ทำไมปี 2023 ถึงเป็นปีแห่งการท่องเที่ยวในที่ที่คุณไม่เคยได้ยินชื่อ

ถึงเป็นปีแห่งการท่องเที่ยว ตั้งแต่การพักผ่อนบนชายหาดในยุโรปที่เงียบสงบไปจนถึงเมืองเล็ก ๆ และการท่องเที่ยวในชนบท โยนทิ้งสิ่งที่ต้องทำและตั้งเป้าหมายไปที่จุดหมายปลายทางราคาไม่แพง

และไม่เป็นที่นิยมเหล่านี้ในปี 2023 คุณไม่จำเป็นต้องให้เราบอกคุณว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งที่ความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างเหนือการควบคุม ด้วยเที่ยวบินต้นทุนต่ำและกระแสสังคมออนไลน์ ทำให้การท่องเที่ยวมากเกินไปทำให้สถานที่ไม่กี่แห่ง

ตั้งแต่เมืองใหญ่อย่างบาร์เซโลนาไปจนถึงชายฝั่งอมาลฟีของอิตาลี มีราคาแพงจนน่าขันและแออัดจนเกินทน โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน นั่นไม่ดีสำหรับนักเดินทางและแย่กว่านั้นสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ที่นั่นจริงๆ

สิ่งที่เราสามารถบอกคุณได้คือ คุณไม่จำเป็นต้องไปเที่ยวพักผ่อนในที่เดิมๆ ที่ใครๆ ก็ทำกัน เราอาศัยอยู่ในโลกใบใหญ่ที่เก่าแก่ และมีสถานที่มากมายที่คุณสามารถไปเยี่ยมชมเพื่อประหยัดเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นที่มักจะไม่ได้รับส่วนแบ่งที่ยุติธรรมจากการท่องเที่ยว ใครจะรู้? คุณอาจได้รับชายหาดเป็นของคุณเอง นี่คือข้อเสนอของเรา: ทำให้ปี 2023

เป็นปีที่คุณทิ้งสิ่งที่ต้องทำและเดินทางไปในที่ที่คุณไม่เคยคิดมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจชายหาดทางเลือกอื่นๆ ของยุโรป ค้นพบเมืองเล็กๆ และภูมิภาคชนบท หรือการข้ามเมืองหลวงไปลองเมืองที่ไม่ค่อยมีคนสนใจในประเทศ นี่คือที่ที่คุณจะได้ออกนอกลู่นอกทางจริงๆ ในปีนี้

ทางเลือกของยุโรป ในบรรดาสถานที่ท่องเที่ยวที่แออัดยัดเยียดทั่วโลก ยุโรปน่าจะมีจุดกระจุกตัวมากที่สุด มากจนบางสถานที่แทบจะขอร้องให้นักท่องเที่ยวไปที่อื่น ในปี 2023 ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิบัติตามคำเตือนเหล่านี้ จากพื้นที่อันเงียบสงบของชายฝั่งอิตาลีไปจนถึงสถานที่จัดงานเทศกาลครั้งต่อไปของยุโรป ต่อไปนี้คือจุดหมายปลายทางในยุโรปที่ประเมินค่าต่ำไปบางส่วนที่เราจับตามอง

สำหรับเทศกาลฤดูร้อน ให้เปลี่ยน Pag Island เป็น Dhërmi ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โครเอเชียได้ยึดมั่นในตัวเองในฐานะสิ่งสำคัญของเทศกาลฤดูร้อนของยุโรป แต่ในปี 2023

สิ่งนั้นอาจเปลี่ยนไป: Dhërmi เมืองชายฝั่งเล็กๆ บน Albanian Riviera กำลังกลายเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลแห่งใหม่ของทวีปอย่างรวดเร็ว หากคุณมักชอบสวมหมวกบักเก็ตและกระเป๋าคาดเอวในช่วงสัปดาห์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในเทศกาล Hideout Festival ของโครเอเชีย เทศกาล ION Festival ของ Dhërmi

ซึ่งเป็นกิจกรรมดนตรีเต้นรำและกิจกรรมเพื่อสุขภาพเจ็ดวันบนชายฝั่งแอลเบเนียที่สวยงาม อาจกลายเป็นเทศกาลใหม่ประจำฤดูร้อนที่คุณโปรดปราน และถ้าคุณไม่สนใจเทศกาลล่ะ? ยังคงเป็นทางเลือกที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับที่อื่น ๆ ตามแนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของยุโรป คุณจะประหยัดได้เท่าไหร่เบียร์ในแอลเบเนียถูกกว่าในโครเอเชียถึง 77 เปอร์เซ็นต์

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย    ole777

วัดพระสิงห์วรวิหาร  จังหวัดเชียงใหม่ 

       วัดพระสิงห์วรวิหาร    สำหรับใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวและชื่นชอบการศึกษาสถานที่เชิงประวัติศาสตร์อีกหนึ่งสถานที่น่าภาคภูมิใจของคนไทย

  และเป็นสถานที่ที่มีการสร้างมาตั้งแต่ในสมัยอดีตบูรณาการนั้นแนะนำว่าที่จังหวัดเชียงใหม่มีวัดเก่าแก่ที่มีความสวยงามและเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานเยอะแยะมากมายสำหรับในบทความนี้เราจะแนะนำไม่รู้จักวัดพระสิงห์วรมหาวิหารซึ่งวัดแห่งนี้นั้นก็เป็นวัดที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่เชียงใหม่ยังเป็นผืนแผ่นดินล้านนาเลยทีเดียวเลือกได้ว่าวัดแห่งนี้นั้นเป็นวัดที่มีอายุเก่าแก่มาแล้วหลายร้อยปีเลยก็ว่าได้

        สำหรับใครที่จะไปชมความสวยงามของศิลปะและประวัติศาสตร์ศาสนสถานที่มีความงดงามอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ หรือวัดพระสิงห์วรวิหารนั้นวัดแห่งนี้จะอยู่ที่ถนนสามล้านตำบลพระสิงห์ซึ่งจะตั้งอยู่บริเวณคูเมืองของจังหวัดเลยก็ว่าได้ดังนั้นหากใครเดินทางไปเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่จะสามารถเห็นวัดพระสิงห์วรวิหารได้อย่างชัดเจน

            สำหรับวัดแห่งนี้ในอดีตนั้นเคยเป็นวัดพระอารามหลวงชั้นเอก   เป็นวัดที่มีความสำคัญในสมัยอดีตโบราณซึ่งปัจจุบันนั้นยังคงคุณค่าแก่การอนุรักษ์เอาไว้ลักษณะของศิลปะที่ใช้ในการก่อสร้างนั้นจะเน้นเป็นแบบล้านนาโบราณที่สำคัญวัดแห่งนี้นั้น

เป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ไม่แตกต่างจากวัดพระธาตุดอยสุเทพเลยทีเดียวเพราะวัดแห่งนี้นั้นเป็นสถานที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปเก่าแก่โบราณเป็นพระพุทธรูปที่สร้างในลักษณะของศิลปะเชียงแสนโบราณ

โดยพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวนั้นก็คือพระพุทธสิหิงค์หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าพระสิงห์นั่นเอง

โดยพระพุทธรูปองค์นี้นั้นมีการสร้างลักษณะของปางมารวิชัยขัดสมาธิเพชรว่ากันว่าความเก่าแก่ของพระพุทธสิหิงค์นั้นถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ช่วงประมาณ ปีพ.ศ. 700   

         สำหรับพระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปที่เก่าแก่ที่อยู่ในประเทศไทยมาอย่างยาวนานอายุเป็นพันปีควบคู่กับพระพุทธชินราชและพระแก้วมรกตเลยทีเดียวซึ่งชาวบ้านให้ความเคารพนับถือพระพุทธสิหิงค์เป็นอย่างมากเรียกได้ว่าเป็นพระพุทธรูปที่ควบคู่มากับผืนแผ่นดินล้านนา

มาอย่างยาวนานเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดเชียงใหม่และเป็นที่รู้จักกันดีของชาวเชียงใหม่ว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์มากซึ่งชาวจังหวัดเชียงใหม่นั้นให้ความเคารพนับถือและเรียกกันว่าเชียงแสนสิงห์หนึ่งนั่นเอง 

         นอกจากที่วัดพระสิงห์วรวิหารจะมีพระพุทธรูปเก่าแก่แล้วอาคารโบสถ์วิหารต่างๆก็ยังมีความเก่าแก่เช่นเดียวกันนอกจากนี้ภายในโบสถ์วิหารยังมีจิตรกรรมฝาผนังซึ่งหาชมจากที่ไหนได้ยากยิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการวาดจิตรกรรมเรื่องสุพรรณหงส์และสังข์ทองเอาไว้ติดผนังเป็นศิลปกรรมที่นักท่องเที่ยวจะหาชมได้จากที่วัดพระสิงห์วรวิหารแห่งนี้ที่เดียวเท่านั้นรวมถึงภายในวัดพระสิงห์ยังมีเจดีย์ทรงแบบล้านนาและอุโบสถที่มีการตกแต่งในสไตล์ล้านนาอีกด้วย

 

สนับสนุนโดย  กริลแอร์

ประวัติโซโลม่อน 

             เชื่อว่าสำหรับคนที่เคยเล่นเกมอาจจะคุ้นชินกับชื่อเสียงของกษัตริย์ซาโลมอนโดยในเกมนั้นจะมีกษัตริย์และปีศาจของโซโลมอนถึง 72 ตนด้วยกันอย่างไรก็ตามว่ากันว่าเรื่องราวของโซโลม่อนนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องราวที่แต่งขึ้นมาเท่านั้นแต่โซโลม่อนนั้นมีตัวตนอยู่จริงและเขาเป็นถึงบุตรชายของกษัตริย์เดวิดแห่งประเทศอิสราเอล 

          ประวัติโซโลม่อน  โซโลมอนได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ได้โดยทั้งที่ตัวเองนั้นไม่ใช่ลูกชายคนโตแต่เนื่องจากเป็นคนที่มีความสามารถที่โดดเด่นจึงได้เป็นกษัตริย์ตั้งแต่อายุเพียงแค่ 15 ปีเท่านั้น 

             สำหรับเรื่องราวของโซโลม่อนนั้นมีการพูดถึงกันเยอะมากแม้แต่ในพระคัมภีร์เองก็ยังมีการพูดถึงกษัตริย์ซาโลมอนซึ่งในคัมภีร์นั้นได้มีการระบุว่ากษัตริย์พระองค์นี้เป็นกษัตริย์ที่มีฐานะร่ำรวยมีความฉลาดมีปัญญาเป็นเลิศ  ชื่อเสียงของโซโลม่อนนั้นมีมาตั้งแต่ในช่วงเวลาศตวรรษที่ 20 ก่อนคริสตกาลซึ่งชื่อเสียงที่โด่งดังมากที่สุดนอกจากการเป็นกษัตริย์ที่มีความร่ำรวยและมีความฉลาดแล้วเขายังเป็นจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกอีกด้วย 

             สำหรับโซโลม่อนนั้นเขามีฐานะเป็นถึงพระราชาแห่งเวทมนตร์เรื่องราวของกษัตริย์ซาโลมอนมีทั้งในคัมภีร์ไบเบิลและคัมภีร์กุรอานโบราณนอกจากนี้ยังมีชื่อเสียงในตำนานเก่าแก่เยอะแยะมากมายซึ่งตำนานส่วนใหญ่ของกษัตริย์ซาโลมอนนั้นจะมีการอ้างอิงว่ากษัตริย์ซาโลมอนนั้นมีพลังเหนือธรรมชาติโดยสามารถควบคุมปีศาจได้ทั้งหมด 72 ตนนั่นเอง

ซึ่งตามประวัติความเป็นมาของโซโลม่อนยังได้มีการกล่าวถึงว่าเขาได้มีการสั่งให้ปีศาจที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเขาเป็นนำก้อนหินและน้ำในดินแดนที่ห่างไกลเอามาตกแต่งสวนภายในปราสาทนอกจากนี้ยังให้ไปหาสัตว์แปลกๆมากมายหรือพวกสัตว์หายากต่างๆมาไว้ภายในประสาทอีกด้วย 

             ตามตำนานเล่าว่ากษัตริย์ซาโลมอนนั้นสามารถควบคุมสิ่งที่เหนือธรรมชาติได้เพราะว่าสามารถควบคุมไม่ว่าจะเป็นน้ำหรือลมได้ดังนั้นจึงช่วยให้ในยุคที่สนามบอลคลองเมืองนั้นการขนส่งจึงเป็นไปอย่างรวดเร็วนอกจากนี้ยังสามารถเข้าใจภาษาของชาวต่างชาติได้และยังสามารถมองเห็นนิมิตในอนาคตของโลกในภายภาคหน้าได้อีกด้วยเรียกได้ว่าโซโลม่อนนั้นเป็นกษัตริย์ที่มีพลังวิเศษและเป็นจอมเวศน์ผู้ยิ่งใหญ่คนนึงแห่งยุคนั้นเลยทีเดียว 

           อย่างไรก็ตามประวัติของโดเรม่อนไม่ใช่เพียงแค่จอมด้วยเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแต่ตัวตนของเขานั้นยังเป็นกษัตริย์มากรักเนื่องจากว่าตามประวัติแล้วก็สะสมนั้นมีเมียเยอะแยะมากมายว่ากันว่าพระองค์เป็นกษัตริย์ที่มีพระชายามากที่สุดโดยมีมากถึง 700 องค์ในขณะที่ยังมีนางในเล็กๆน้อยๆอีกเกือบ 300 คนดังนั้นโดยรวมแล้วกษัตริย์ซาโลมอนนั้นมีเมียนับพันคนเลยทีเดียว 

 

สนับสนุนโดย    aesexy

ประวัติวัดศรีบุญเรือง จังหวัดเชียงราย 

        ประวัติวัดศรีบุญเรือง  สำหรับในบทความนี้เรามาพูดถึงเรื่องราวของประวัติความเป็นมาของวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในจังหวัดเชียงราย 

โดยวัดที่เรากำลังจะพูดถึงนี้เป็นวัดที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของตำบลเวียง อำเภอเมือง โดยวัดแห่งนี้นั้นมีชื่อเรียกว่าวัดศรีบุญเรืองซึ่งวัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ช่วงประมาณปีพุทธศักราช 1982 

         อย่างไรก็ตามด้วยความเก่าแก่ของวัดที่มีการสร้างมาอย่างยาวนานทำให้วัดนั้นมีสภาพทรุดโทรมไปตามกาลเวลา   และทำให้ต่อมาวัดดังกล่าวนั้นกลายเป็นวัดร้างไม่มีพระจำพรรษาอยู่สภาพของวัดจึงยิ่งทรุดโทรมมากขึ้นกว่าเดิมมีต้นไม้ปกคลุมขึ้นอย่างหนาแน่นอย่างไรก็ตามหลังจากที่วัตถุปล่อยให้ร้างอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

เมื่อทางคุ้มเจ้าหลวงได้เข้ามาใช้งานพื้นที่ของวัดร้างดังกล่าวปรับเปลี่ยนให้มาเป็นโรงเรียนเพื่อให้เด็กๆได้ศึกษาหาความรู้โดยจัดตั้งขึ้นเป็นโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์นอกจากนี้ทางคุ้มเจ้าหลวงก็ได้มีการบูรณะซ่อมแซมวัดศรีบุญเรืองขึ้นมาใหม่อีกด้วย 

       หลังจากที่มีการบูรณะซ่อมแซมวัดขึ้นมาใหม่และได้มีการก่อตั้งโรงเรียนเพื่อเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ให้กับบรรดาเด็กแล้ววัดแห่งนี้ก็ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา  โดยมีการพระราชทานในช่วงประมาณปีพุทธศักราช 2489   

อย่างไรก็ตามหลังจากวัดได้มีการถูกบูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ก็มีสิ่งก่อสร้างอาคารต่างๆเกิดขึ้นมามากมายไม่ว่าจะเป็นศาลาพักร้อนรวมถึงศาลาการเปรียญ

นอกจากนี้ยังมีพระอุโบสถและหอฉันรวมถึงหอระฆังและกุฏิพระสงฆ์ซึ่งแต่ละแห่งนั้นก็มีสถาปัตยกรรมที่มีการสร้างเอาไว้อย่างสวยงาม

            สำหรับสถาปัตยกรรมส่วนไหญ่ที่มีการก่อสร้างอุโบสถและศาลาการเปรียญนี้ล้วนจัดเป็นสถาปัตยกรรมล้านนาดังนั้นวัดแห่งนี้จึงถือได้ว่าเป็นวัดที่มีความเก่าแก่และมีความงดงามเป็นอย่างมากเลยทีเดียวอย่างไรก็ตามวัดแห่งนี้ยังได้มีการสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาซึ่งมีชื่อว่าพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นโดยถูกสร้างเอาไว้ที่บริเวณด้านหลังของวัดโดยประชาชนหรือแม้แต่นักเรียนนักศึกษาสามารถแวะเวียนเข้าไปศึกษาหาความรู้ที่พิพิธภัณฑ์ดังกล่าวได้ 

         เนื่องจากวัดศรีบุญเรืองนั้นมีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนานเป็นวัดที่มีประวัติศาสตร์ที่น่าศึกษาหาความรู้ดังนั้นจึงมักมีนักท่องเที่ยวและนักเรียนนักศึกษาเป็นจำนวนมากที่เดินทางไปศึกษาหาข้อมูลที่วัดศรีบุญเรืองเพราะนอกจากจะมีความเกี่ยวพันกับทางประวัติศาสตร์และยังมีความงดงามเหมาะแก่การที่จะเข้าไปเยี่ยมชม

สำหรับใครที่สนใจอยากจะเข้าไปเยี่ยมชมความสวยงามของวัดศรีบุญเรืองก็สามารถเดินทางไปได้ทุกวัน ซึ่งค้นหาข้อมูลการเดินทางไปที่วัดศรีบุญเรืองได้จากทาง Google Map หรือจะเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านทาง Facebook ของวัดศรีบุญเรืองก็ได้

 

สนับสนุนโดย  มั่งมีหวยออนไลน์

การขยายอำนาจของ เจงกิสข่าน 

การขยายอำนาจของ เจงกิสข่าน  อาณาจักรมองโกลนั้นถึงแม้ว่าจะเกิดจาก เจงกิสข่าน แต่การสานต่อนั้นอยู่กับลูกชายของเจงกิสข่านอีก4คนด้วยกันสำหรับลูกชายเจงกิสข่าน4คน

นั้นล้วนแต่เป็นนักรบที่มีความหานกล้าด้วยกันทั้งหมดคนแรกแม้ว่าจะเป็นที่โปรดปรานเจงกิสข่านแต่มีความเชื่อกันว่าคนนี้จริงๆแล้วเป็นลูกของศัตรูเพราะว่าภรรยาของเจงกิสข่านตั้งครรภ์ในช่วงเวลาที่ถูกจับเป็นเชลยระหว่างที่มีการรบกันส่วนลูกชายคนที่สองสามสี่หลายคนหาจจะคุ้นเคยกับคนที่สี่เพราะว่าถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งของนิยายมังกรหยกในฐานะที่เป็นเพื่อร่วมสาบานกันกับกก๊วยเจ๋งที่เป็นตัวเอกของเรื่องด้วย

ทั้งสี่คนนี้มีภารกิจที่จะต้องช่วยเหลือพระบิดาก็คือ เจงกิสข่าน ในการขยายอำนาจลงใต้กันด้วยเจงกิสข่านนั้นหลังจากรบชนะก็ได้มีการเปิดฉากในการขยายอาณาจักรไปทางทิศตะวันตกแต่แนวรบทางด้านใต้พวกเขาสามารถที่จะบุกยึดเมืองสำคัญได้หนึ่งเมืองในปี1232 นั่นก็คือเมืองไคฟง

ซึ่งเมืองไคฟงในเวลานั้นมีสถานะภาพเป็นอะไรเมืองไคฟงในเวลานั้นมีสถานะภาพเป็นราชถานีใหม่หรือว่าเผ่าหนี่เจินโดยเจงกิสข่านนั้นสามารถถที่จะเอาชนะได้ การที่สามารถยึดครองไคฟงได้ในเวลานั้นทำให้เจงกิสข่านได้บริเวณหนึ่งคนเป็นนักปราชญ์

โดยนักปราชญ์คนนี้เป็นบุคคลที่วางระบอบการปกครองของมองโกลเพราะเชื่อว่าการรบที่เก่งกล้าย่อมจะควบคู่ไปกับความสามารถในการปกครองที่เป็นธรรมและความสามารถในการปกครองที่เป็นระบบเยลู่ฉู่ไฉได้มีการเสนอว่าให้มีการสร้างสภาขึ้นมาหนึ่งสภา

ในการที่จะทำงานร่วมกันกับข่านองค์ใหม่หลังจากที่เจงกิสข่านเสียไปแล้วก่อนเจงกิสข่านจะตายหนึ่งปีลูกชายคนโตของเขาที่มีชื่อว่าซูฉือได้ตายในหนึ่งสมรภูมิในช่วงการบุกไปยังทิศตะวันตกแต่ ณ. เวลานนั้นเจงกิสข่านเชื่อว่าบุตรชายคนที่สองที่มีชื่อว่าฉากเหอไท่มีอุปนิสัยที่เต็มไปด้วยความแค้นโมโหมีจิตใจเฮียมโหด

จึงไม่ได้มีการมอบบัลลังก์ให้กับลูกชายคนที่สองคนนี้แต่กลับมอบบัลลังก์ให้กับบุตรชายองค์ที่สามในเวลาต่อและในช่วงเวลาที่สองซึ่งเวลานั้นเจงกิสข่านเหลือบุตรชายอีกสามคนเป็นช่วงเวลาที่บุตรชายทั้งสามคนนั้นมีการแบ่งแย้งชิงดีมีการแก่งแย่งอำนาจกันภายในเพื่อย้ำให้มั่นใจว่าตัวเองสามารถที่จะเป็นข่านคนสำคัญของจักรวรรดิมองโกเลียได้ต่อไปแต่อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาดังกล่าวก็ได้มีการรบในสองแนวรบสำคัญด้วยกัน

 

สนับสนุนโดย.    หวยดี

ธรรมชาติของศิลปะ

การสื่อสารวิทยาศาสตร์อุทยาน ธรรมชาติ และวัฒนธรรมผ่านศิลปะ ศิลปะได้หลอมรวมธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์มาเป็นเวลาหลายศตวรรษ ธรรมชาติของศิลปะ

มรดกทางศิลปะของอลาสก้าเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีอันยาวนานและมีความสำคัญในการทำความเข้าใจ แบ่งปัน และอนุรักษ์อุทยานและพื้นที่คุ้มครองที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่แนวความคิดของสวนสาธารณะจะถูกวางกรอบ ศิลปินและผลงานศิลปะของพวกเขาได้รับการสนับสนุนสำหรับการสำรวจอยู่แล้ว และบางครั้งก็ปกป้องสถานที่พิเศษที่พวกเขารู้จัก

ศิลปะได้หลอมรวมธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์มาเป็นเวลาหลายศตวรรษ มรดกทางศิลปะของอลาสก้าเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีอันยาวนานและมีความสำคัญในการทำความเข้าใจ แบ่งปัน และอนุรักษ์อุทยานและพื้นที่คุ้มครองที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่แนวความคิดของสวนสาธารณะจะถูกวางกรอบ ศิลปินและผลงานศิลปะของพวกเขาได้รับการสนับสนุนสำหรับการสำรวจอยู่แล้ว และบางครั้งก็ปกป้องสถานที่พิเศษที่พวกเขารู้จัก

ศิลปินในฐานะล่ามและผู้สนับสนุนพื้นที่คุ้มครอง ภาพวาดเรือไอน้ำนอกชายฝั่งจากภูเขา การค้นพบนอกชายฝั่งในอ่าวไอซี่ พ.ศ. 2337 NOAA ศิลปินได้ร่วมกับนักสำรวจในการเดินทางหลายครั้ง โดยได้นำภาพทิวทัศน์อันยิ่งใหญ่ สิ่งมีชีวิตที่แปลกและสวยงาม วัฒนธรรมที่หลากหลาย ท้องฟ้าที่ยังไม่ถูกทำลาย น้ำ และภูมิประเทศ และบันทึกภาพแรกสุดของสถานที่ต่างๆ

สวนสาธารณะ (รูปที่ 2) ศิลปิน George Catlin ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดนี้ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2375 ในการก่อตั้ง “อุทยานของประเทศที่ประกอบด้วยมนุษย์และสัตว์ร้าย ในป่าและความสดของความงามตามธรรมชาติของพวกเขา” (Mackintosh 1999)

เมื่อนักสำรวจและนักเดินทางลงจอดในอลาสก้า พวกเขาได้พบกับประเพณีศิลปะพื้นเมืองที่ได้รับการพัฒนามาอย่างดี

ซึ่งได้รับการขัดเกลาจากประสบการณ์หลายพันปีในด้านไม้ งาช้าง แร่ธาตุ และวัสดุธรรมชาติอื่นๆ นักสะสมได้รับงานศิลปะสำหรับผู้อุปถัมภ์และพิพิธภัณฑ์ และศิลปินวาดภาพศิลปะท้องถิ่นด้วยภาพร่าง ภาพวาด และภาพถ่ายของตนเอง ในปัจจุบัน ศิลปะมีส่วนทำให้เกิดความเข้าใจ ความซาบซึ้ง และความสนใจในวัฒนธรรมพื้นเมืองในวงกว้างมากขึ้น 

ในช่วงทศวรรษที่ 1850 การถ่ายภาพภาคสนามได้เริ่มเสริมสถานที่ดั้งเดิมของงานศิลปะที่วาดด้วยมือสำหรับการบันทึกภาพอย่างละเอียด (Balm 2000); อย่างไรก็ตาม การถือกำเนิดของภาพถ่ายไม่ได้ปิดบังความสนใจของสาธารณชนในรูปแบบศิลปะอื่นๆ ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 ภาพส่วนใหญ่จากการเดินทางสู่ฝั่งตะวันตกของอเมริกาเป็นภาพถ่ายขาวดำ

รวมถึงภาพโดยวิลเลียม เฮนรี แจ็คสัน บุตรบุญธรรมของโธมัส มอแรน Mark McDermott ศิลปินชาวอะแลสกา (การสื่อสารส่วนตัว) ตั้งข้อสังเกตถึงแม้จะน่าประทับใจในตัวเอง แต่ภาพถ่ายขาวดำไม่ได้สร้างผลกระทบแบบเดียวกับภาพวาดที่มีสีสันของศิลปินระดับปรมาจารย์

 

สนับสนุนโดย  alpha88

ภาพ untitled Vlll โดย William de Kooning

        สำหรับใครที่ชอบผลงานด้านศิลปะโดยเฉพาะศิลปะภาพวาดหรือการใช้สีแล้วเราก็เชื่อว่าเคยเห็นผลงานแนว Abstract กันมาบ้างแล้วซึ่งแน่นอนว่าถ้าหากใครไม่มีหัวด้านศิลปะเลยจะมองผลงานด้านนี้ไม่ออกว่ามันมีความสวยงามมากแค่ไหน

เพราะเท่าที่เราเห็นกันอยู่ก็คือการเอาสีมาป้ายธรรมดาทั่วไปซึ่งไม่ว่าใครก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันแต่คุณรู้ไหมว่าผลงานด้าน Abstract  แบบนี้นั้น

ถ้าเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงมาทำแล้วเราก็ผลงานของพวกเขานั้นจะสร้างมูลค่าได้มากมายมหาศาลกันเลยทีเดียวซึ่งในบทความนี้เราจะมาพูดผลงานชิ้นหนึ่งของนักวาดภาพชื่อดังซึ่งเขาได้รังสรรค์ผลงานแนว Abstract ออกมาและผลงานของเขานั้นก็ทำให้เราถึงกับราคาของภาพดังกล่าวเป็นอย่างมาก 

           คุณอาจไม่ได้เป็นคนเดียวที่มองภาพนี้แล้วสงสัยว่าสิ่งนั้นคืออะไรกันนะภาพนี้ถือว่าเป็นภาพแอพสแทรคอย่างแท้จริงแล้วมันไม่มีโครงสร้างหรือองค์ประกอบใดๆที่แสดงให้เห็นถึงรูปร่างของวัตถุอะไรสักอย่างได้เลยดูเหมือนเป็นแค่สีหลายสีที่ฝากแป้งถมทับไปให้เต็มพื้นที่สี่เหลี่ยมนี้เท่านั้น

แต่ถึงกระนั้นภาพนี้ก็โด่งดังไม่ใช่น้อยขนาดนี้ออกมาหลายเวอร์ชั่นซะด้วยปวดภาพ William de Kooning  เป็นศิลปินชาวดัตช์ที่ได้รับสัญชาติอเมริกาในภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีกลุ่มศิลปินหลายท่านที่โด่งดังในศิลปะด้าน

          William de Kooning เป็นหนึ่งในศิลปินชั้นยอดเหล่านั้นเขาได้วาดภาพแนว Abstract ที่มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างและได้รับความนิยมอย่างมากในเวลาถัดมาจากแนวทางการวาดภาพของเขาเราจะเห็นได้ว่าภาพสีน้ำมันบนผ้าใบของเขามีหลากหลายสีในภาพเดียว

แต่ละสีนั้นปากออกมาโดยมีทิศทางที่ไม่แน่นอนเหมือนกับคนว่าต้องการแสดงความไม่แน่นอนของการลงแปลงแต่ละครั้งเราจะเห็นได้ว่าสีแต่ละสีนั้นเปลี่ยนทิศทางอย่างเอาแต่ใจตัวเองและไม่แน่ไม่นอนเลยสั่งเส้นเหมือนกับลากไปยังมือลอยไร้จุดหมายและก็หยุดลงบางเส้นก็เข้มแข็งบางเส้นเลี้ยวลดก็เคี้ยวอย่างน่าประหลาดบางทีก็ทาทับอีกทีไปเลยอย่างไร้เหตุผล

      ผลงานชิ้นนี้  William de Kooning  ได้ใช้เทคนิคเหล่านี้ในการสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาบอกได้เลยว่าความรู้สึกไม่ได้มองภาพนี้ล้วนแล้วแต่ยุ่งเหยิงไปหมด 4 ที่ทับซ้อนกันขึ้นมา

โดยได้ความเข้ากันนั้นมองแล้วรู้สึกสับสนและไม่สงบใจแต่ภาพนี้ก็ทำให้เราได้รับรู้ถึงความไม่แน่นอนของสิ่งต่างๆโดยเฉพาะศิลปะเองที่มีรูปแบบไม่ตายตัวเปลี่ยนผ่านไปได้ตลอดเวลาและคุณอาจจะตกใจไม่ได้ทราบว่าภาพนี้มีราคาสูงราว 32 ล้านดอลลาร์หรือเทียบกับเงินไทยได้เกือบ 1,000 ล้านบาทเลยทีเดียว 

 

สนับสนุนโดย.  aesexy

วิธีการถ่ายภาพกล้องฟิล์มพื้นฐานที่มือใหม่จะต้องรู้

การถ่ายภาพกล้องฟิล์มพื้นฐาน สำหรับคนที่สนใจเกี่ยวกับการถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มอาจจะยังไม่ทราบถึงปัญหาต่างๆหรืออาจจะไม่มีความรู้ทางด้านเหล่านี้ ซึ่งข้อมูลเบื้องต้นที่คุณควรจะทราบเอาไว้ก็มีไม่น้อยเลยทีเดียว อย่างคิดนะว่าการถ่ายภาพที่เป็นกล้องฟิล์มมันจะง่าย อันที่จริงเราว่ามันยากกว่าการถ่ายภาพแบบอื่นๆเป็นไหนๆ

โดยในวันนี้เราจะมาพูดเบลิคๆ ก่อนคือต้องมาทำความเข้าใจก่อนนะว่าองค์ประกอบของกล้องฟิล์มนั้นมันมีอะไรบ้างและมันทำงานยังไงแล้วเราควรที่จะใส่ใจเรื่องอะไรบ้าง

อย่างแรกก่อนกล้องเนี่ยจริงๆ แล้วมันมีหลายประเภทมากใช่ไหม ซึ่งเราจะผ่านวิธีเลือกกล้องกันไปก่อนนะเพราะเราจะมาบอกและสอนกันในภายหลัง โดยกล้องฟิล์มทั้งหมดมันจะมีอยู่สามส่วนที่เราจะต้องใส่ใจมันมากๆนั่นก็คือ

1.เลนส์

โดยเลนส์จะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดสำหรับเรานะ เพราะมันจะได้ภาพสวยหรือไม่สวย หรือสีเป็นโทนแบบไหน คมชัดอะไรยังไง ระยะมิติของภาพเป็นแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับเลนส์เลย

2.บอดี้

นั่นก็คือบอดี้ของกล้องบางตัวก็อาจจะแบบว่ามีเลนส์มากับตัวกล้องเลย หรือบางอันก็สามารถที่จะถอดได้ โดยตัวกล้องจะมีหน้าที่บังคับกลไกลต่างๆในการถ่ายรูปให้มันเกิดขึ้น ฟิล์มจะอยู่ในตัวกล้องและก็ทำให้เกิดการกดถ่ายภาพได้อะไรต่างๆ โดยเป็นการคอลโทรลหรือพูดง่ายๆว่าเป็นห้องบังคับการ ซึ่งมันไม่ได้เกี่ยวกับคอลเลคตี้ภาพขนาดนั้น

3.ฟิล์ม

โดยฟิล์มนี้คือส่วนที่เรียกได้ว่าเป็นส่วนที่เราได้ภาพนั่นแหละ เป็นส่วนเก็บภาพถ้าเกิดเปรียบเทียบกับกล้องดิจิตอลมันก็คือส่วนตัวของเซ็นเซอร์ เช่น ฟูเฟลม ไมโคร 4/3 aps-c อะไรพวกนั้นนะ

โดยฟิล์มก็มีหน้าที่อย่างนั้นก็คือเก็บแสงที่มันผ่านจากเลนส์และเข้ามาสู่บอดี้และก็มาสู่ฟิล์ม เก็บไว้พอเราเอาไปล้างก็จะเกิดเป็นภาพ ซึ่งนี่ก็คือสามส่วนใหญ่ๆของกล้องฟิล์ม นั่นก็คือ เลนส์ บอดี้ และก็ฟิล์ม 

ทีนี้เราก็มาดูกันว่าแต่ละส่วนนี้มันทำอย่างไรโดยให้มันได้งานที่สัมพันธ์กัน โดยเลนส์ส่วนที่มันจะสัมพันธ์กันนั่นก็คือรูรับแสงหรือAperture โดยตัวนี้มันทำหน้าที่คือเหมือนม่านตา ให้ลองนึกว่ามีหลี่ตากับเบิ่งตา

ซึ่งหลี่ตาก็คือรูรับแสงเล็กแปลว่ารูรับแสงที่จะได้แคบลงค่าเอฟก็จะเยอะขึ้นเรื่อยๆ โดยมันจะไล่ระดับของมันไปโดยยิ่งเลขมาก็จะยิ่งแคบ และยิ่งแคบเท่าไหร่แสงมันก็จะเข้าได้น้อย แปลว่ามันจะชัดลึก ซึ่งมันเป็นภาพชัดทุกมิติเลยไม่ว่าจะเป็นหน้ากลางหลังมันจะชัดหมด

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แทงหวยออนไลน์

ศิลปะร่วมสมัยและการพัฒนาโครงสร้างของงานต่างๆ 

ศิลปะคือการทำงานรูปแบบต่างๆในยุคปัจจุบันงานศิลปะต่างๆได้ถูกปรับเปลี่ยนตามโครงสร้างของงานหรือแม้แต่จะมีความคิดต่างๆ การทำงานศิลปะหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นการผ่านกระบวนการคิดทางด้านการวางแผนหรือแม้แต่จะเป็นการลงมือทำต่างๆในส่วนต่างๆเหล่านี้เอง

ก็มีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องงานประติมากรรมต่างๆทางด้านการทำงานศิลปะได้ถูกเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตามยุคสมัยผู้คนส่วนใหญ่สามารถใช้ในส่วนนี้เองเป็นเครื่องมือในการทำงานและถูกปรับเปลี่ยนโครงสร้างความเป็นอยู่เรื่อยๆ

ในยุคปัจจุบันต้องยอมรับว่าโครงข่ายข้อมูลต่างๆหรือแม้แต่โครงสร้างการทำงานต่างๆที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้มีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นนี้ส่งผลให้อุปกรณ์เราสามารถเข้าถึงรูปแบบทำความคิดหรือความเป็นอยู่ในส่วนต่างๆเหล่านี้ได้ดีมากยิ่งขึ้นอย่างไรก็ตามนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ยิ่งที่ในยุคปัจจุบันเราสามารถเข้าถึงโครงข่ายข้อมูลหรือแม้แต่จะเป็นการศึกษาต่างๆที่ถูกปรับเปลี่ยนและถูกพัฒนาโครงข่ายข้อมูลต่างๆให้มีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างไรก็ตามนี้จึงเป็นบทบาทสำคัญอย่างยิ่งทั้งนี้ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ของผู้คนมีการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อ

เพราะในยุคปัจจุบันเราสามารถเรียนรู้รูปแบบต่างๆและถูกปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยโครงข่ายข้อมูลต่างๆหรืองานศิลปะต่างๆได้ถูกพัฒนาและปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง โอกาสนำเสนอเรื่องราวต่างๆแม้จะเป็นข้อมูลต่างๆที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมความเป็นอยู่ของผู้คนหรือแม้แต่จะเป็นวัฒนธรรมต่างๆได้ถูกพัฒนาอยู่เสมอตามความต้องการของจิตกร หรือผู้ที่ต้องการผลิตงานต่างๆ

งานศิลปะจึงเป็นสิ่งที่ร่วมสมัยอยู่เสมอผู้คนสามารถเข้าถึงง่ายหรือแม้แต่จะเป็นการพัฒนารูปแบบต่างๆให้ถูกปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องอย่างไรก็ตามนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในปัจจุบันการพัฒนาโครงสร้างของงานศิลปะ

หรือแม้แต่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อมูลต่างๆที่มีการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาอยู่เสมอทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันสามารถเรียนรู้รูปแบบในการนำเสนอรูปแบบงานต่างๆในการเปลี่ยนแปลงโครงข่ายข้อมูลเดอะบีชการพัฒนาโครงสร้างการทำงานต่างๆที่มีการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาอยู่เสมออย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบันต้องยอมรับว่าการพัฒนาการเรียนรู้งานสินค้าต่างๆ

ที่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลานี้ช่วยผู้คนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงโครงข่ายของทางความคิดของผู้คนที่ถูกนำเสนออยู่ตลอดเวลาอย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาต่างๆที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนี้

ถูกถ่ายทอดเป็นรูปแบบที่ค่อนข้างมีความสำคัญโดยอยู่ปัจจุบันการพัฒนารูปแบบการทำงานต่างๆที่มีการนำเสนอทางความคิดของผู้คนอยู่นี้ช่วยผู้คนสามารถเรียนรู้และพัฒนาโครงสร้างความเป็นอยู่ทางความคิดของผู้คนได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามที่จะเป็นส่วนสำคัญยิ่งในพยาบาลการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเป็นความต้องการในการทำงานต่างๆที่มีการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอนี้สามารถพัฒนาทางด้านความคิดหรือการนำเสนอผลงานตามโครงสร้างของรูปแบบที่จิตรกรมีความต้องการในการนำเสนอออกมา 

 

สนับสนุนโดย    กริลแอร์

ประวัติศาสนาพราหมณ์ –ฮินดู 

          สำหรับศาสนาพราหมณ์ –ฮินดู ในปัจจุบันนี้มีคนที่นับถือศาสนานี้น้อยมาก  หากเมื่อต้องเปรียบเทียบกับศาสนาอื่นอื่นที่มีอยู่ในโลกตอนนี้   แต่หากได้มีการศึกษาเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์ –ฮินดู นี้อย่างแท้จริงก็จะได้รู้ว่า ที่จริงแล้ว ศาสนาพราหมณ์ –ฮินดู นี้นับเป็นศานาที่เกิดขึ้นมาในโลกใบนานก่อนศาสานาอื่นอื่น ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าเป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ 

          แต่ถึงแม้จะเป็นศานาที่เกิดมานานกว่า เก่าแก่กว่าศาสนาอื่น แต่เมื่อเริ่มมีศาสนาพุทธเริ่มเข้ามา ศาสนาพราหมณ์ –ฮินดู ก็มีคนให้ความนับถือลดน้อยถอยลง จนในที่สุดก็เสื่อมความนิยมลงนั่นเอง โดยมีศาสนาพุทธเข้ามาแทนที่   แต่หลังจากนั้นศาสนาพราหมณ์ –ฮินดูก็มีการปฏิรูปด้านศาสนาของตนเองขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 นั่นเอง

         สำหรับการปฏิรูปศาสนาของ ศาสนาพราหมณ์ –ฮินดูนั้น ได้เริ่มมีการเอาหลักธรรมบางส่วนของศาสนาพุทธเขามา ทำให้หลายคนเริ่มกลับมาสนใจศาสนาพราหมณ์ –ฮินดู กันมากขึ้น   สำหรับศาสนาพราหมณ์ –ฮินดู นิยมนับถือกันมาในกลุ่มคนของประเทศอินเดีย เนื่องจากว่าอารยธรรมของศาสนาพราหมณ์ –ฮินดู มีการเผยแพร่เข้ามาที่ประเทศอินเดียผ่านทางแม่น้ำสินธุ  ซึ่งการนับถือของ ศาสนาพราหมณ์ –ฮินดู นั้นนิยมนับถือเทวดา 

       ดังนั้นจะเห็นได้ว่าอินเดียทางตอนเหนือนั้น จึงมีการนับถือพระศิวะ  เพราะพระศิวะในศาสนาพราหมณ์ –ฮินดู  นั้นก็คือเทวดาเป็นเทพที่สิงสถิตอยู่ที่ภูเขาหิมาลัยนั่นเอง   และในขณะเดียวกันองค์เทพที่ปกปักษ์รักษาประเทศอินเดียทางด้านตอนใต้นั่นก็คือ พระวิษณุ  เนื่องจากชาวบ้านเชื่อกันว่า องค์พระวิษณุนั้นจะบันดาลฝน และพายุ ดังนั้นกลุ่มชาวประมง จึงค่อนข้างเคารพนับถือพระวิษณุกันมากเลยทีเดียว 

      อย่างไรก็ตามคนอินเดียที่อยู่ทางตอนใต้ไม่ไดนับถือเพียงแค่องค์พระวิษณุ องค์เดียวเพียงเท่านั้น  เพราะยังมีเทพองค์อื่นอื่นอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพระนิรุทธ  ซึ่งจะเป็นชาวป่าที่ให้ความเคารพนับถือ และยังมีพระพิฆเนตร ที่จะมีคนนับถือกันมากอีกด้วย

  อย่างไรก็ตามมีช่วงหนึ่งที่คนในประเทศอินเดียเกิดแตกแยกกัน และมีการขับไล่กลุ่มราชวงศ์ รวมถึงศาสนาอื่นอื่นในประเทศอินเดียก็ถูกกำจัด ดังนั้นผู้นำท้องถิ่นของแต่ละที่จึงได้รวมตัวกัน นำองค์เทพของแต่ละถิ่นที่ตนนับถือมารวมกัน ให้เป็นเพียงหนึ่งเดียว แล้วมีการเรียกตั้งชื่อขึ้นมาใหม่ ว่าศาสนฮินดู  

       ดังจะเห็นได้ว่าปัจจุบันนั้น เราจะมีการรู้จัก ศาสนาพราหมณ์ –ฮินดู  ว่าเป็นศานาฮินดูนั่นเอง  ในสมัยก่อน ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะมาเผยแพร่พระพุทธศานาพระองค์ก็เคยนับถือศาสนาพราหมณ์ มาก่อน ดังนั้นจึงเรียกได้ว่า ศาสนาพราหมณ์ –ฮินดู กับศาสนาพุทธจึงมีความเกี่ยวพันกันนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  aecasino