันปีมาแล้ว

ผาหินกว้างริมน้ำโขงในอดีตมันคือพื้นที่ต้องห้ามชาวบ้านที่อาศัยหากินในถิ่นนี้พวกเขาจะไม่เอาร่างกายเดินเข้ามาที่ริมผาเพราะเชื่อว่าเป็นที่ดินแดนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้ลวงล้ำมักจะเกิดเหตุร้ายอาจจะเจ็บไขได้ป่วยหรือถึงขั้นเสียชีวิตแต่ความลับของผาแต้มก็ได้ถูกเปิดเผยเมื่อขณะอาจราย์และนักศึกษาภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดีก็ได้เดินทางมาสำรวจพื้นที่หลังมีการค้นพบภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ติดฝังอยู่แนวหินผาหลายจุด

ประวัติศาสตร์ศิลป์ตะวันตก  

ประวัติศาสตร์ศิลป์หมายถึงวิชาที่ว่าด้วยความเป็นมาของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในอดีตจนถึงปัจจุบัน

ศิลปะตะวันตกหมายถึงศิลปกรรมของกลุ่มในประเทศยุโรปปัจจุบันรวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วยโดยมีรากฐานมาจากศิลปะของอียิปต์และกรีกซึ่งเป็นวัฒนธรรมยุคโบราณของโลกและมีการพัฒนาขึ้นมาภายใต้อิทธิพล ของคริสต์ศาสนา

ประวัติศาสตร์ศิลป์ตะวันตก  

โดยประวัติศาสตร์ศิลป์ตะวันตก แบ่งออก กว้างกว้างได้เป็นสี่ยุคคือ

  • ยุคก่อนประวัติศาสตร์
  • ยุคโบราณ
  • ยุคกลาง
  • ยุคใหม่

ยุคก่อนประวัติศาสตร์

เกี่ยวกับงานศิลปได้เริ่มมีการสร้างกันมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคหินเก่าตอนปลายซึ่งอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 30,000 ถึง 10,000 ปีมาแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 15,000 ปี ถึง 10,000 ปีมานั้นมนุษย์ได้ทำการเขียนภาษีและขูดขีดบนผนังถ้ำและภูผาเป็นภาพสัตว์ และการล่าสัตว์และภาพลวดลายที่เป็นเลขาคณิต

ยุคโบราณ

เริ่มตั้งแต่มนุษย์ในอารยธรรมสมัย โมโสโปเตเมียกับอียิปต์ประดิษฐ์ตัวอักษรทั้งอักษรลิ่มและอักษรภาพเพื่อเป็นการใช้ในอารยธรรมต่างๆของ ชนเผ่าเช่นการบันทึกการค้า การออกกฏหมายลักษณะศิลปะมีความผูกพันกันกับลักษณะของการของเฉพาะของชนเผ่าและผูกพันกับความเชื่อและในโลกที่เกี่ยวกับหลังความตายและโดยศิลปะตะวันตกสมัยประวัติศาสตร์ในยุค โบราณจะออกแบ่งออกเป็นยุคต่างๆอีกดังนี้ศิลปะอีหยิป ศิลปะกรีก ศิลปะโรมัน ศิลปะเมโสโปเตเมีย ศิลปะซูเมอร์ ศิลปะบาบิโลเนียร ศิลปะอัสสิเรีย และศิลปะเปอร์เซีย

ยุคกลาง

ศิลปะยุคกลางเริ่มตั้งแต่คริสต์ศักราช 375 ถึง 500 เมื่อในขณะที่ อาณาจักรของโรมันนั้นอ่อนแอยุโรปก็อยู่ในภาวะวุ่นวายจนได้มีการชื่อว่ายกมืด โดยบริบทของศิลปะยุคกลางจะเป็นผู้การรวบรวมขบวนการทางศิลปะ และสมัยศิลปะที่สำคัญสำคัญระดับชาติหรือระดับท้องถิ่นประเภทงานการฟื้นฟูงานศิลปและศิลปินนั่นเอง

ศิลปะยุคกลางแบ่งออกเป็นยุคต่างๆอีกดังนี้ศิลปะคริสเตียนยุคแรก ศิลปะใบเซนทาย ศิลปะโรมันเนส ศิลปะโกธิค ศิลปะเลอรไนทซอง ศิลปะเมโนลิสต์ ศิลปะบารโลบ และศิลปะ โรโคโค

ยุคใหม่

เริ่มขึ้นตอนปลายศตวรรษที่ 18 และในประเทศฝรั่งเศสสืบเนื่องจากการเดินทางทางวิทายาศตร์ และเทคโนโลยีมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางศิลปะอย่างขนาดใหญ่ทั้งรูปแบบและและจุดประสงค์ที่โดยเฉพาะการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมศิลปินยุคใหม่ต่างๆก็พากันปีกตัวออกจากการยึดหลักวิชาการฝ ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่มีรากฐานมาจากศิลปะกรีก และโรมันมาใช้ความสึกรู้สึกนึกคิดและความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคนอย่างอิสระ

ซึ่งมีการแยกศิลปะออกจากศาสนาโดยสิ้นเชิงศิลปะจึงเป็นเรื่องส่วนตัวของบุคคลอย่างแท้จริง และแบ่งออกเป็นยุคต่างๆได้ดังนี้ศิลปะแบบนี้โอคาสสิค ศิลปะแบบโรมันติก ศิลปะแบบเรียลริล ศิลปะแบบเวชั่นนิด เป็นต้นจะเห็นได้ว่าศิลปะมีหลักหลายขนาดด้วยกันโดยพัฒนาตามยุคและสมัยเรื่อยเรื่อยขึ้นมาจนมาถึงปัจจุบันนั่นเอง

ประเภทของศิลปะ

จิตรกรรมไทย

หมายความว่า การเขียนภาพ แล้วก็การระบายสี ตามแบบอย่างไทยอันอย่างเช่น การเขียนลวดลายไทย

การระบายสี รวมทั้งการปิดทองในรูปภาพเขียนเกี่ยวกับวรรณคดี ประวัติศาสตร์ และก็พุทธประวัติโดยประดิษฐ์ลงในหอสมุดไทย ตกแต่งฉากไม้ เมืองลับแล พนักพิงบานประตู หน้าต่าง แล้วก็ผนังในโบสถ์ วิหาร หอพักตรี ซึ่งเรียกว่า..งานจิตรกรรมด้านข้างฝาผนัง..ตลอดจนการเขียนลวดลายรดน้ำปิดทองรวมทั้งลวดลายบนภาชนะของใช้ต่างๆ

ประติมากรรมไทย

หมายความว่า การปั้น การหลอม การแกะ การแกะสลัก อันเป็นลักษณะประจำชาติไทย ซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะเป็น 3 มิติ จำนวนมากเป็นงานที่เกี่ยวพันกับพุทธศาสนา โดยเฉพาะการปั้นและก็การหลอมพุทธรูป ก็เลยเรียกงานศิลปะไทยชนิดนี้ว่า… ปฏิมากรรม ซึ่งก็คือ..รูปแทนบุคคล เพื่อนำมาเทิดทูนบูชา

สถาปัตยกรรมไทย

หมายถึง ศิลปะการก่อสร้างของไทย อันอาทิเช่น อาคาร บ้านช่อง โบสถ์ วิหาร วัง เจดีย์ รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างอื่นๆมีลักษณะนาๆประการตามภูมิศาสตร์ แล้วก็แบบอย่างสามารถแบ่งประเภท ตามรูปแบบการใช้งานได้ 2 จำพวกเป็น สถาปัตยกรรมที่ใช้เป็นที่พักที่อาศัย ยกตัวอย่างเช่น บ้านที่พัก พระราชวังวัง รวมทั้งพระราชสำนัก ฯลฯ บ้านหรือเรือนเป็นที่อยู่ที่อาศัยของคนธรรมดา ปกติทั่วๆไป ซึ่งมีอีกทั้งเรือนไม้ แล้วก็เรือนปูน เรือนไม้มีอยู่ 2 จำพวก เป็น เรือนเครื่องผูก แล้วก็ เรือนเครื่องสับ พระราชวัง แล้วก็วัง เป็นเรือนที่อยู่ของคนชั้นสูง ราชวงศ์ หรือใช้เรียกที่ประทับชั้นรอง ของพระเจ้าอยู่หัวสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวโยงศาสนา อย่างเช่น โบสถ์,วิหาร,กุฎิ,หอพักสาม,หอระฆังแล้วก็หอกลอง,เจดีย์ ,เจดีย์

วรรณกรรมไทย

เป็นผลงานศิลปะที่แสดงออกด้วยการใช้ภาษาไทย เพื่อใช้สื่อความหมาย เรื่องราวต่างๆภาษาที่มนุษย์ใช้สำหรับในการติดต่อ เป็นต้นว่า

1. ภาษาพูด โดยการใช้เสียง

2. ภาษาทางการ โดยการใช้ตัวหนังสือ จำนวน เครื่องหมาย แล้วก็ภาพ

3. ภาษาท่าทาง โดยการใช้พฤติกรรม หรือประกอบสิ่งของอันอื่น ชาติไทย เป็นชาติที่มีอารยะธรรมดั้งเดิม มี ภาษาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง ทั้งยังภาษาพูด

รวมทั้งภาษาทางการ นอกเหนือจากนี้ ยังมี ความริเริ่มคิดสร้างสรรค์สำหรับในการใช้ภาษาได้อย่างเพราะ นับว่าเป็นความงดงามของการใช้ภาษา จากการแต่งโคลง ร้อยกรอง กาพย์ ความเรียงต่างๆยิ่งไปกว่านี้ ยังมีการข้อบังคับคำ ราชาศัพท์ คำสุภาพ ขึ้นมาใช้ได้อย่างเหมาะควร ชี้ให้เห็นวัฒนธรรมที่เยี่ยมทางการใช้ภาษาที่ควรจะดำรง และก็ยึดมั่นถัดไป ผู้ผลิตสรรค์งานวรรณกรรม เรียกว่า นักประพันธ์ นักกวี หรือ บทกลอน (Writer or Poet) วรรณกรรมไทย แบ่งออกได้ 2 ประเภท เป็น

1. ความเรียง เป็นใจความเรียงที่แสดงรายละเอียด เรื่องราวต่างๆ

2. กลอน เป็นเนื้อความที่มีการใช้คำที่สัมผัส สอดคล้อง ทำให้สัมผัสได้ถึงความ สวยของภาษาไทย กลอนมีหลายแบบ เป็น โคลงเคลง ฉันท์ กาพย์ ร้อยกรอง แล้วก็ร่าย

ดนตรีและก็การฟ้อนรำไทย สำเร็จงานศิลปะที่แสดงออกด้วยการใช้เสียง การจัดจังหวะ และก็จังหวะทำนองของเสียง ด้วยการเล่นดนตรี แล้วก็การขับขานเพลง ที่ส่งผลต่ออารมณ์แล้วก็จิตใจของผู้คน รวมทั้งการใช้ ลีลาประกอบเสียง การเต้น ระบำ รำ ฟ้อนรำ การแสดงละคร อื่นๆอีกมากมาย ที่ถ่ายทอดออกมาเป็นเอกลักษณ์ เฉพาะบุคคลผู้ผลิตสรรค์งาน เรียกว่า นักเล่นดนตรี (Musician) นักร้อง (Singer) หรือ ผู้แสดง (Actor / Actress)