กำแพงเมืองจีนสร้างเอาไว้ทำไม?

เมื่อพูดถึงสถานที่สำคัญของประวัติศาสตร์ของประเทศจีนเราเชื่อว่าหลายๆคนจะต้องนึกถึงกำแพงเมืองจีนเป็น

อันดับแรกเพราะกำแพงเมืองจีนก็ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งหนึ่ง7มหศัจรรย์ของโลกและยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังจนได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ประเทศจีนที่ในครั้งหนึ่งได้ใช้เป็นความรุ่งเรืองของจีนมาหลายทศวรรษจนถึงได้มีคำกล่าวกันว่าได้เป็นสิ่งที่มนุษย์ได้ซ้อนขึ้นมาบนพื้นโลกที่สามารถมองเห็นมันด้วยตาเปล่าจากดวงจันทร์ได้

สำหรับกำแพงเมืองจีนหรือกำแพงหมื่นลี้ซึ่งเมื่อก่อนนี้จะมีชื่อเรียกกันอย่างธรรมดาอย่างแบริเออร์จนมาถึงในปลายศตวรรษที่19ได้มีชื่อตั้งอย่างเป็นทางการว่าThe Great Wall of China คนไทยเรียกว่ากำแพงเมืองจีนส่วนคนปักกิ่งเรียกกันว่าชางเฉินแปลว่ากำแพงยาวในโลกตะวันตกไม่ได้มีการรับรู้ถึงการปรากฎอยู่ของกำแพงเมืองจีนเป็นเวลานานถึง1,500ร้อยปีและที่ไม่น่าเชื่อเลยก็คือมันไม่เคยมีมาปรากฎในรูปภาพวาดของจีนในยุคสมัยนั้นและยังไม่มีการบันทึกในการเดินทางของการมาโคโปโลในศตวรรษที่13

ซึ่งทุกคนหลายๆคนอาจจะเข้าใจกันว่า จิ๋นซีฮ่องเต้ เป็นผู้ที่เริ่มก่อสร้างกำแพงเมืองจีนขึ้นมาและเมื่อในความเป็นจริงแล้วการที่ได้ก่อสร้างกำแพงเมืองจีนนั้นก็ได้เริ่มสร้างก่อนเมื่อประมาณ700ปีก่อนคริสตกาลในยุคชุนชิวและราชวงศ์โจวที่ถือว่าได้เป็นราชวงศ์ที่ยาวนานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศจีนได้เป็นยุคที่ได้เป็นการที่มีการแย้งชิงในความเป็นใหญ่และได้เกิดสงครามกันขึ้นมาอย่างไม่ขาดสายมีการสู้รบกันในระหว่างแขวนต่างๆ

กษัตริย์แคว้นชูจึงได้สร้างกำแพงขึ้นมาตามเทือกเขาที่อยู่ในเขตชายแดนและจุดที่ได้มีความสำคัญทางยุทศาสตร์ของประเทศจีนเพื่อปกกันการรุกรานเข้ามาจากแคว้นอื่นๆ

อย่างงเช่นแคว้นฉี แคว้นเยียน แคว้นเว่ย แคว้นเจ้า และ แคว้นฉิน ซึ่งต่อมาแคว้นทั้งหมดเหล่านี้ก็ได้หันมาร่วมมือกับก่อตั้งกำแพงเอาไว้สู้ต่อต้านกับพวกข้าศึกเอาเป็นตัวอย่างบ้างจึงได้เป็นจุดกำเนิดในการทำการก่อสร้างกำแพงเมืองจีนขึ้นมา 

จากนั้นเมื่อ200ปีก่อนคริสตกาลจักรพรรดิจิ๋นซีฮองเต้เขาก็ได้มีการรวบรวมเอาหัวเมืองต่างๆรวมไปถึง6แคว้นใหญ่ที่กระจายเข้าด้วยกันเพื่อที่จะได้ปกป้องกันการรุกรานจากแผ่นดินของเผ่าซงทางตอนเหนือจากนั้นจิ๋นซีก้ได้เสด็จไปพระราชดำเนินทำการตรวจสอบดินแดนที่อยู่ทางตอนเหนือด้วยตัวพระองค์เอง

การก่อสร้างและการวางแผนที่ยิ่งใหญ่มันกำลังจะเริ่มขึ้นจากนั้นก็ได้ส่งกองกำลังทหารไปกว่า3แสนคนและประชาชนอีก5แสนคนได้รวมมือกันก่อสร้างกำแพงขนาดใหญ่พระองค์กำลังจะเชื่อมกำแพงเมืองจีนจากทางตอนเหนือของแคว้นฉินและแคว้นต่างๆเอาเข้ามาด้วยกัน

ประวัติศาสตร์แนวคิดของระบอบคอมมิวนิสต์

ซึ่งแนวคิดในแบบคอมมิวนิสต์จะบอกว่าเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมนั้นมันได้เป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมชนชั้นทางสังคมทำให้คนได้เปรียบและเสียเปรียบคนชั้นล่างหรือชนชั้นกรรมกรได้ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างเป็นระบบทำให้เกิดมาเป็นแรงงานและแทบจะไม่มีทางเลื่อนชั้นทางสังคมขึ้นไปได้มีหน้าที่เกิดมาเป็นทาสนายทุนสร้างความร่ำรวยให้นายทุนแล้วก็ได้ตายลงไปในที่สุด

นอกจากนี้ในหลายๆคนก็อาจจะมองว่าคอมมิวนิสต์นั้นไม่ชอบความเจริญหรือเปล่าบอกเลยว่ามันไม่จริงไม่มีใครที่จะออกมาปฏิเสธความเจริญแต่คอมมิวนิสต์จะมองว่าความเจริญนั้นจะต้องได้รับการแบ่งปันออกไปอย่างเท่าเทียมมากกว่าและจะทำอย่างไรให้มันได้มีความเท่าเทียมก็นั่นแหละจะต้องเอาทุกอย่างมากองรวมกันแล้วก็ช่วยกันสร้างความเจริญแบบเป็นหมู่คณะนั่นแหละคือคนที่ได้มีทรัพย์สมบัติอยู่แล้วไม่ว่าจะน้อยหรือจะมากได้ยินแบบนี้ก็ตกใจ

อยู่ๆจะเข้ามาเอาสมบัติของเราไปแล้วบอกว่าต่อไปนี้ทุกอย่างเป็นของทุกคนนั่นแหละมันคือสิ่งที่ทำให้ทุกๆคนคือสิ่งที่ทำให้คนกลัวพวกคอมมิวนิสต์กันมากมายขนาดนี้คนที่มีอะไรจะเสียนี่แหละมันก็ไม่แปลกเลยที่ชนชั้นปกครองทั่วโลกจะร่วมมือกันทำให้คำว่า คอมมิวนิสต์เป็นคำที่น่ากลัวสยองขวัญผิดกฎหมายชั่วร้ายและเกิดการฆ่ากันขนานใหญ่นั่นก็คือในยุคสงครามเวียดนามและสงครามเย็น

ในช่วงทศวรรษที่1960จนถึงการล้มสลายระบอบคอมมิวนิสต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนั่นก็คือ สหภาพโซเวียต ในปี1991 

ซึ่งเขาก็ได้ล่มสลายด้วยตัวเองไม่มีใครไปทำอะไรให้ล่มแล้วถามว่าทำไมถึงได้ล่มมันก็คงจะมีอยู่ในหลายๆปัจจัยแต่ว่าถ้าเกิดว่าเรามองอุดมการของคอมมิวนิสต์อย่างเป็นอุดมการจริงๆแล้วไม่มีประเทศไหนเลยที่จะปกครองระบอบคอมมิวนิสต์แล้วสามารถเดินทางไปถึงความสังคมคอมิวนิสต์อย่างแท้จริงตามที่ได้ถูกวาดฝันเอาไว้

สังคมคอมมิวนิสต์ในอุดมการนั้นทุกคนนั้นจะเท่าเทียมกันหมดการตัดสินใจทุกอย่างมันมาจากการใช้เหตุผลและตักกะไม่มีอารมณ์ไม่มีผลประโยชน์มีเพียงประโยชน์ของส่วนรวมเท่านั้นแต่กว่าจะไปถึงตรงนั้นได้กว่าจะเปลี่ยนไปจากสังคมทุนนิยมไปสู่ความไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไรเลยมันก็จะต้องมีการปฏิวัติ

ซึ่งมันได้เป็นการเปลี่ยนแปลทางสังคมอย่างพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินจะต้องมีการบังคับคนเยอะต้องมีการยึดทรัพย์ต้องมีการส่งคนออกไปทำนารวมต้องมีการใช้ความรุนแรงเยอะมากคนที่ได้ใช้ความรุนแรงไปแล้วมีอำนาจไปแล้วใครล่ะจะไปอยากวางอำนาจนั้นจริงหรือไม่

ขบวนการ100บุปผาของเหมาเจ๋อตงปี1956

ในปี1953 นายโจเซฟสตาลิน ผู้นำสูงสุดของสหภาพโซเวียตได้เสียชีวิตลง นายนิกิต้า ครุเชฟขึ้นเป็นผู้นำต่อ การเสียชีวิตของ  นายโจเซฟสตาลิน ได้สร้างความสั่นคอนให้กับเหมาเจ๋อตงมากๆเลยเพราะว่าเหมาเจ๋อตงเรียกว่าเป็นติ่งสตาลินก็ได้

เหมาเจ๋อตงศรัทธาสตาลินมากยกย่องให้เป็นพี่ใหญ่ของประเทศคอมมิวนิสต์ได้ยกย่องว่า  นายโจเซฟสตาลิน นำสหภาพโซเวียตในสงครามโลกครั้งที่สองจนเอาชนะเยอรมันได้และยังสามารถแข่งขันกับภาพสหรัฐกาหัวหน้าใหญ่ฝ่ายโลกทุนนิยมได้

นโยบายการบริหารประเทศและนโยบายการต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีนจึงได้อิงมาจากสหภาพโซเวียตเป็นหลักแต่เมื่อ นายโจเซฟสตาลิน ได้เสียชีวิตและ ครุเชฟ ก็ได้มีนโยบายที่ชื่อde-Stalinizationไม่เดิมตามนโยบายเดิมของ นายโจเซฟสตาลินอีกต่อไป

นายเหมาเจ๋อตงเลยเสียความรู้สึกมากและคิดว่าต่อไปนี้จีนจะต้องเดินด้วยนโยบายของตัวเองเพราะโซเวียตพี่เก่าได้เปลี่ยนอุดมการณ์ไปเสียแล้ว

ด้วยเหตุนี้เองในปี1956 เหมาเจ๋อตงจึงได้เริ่มขบวนการ100บุปผาขึ้นในขบวนการ100บุปผาเป็นโครงการของนายเหมาเจ๋อตงเป็นโครงการของเหมาเจ๋อตงที่จะเรียกนักคิดนักเขียน นักวิชาการ ศิลปิน ปัญญาชน ทั้งหลายมารวมกันระดมสมองว่าต่อไปนี้สาธารณรัฐประชาชนจีนจะดำเนินไปในทิศทางใดแนวๆว่าจะวางโครงสร้างการพัฒนาประเทศกันอย่างไรดีรวมถึงการเปิดโอกาสให้วิพากษ์วิจารณ์อุดมการณ์ทางการเมืองรวมถึงการบริหารงานทางของพรรคคอมมิวนิสต์ด้วย

โดยการใช้คำว่า100บุปผา คือ ความต้องการที่จะสื่อถึงความงดงามของความหลากหลายทางความคิดนั่นเองแต่ก็อย่างว่านั่นล่ะสุดท้ายแล้วก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะรับความคิดเห็นที่หลากหลายได้โดยเฉพาะเมื่อคนคิดเห็นเหล่านั้นเป็นความคิดเห็นในเชิงลบเชิงตำนิติเตียนคือเหมาเจ๋อตงคงไม่คิดว่าจะโดนด่าเยอะขนาดที่โดนเหล่านักคิกนักเขียนนักวิชาการต่างๆที่เชิญมาดันมาต่อว่าและแสดงความไม่พอใจรัฐบาลเหมาเจ๋อตงอย่างรุนแรงและหลากหลายด้วยก็มี100บุปผาจริงๆนั่นแหละและเหมาเจ๋อตงก็ต้องเซอร์ไพรส์จริงๆ

เมื่อได้พบว่าตัวเองนั้นไม่ได้ป๊อปปูล่าร์ในหมู่คนพวกนี้เอาซะเลยสุดท้ายขบวนการ100บุปผาก็เลยล้มระเนระนาดเลิกไปดื้อๆเลยแต่เรื่องของเรื่องก็คือล้มไม่ล้มเปล่าล้มแล้วเกิดการตามไปเช็คบิลกันอีกอย่างเป็นวงกว้างเกิดการPurgeนักเขียน นักวิชาการ นักคิด ศิลปิน ที่แสดงความคิดเห็นเป็นปฏิปักษ์กับพรรคเหล่านั้นบางคนก็โดนไล่ออกจากงานโดนจับขังหรือว่าส่งไปปรับทัศนคติด้วยการใช้แรงงานหนักเรียกว่าพอได้เรียกออกมาแล้วบอกให้พูดความในใจพอพูดไปก็โดนจับขังในฐานที่บังอาจมาด่านั่นแหละ

 

สนับสนุนโดย  nowbet

นางเงือกมีอยู่จริงๆหรือเปล่า?

ถ้าให้พูดถึงเรื่องราวที่ได้อยู่ใต้ท้องทะเลเราเชื่อว่าหลายๆคนก็คงจะคิดแบบเดียวกันกับเราว่ามันได้มีหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่มันยังไม่ได้ถูกค้นพบไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสิ่งลี้ลับที่มันยังไม่สามารถที่จะหาคำตอบได้หรือแม่แต่สิ่งที่มีชีวิตบ้างอย่างที่เขาได้

เชื่อกันว่ามันน่าจะสูญพันธ์จากโลกเราได้แล้วแต่มันก็ยังคงได้มีการพบเจอหรือถูกถ่ายเอาไว้ได้มันก็ยังมีอยู่เยอะแยะมากมายแต่ส่วนมากก็จะเจออยู่ในท้องที่ทะเลกันทั้งหมดเลยและหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของนางเงือกนั้นเอง

ซึ่งนางเงือกในอุดมคติของใครหลายๆคนเราเชื่อว่าหลายๆคนก็คงจะมีการจินตนาการในรูปแบบของที่เราเห็นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการ์ตูนหรือแม้แต่ภาพวาดสิ่งที่เขาได้พูดต่อๆกันมาว่านางเงือกจะต้องเป็นผู้หญิงที่มีความสวยงามมีครึ่งท่อนบนเป็นมนุษย์มีครึ่งท่อนล่างเป็นปลาไม่มีพิษไม่มีภัยต่อมนุษย์และยังได้เป็นมิตรกับมนุษย์อีกด้วย

แต่ในความเป็นจริงแล้วทุกคนเชื่อกันหรือไม่ว่าถ้าเอาตามข้อมูลที่เราได้ไปตามหามาตามตำนานในหลายๆตำนานและสิ่งที่คนพบเจอกันลักษณะของนางเงือกมันไม่ได้เป็นยังงั้นเลยคือ

นางเงือกตามตำนานส่วนใหญ่เขาว่ากันว่านางเงือกจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ค่อนข้างที่จะดุดร้ายน่าตาไม่ได้สวยเหมือนในอุดมคติของใครหลายๆคนและไม่ได้เป็นมิตรต่อมนุษย์ด้วย

ซึ่งตำนานของนางเงือกมันได้มีอยู่ทั่วโลกเลยและแต่ละที่ก็จะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นเขาได้บอกเอาไว้ว่านางเงือกหรือสิ่งมีชีวิตประหลาดได้ถูกบัญญัติเอาอยู่ในโหมดปีศาจโยไค,Yokaiหรือปีศาจจำพวกพายน้ำชนิดหนึ่งตามความเชื่อของศาสนา ชินโต,Shinto และมีอยู่สองรูปแบบลักษณะคือในรูปแบบของ นิงเงียว และ นูเระอนนะ 

ซึ่งในสองรูปแบบนี้เขาถือว่าได้เป็นนางเงือกกันทั้งคู่เลยแต่นิงเงียวจะมีลักษณะเป็นนางเงือกมากกว่า นูเระอนนะ จะมีลักษณะที่คล้ายกับครึ่งคนครึ่งงูนั่นเอง

นอกจากนี้ตำนานนางเงือกของญี่ปุ่นตรงนี้เขายังได้บอกเอาไว้อีกว่าปีศาจทั้งสองตนนี้จะทำการล่อลวงมนุษย์ด้วยการใช้เสียงเพลงอันไพเราะร้องเพลงกล่อมคนที่เดินป่านมาเห็นหรือคนที่เดินเรื่องผ่านมาให้ติดกับหลงมนเสน่ห์ของนางก่อนที่จะหรอกล่อให้กระโดดลงไปในน้ำและหลังจากนั้นก็จะทำการดึงคนเหล่านั้นลงสู่ใต้น้ำเพื่อจับกินหรือทรมานเล่นเพื่อความสนุกส่วนตนนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  dewabet

โลเคชั่นถ่ายรูปยอดฮิต

สถานที่ถ่ายรูปถือว่าเป็นสถานที่สำคัญในการสร้างโปรไฟล์หรือสร้างความทรงจำที่ดี เพราะการถ่ายรูปในบางครั้งเพื่อบันทึกเรื่องราวความทรงจำนั้นไม่ช่ว่าจะสามารถถ่ายรูปที่ไหนก็ได้ เพราะสถานที่ที่สวยงามเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้รูปถ่ายของเรานั้นมีคุณค่ามากขึ้น

การถ่ารูปจึงต้องอาศับโลเคชั่นต่างๆในการสร้างสรรคืรูปถ่ายออกมานั่นเอง ซึ่งสถานที่ในการถ่ายรูปนั้นก็มีมากมายโดยพาะสถานที่ที่สวยงามในประเทศไทยนั้นก็ถือว่ามากเพียงพอต่อการเก็บภาพแห่งความทรงจำแล้วแต่สำหรับคนที่ต้องการความพิเศษ

การหาสถานที่ในการถ่ายรูปในต่างประเทศก็จะให้ความรู้สึกสวยงามและแตกต่างจากสถานที่ในการถ่ายรูปในประเทศไทยออกไปนั่นเอง และไม่ว่าจะเป็นในหรือนอกประเทศสถานที่ยอดฮิตนั้นก็มีหลากหลายไม่ว่าจะเป็น

ทะเล ทะเลถือว่าเป็นสถานที่ยอดฮิตในการไปถ่ายภาพเพื่อบันทึกความทรงจำและเป็นสถานที่หลักๆที่ช่วยสร้างสรรค์ภาพถ่ายให้มีความสวยงามได้อย่างมากเลยทีเดียว ทะเลในประเทศไทยนั้นก็มีทะเลต่างๆมากมายโดยเฉพ่ะทะเลใต้ก็ถือว่าเป็นสถานที่ที่สถานที่หนึ่งที่ผู้ชื่นชอบในการถ่ายรูปหรือต้องการรูปถ่ายที่สวยงามและเป็นที่น่าจดจำอย่าง

การถ่ายรูปพรีเว็ดดิ้ง การถ่ายรูปการจบการศึกษาหรือแม้กระทั้งการถ่ายรูปทั่วๆไปแต่ต้องการความสวยงามและความแตกต่างไปจากเดิมนั่นเอง ดดยการถ่ายรูปที่ทะเลนั้นจะได้ความสวยงามและความอลังกาลอย่างมาก

ภูเขา ถึงแม้จะเป็นสถานที่ที่อาจจะลำบากในการขึ้นไปถ่ายนั้นแต่ก็มีหลายคนใช้ความพยายามที่ตนเองนั้นมีพิชิตยอดเขาสูงๆเพื่อไปถ่ายภาพ อย่างพรีเวดดิ้ง ถ่ายภาพโปรไฟล์รวมทั้งถ่ายภาพทั่วไป จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวเพราะการขึ้นไปบนเขานั้นเราจะได้บรรยากาศทั้งความสวยงามในที่สูงและได้วิวท้องฟ้าสุดกว้างไกลด้วย เป็นอีกหนึ่งสถนที่ที่ควรไปถ่ายรูปเพื่อเก็บความทรงจำ

ป่า สำหรับคนที่ชอบการถ่ายภาพแบบโทนธรรมชาติและชอบความเป็นสีเขียวของป่า แต่ป่านั้นก็มีหลายประเภทบางครั้งก็อาจจะไม่ได้เป็นสีเขียวทั้งหมดอาจจะมีการแซมด้วยสีน้ำตาลของป่าไม้ที่แห้งเหี่ยวก็ถือว่าแนอีกหนึ่งโลเคชั่นที่แนะนำและน่าสนใจอย่างมาก

สตูดิโอเป็นที่นิยมโดยเฉพาะคนที่ไม่ชื่นชอบในการเผชิญกับสภาพอากาศหรือการออกนอกสถานที่ การถ่ายรูปในสตูดิโอนั้นก็เป้นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้เราได้รูปถ่ายที่สวยงามแต่การถ่ายสตูดิโอนั้นถึงแม้จะสะดวกสบายก็จริงแต่ในเรื่องของความสมจริงในความเป็นธรรมชาติและความสวยงามนั้นอาจจะสู้ไม่ได้กับการออกไปถ่ายข้างนอกที่เป็นธรรมชาตินั่นเอง

คาเฟ่ ปัจจุบันก็มีคาเฟมากมายที่เน้นการตกแต่งประหนึ่งว่าเป็นสตูดิโอขนาดย่อมเลยก็ว่าได้แต่การจะไปถ่ายรูปในลักษณะจริงจังเพื่อเก็บรูปถ่ายเป็นความทรงจำนั้นก็อาจจะต้องระมัดระวังในเรื่องกฎระเบียบของร้านด้วยเพราะบางร้านก็ไม่เหมาะสมหรือมีการห้ามในการถ่ายรูปในลักษณะจริงจังนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใดที่เรานั้นถ่ายรูปสิ่งที่สำคัญทุ่ดคือความทรวจำในตอนนั้นหรือความสุขที่เราได้สัมผัสในตอนที่ถ่ายรูปมากกว่านั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนสด

จังหวัดและอำเภอที่ได้ถูกยุบไปจากประเทศไทย

จังหวัดธัญบุรีได้แบ่งเขตการปกครองทั้งหมดออกมาเป็นสี่อำเภอได้แก่อำเภอเมืองธัญบุรี หรือ อำเภอรังสิต อำเภอลำลูกกา อำเภอคลองหลวง หรือ อำเภอบางหวาย อำเภอหนองเสือ ในเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.2474 ได้มีคำประกาศคำสั่งให้จังหวัดธัญบุรีถูกยุบรวมเขากับจังหวัดปทุมธานีเพื่อประหยัดงบประมาณราชกาล

โดยจะมีผลตั้งแต่ เดือน เมษายน พ.ศ.2475 และในวันที่ 1มิถุนายน พ.ศ.2510ราชบัณฑิตยสถานได้เปลี่ยนแปลการสะกดจากธัญญบุรีที่ได้มี ญ. สองตัว เป็นธัญบุรีที่ใช้ตัว ญ. ตัวเดียวและยังได้ใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้

จังหวัดกาฬสินธุ์

ซึ่งจังหวัดกาฬสินธุ์ได้ถูกยกจากฐานะจากอำเภออุทัยกาฬสินธุ์ให้กลายมาเป็นจังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อปี พ.ศ.2456 โดยจะแบ่งการปกครองเป็น5อำเภอ ได้แก่อำเภออุทัยกาฬสินธุ์ อำเภอสหัสขันธ์ อำเภอกุฉินารายณ์ อำเภอกมลาไสย อำเภอยางตลาด ซึ่งต่อมาเศรษฐกิจภายในประเทศไทยตกต่ำการเงินฝืดเคืองจึงได้มีความจำเป็นที่จะต้องยุบจังหวัดต่างๆลง

เพื่อให้มีความสมดุลกับรายได้ของประเทศไทย ใน เดือนกุมภาพันธ์  พ.ศ.2474 จึงได้มีการประกาศคำสั่งให้ยุบจังหวัดกาฬสินธุ์ให้ไปเป็นอำเภอเมืองขึ้นของจังหวัดมหาสารคามจากนั้น ในปี  พ.ศ.2490 กาฬสินธุ์ ได้ถูกยกฐานะขึ้นให้ขึ้นมาเป็นจังหวัดอีกครั้งได้จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดกาฬสินธุ์ ในปี  พ.ศ.2490 และได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ในวันที่ 1ตุลาคม ในปี  พ.ศ.2490 เป็นต้นมา

จังหวัดหลังสวนได้แบ่งเขตการปกครองทั้งหมดเป็น3อำเภอได้แก่ อำเภอเมืองหลังสวน หรือ อำเภอขันเงิน อำเภอสวี อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดหลังสวนได้ถูกยุบให้เป็นอำเภอหลังสวนและได้รวมเข้ากับจังหวัดชุมพรตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่21กุมภาพันธ์  พ.ศ.2474 เพื่อประหยัดงบประมาณราชกาลและได้มีผลตั้งแต่ในเดือนเมษายน พ.ศ.2475

จังหวัดตะกั่วป่า ได้แบ่งการปกครองออกไปเป็น3อำเภอได้แก่ อำเภอเมืองตะกั่วป่า หรือ อำเภอตลาดใหญ่ อำเภอปากน้ำ หรือ อำเภอเกาะคอเขา และ อำเภอกำปง ในปี  พ.ศ.2474ได้มีประกาศคำสั่งให้ยุบจังหวัดตะกั่วป่าให้กลายมาเป็นอำเภอตลาดใหญ่ขึ้นกับจังหวัดพังงาเพื่อประหยัดงบประมาณราชกาลโดยได้ตั้งที่ว่าการอำเภออยู่ในศาลากลางจังหวัดตะกั่วป่าเดิมที่บ้างย่านยาวมีผลตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ.2475 

จังหวัดสายบุรี

ซึ่งจังหวัดสายบุรีนั้นได้แบ่งเขตการปกครองกลายเป็น2อำเภอและหนึ่งกึ่งอำเภอได้แก่ อำเภอเมืองสายบุรี หรือ อำเภอตะลุบัน อำเภอจำปากอ หรือ อำเภอบาเระเหนือ กิ่งอำเภอกะลาพอ ในพ.ศ.2474จังหวัดสายบุรีได้ถูกยุบรวมเข้ากับจังหวัดปัตตานียกเว้นอำเภอจำปากอหรือในปัจจุบันคืออำเภอบาเจาะที่ได้ไปขึ้นอยู่กับจังหวัดนราธิวาสเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณราชกาลโดยได้มีผลมาตั้งแต่เดือนเมษายนพ.ศ.2475 

จังหวัดพระประแดง ซึ่งได้มีการแบ่งการปกครองเป็น4อำเภอ ได้แก่ อำเภอพระประแดง อำเภอทะวาย หรือ ยานนาวา อำเภอพระโขนง อำเภอราษฎร์บูรณะ ในพ.ศ.2474ได้เกิดวิกฤตการเศรษฐกิจตกต่ำจึงได้มีการประกาศคำสั่งให้จังหวัดพระประแดงยุบตัวเข้ากับจังหวัดสมุทรปราการจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณราชกาล

โดยอำเภอพระประแดงให้ไปขึ้นกับจังหวัดสมุทรปราการ อำเภอทะวายและ  อำเภอพระโขนงไปขึ้นกับจังหวัดพระนครส่วนอำเภอราษฎร์บูรณะไปขึ้นกับจังหวัดธนบุรีมีผลตั้งแต่เดือนเมษายนพ.ศ.2475

 

สนับสนุนโดย    rb88 ฝาก ขั้น ต่ํา

ประวัติกติกาการเล่นฟุตบอล

เกมกีฬาการแข่งขันฟุตบอล ถือว่าเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมาทุกยุคทุกสมัย หากจะนับกันจริงๆ เป็นระยะเวลาจำนวนปีนั้นกีฬาชนิดนี้ก็มีมาไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบปีได้แล้ว

ซึ่งต้นกำเนิดของกีฬาฟุตบอลนั้น อยู่ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้คิดค้นและก่อตั้งกีฬานี้ให้เป็นอาชีพอยู่ในอย่างปัจจุบันอย่างแท้จริง โดยตั้งแต่เมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้วการแข่งขันกีฬาชนิดนี้ได้มีการพัฒนารูปแบบการแข่งขันกันตั้งแต่เป็นระบบเจอกันแล้วแพ้คัดออก จนมีการจัดการแข่งขันกันเพื่อชิงถ้วย

จวบจนกลายเป็นกีฬาของแต่ละประเทศชาติที่มีการจัดการแข่งขันกันแบบระบบพบกันหมด หรือที่เรียกว่าลีกนั่นเอง ซึ่งจากสาเหตุที่ต้องมีการจัดการแข่งขันในลักษณะแบบพบกันหมดขึ้นมานั้นก็เนื่องมาจากมีจำนวนทีมฟุตบอลที่เพิ่มมากขึ้นๆเรื่อยๆในแต่ละปี จนไม่สามารถที่จะรองรับการแข่งขันในทัวร์นาเมนเดียวได้

ซึ่งการแข่งขันแบบนี้จึงกลายเป็นที่นิยมและชื่นชอบของคนแต่ละประเทศ โดยเมื่อก่อนแต่เดิมทีนั้น การเตะฟุตบอลนั้นก็เป็นเพียงแค่หาลูกกลมหนึ่งลูก และแบ่งผู้เล่นให้เท่ากันทั้งสองฝ่าย และแย่งกันเพื่อเตะลูกบอลเข้าไปในประตูของทีมฝ่ายตรงข้าม แต่พอทุกอย่างเริ่มเป็นระบบมากขึ้น จึงมีการระบุการเล่นของกีฬานี้ไว้อย่างชัดเจน โดยยึดเป็นกติกาสากลที่ใช้กันสำหรับการเล่นฟุตบอลทั่วโลกนั่นก็คือ

ในส่วนของสนามการแข่งขันนั้น จะต้องเป็นหญ้าจริงหรือหญ้าเทียม เท่านั้น เพื่อป้องกันการบาดเจ็บของผู้เล่น และความยาวของสนามต้องมีความยาวตั้งแต่ หนึ่งร้อยถึงหนึ่งร้อยสามสิบหลา ส่วนความกว้างต้องกว้างห้าสิบถึงหนึ่งร้อยหลา

และให้แบ่งเขตแดนของแต่ละทีมให้เท่ากัน โดยมีประตูของแต่ละฝ่ายอยู่ที่กว้างแปดฟุตและสูงแปดฟุต และมีเส้นกรอบเขตโทษห่างจากประตูอยู่ที่สิบแปดหลา ส่วนผู้เล่นที่จะทำการลงสนามนั้นจะต้องมีฝ่ายละ สิบเอ็ดคน

โดยหนึ่งในสิบเอ็ดคนนั้นจะต้องมีหนึ่งคนที่ทำหน้าที่เป็นผู้รักษาประตู คือสามารถที่จะใช้ทุกส่วนของร่างกายป้องกันไม่ให้ลูกฟุตบอลเข้าไปในประตูของตัวเองได้ แต่การใช้มือหรือแขนนั้นจะต้องอยู่ในกรอบเขตโทษเพียงเท่านั้น

ส่วนลูกฟุตบอลที่ใช้ต้องมีเส้นรอบวงไม่เกินยี่สิบเจ็ดหรือยี่สิบแปดนิ้วและมีน้ำหนักไม่เกินสี่ร้อยถึงสี่ร้อยห้าสิบกรัม ส่วนเวลาที่ใช้กำหนดการแข่งขันคือ แบ่งเป็นสองช่วงเวลาช่วงละสี่สิบห้านาทีโดยฝ่ายใดทำประตูได้เยอะกว่าจะเป็นฝ่ายชนะการแข่งขันไป

 

สนับสนุนโดย  v9bet

ศิลปและวัฒนธรรมทวารวดี

ย้อนเวลากลับไปเมื่อราว1400-1500ปีที่แล้วดินแดนที่ได้เป็นประเทศไทยในปัจจุบันก็ได้เข้าสู่ในยุคประวัติศาสตร์ที่มีการใช้อักษรเป็นเครื่องมือสื่อสารอารยธรรมจากพื้นทะเลภายนอกผสมผสานกับอารยธรรมดั่งเดิมจึงทำให้ชุมชนต่างๆมีพัฒนาการกลายเป็นบ้านเมืองที่ใหญ่โตและรุ่งเรืองซึ่งรวมถึงบ้านเมืองที่มีนามว่าทวารวดีด้วย

นอกจากนี้ทางด้านทวารวดีได้เป็นบ้านเมืองที่ได้มีความสำคัญเป็นอย่างมากที่ช่วงยุคแรกเริ่มของประวัติศาสตร์และชื่อที่ได้มีการเรียกใช้คานกันนี้ได้เป็นภาษาสันสกฤตที่ได้แปลกออกมาว่าเป็นเมืองที่มีประตูหรือประกอบขึ้นมาด้วยประตู

ซึ่งที่ได้ชื่อนี้มาก็เป็นเพราะว่าได้ติดต่อกับโลกที่อยู่ภายนอกที่ได้ผ่านการขายทางท้องทะเลมาเป็นล้ำเป็นสันอย่างเป็นท่าที่ได้มีประตูเชื่อมต่อกันกับอารยประเทศมันจึงไม่แปลกใจเลยว่าที่เรานั้นจะต้องพบเจอโบราณวัตถุจากดินแดนแห่งท้องทะเลอย่างมากมายอย่าเช่นลูกปัดแก้วลูกปัดที่เป็นหินสีเหรียญ กษาปณ์จากต่างชาติของที่ได้มีค่าต่างๆรวมไปถึงเครื่องรางและรูปที่เอาไว้เคารพ

นอกจากนี้คำว่าทวารวดีก็ยังได้เป็นชื่อที่มงคลเหมือนกันกับชื่อพระกฤษณะที่ได้เป็นเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่ในศาสนาพราหมณ์อวตารปาง1ของท้าววิษณุกรรมด้วยและก็ยังได้มีหลักฐานที่สำคัญที่ทำให้ได้ทราบดีเลยว่าดินแดนประเทศไทยนี้ได้มีบ้านเมืองนามว่าทวารวดี

กล่าวคือได้มีบันทึกของพระชาวจีนที่ท่านได้มีนามว่าพระอี้จิงซึ่งท่านได้ออกไปหาแสวงบุญที่ประเทศอินเดียเมื่อราวพุทธศตวรรษที่12-13ซึ่งท่านทั้งสองนั้นได้กล่าวเอาไว้ว่าในภูมิภาคที่อคาเนย์ก็ได้มีบ้านเมืองต่างๆที่ได้สร้างติดกันอยู่เรียงรายกันในจุดที่พวกเขานั้นได้เชื่อกันว่ามันได้ตรงกับภูมิภาคกลางของประเทศไทย

นอกจากนี้พระอี้จังก็ยังได้ระบุชื่อเอาไว้อีกว่าโธโรโปตีซึ่งที่ได้กล่าวเอาไว้นี้ได้เป็นภาษาสันสกฤตทวารวดีจากนั้นต่อมาก็ได้ค้นพบเหรียญเงินที่ได้มีการลงรายลักษณ์อักษรเป็นปารวะที่เป็นภาษาสันสกฤตซึ่งน่าจะมีอายุราวๆพุทธศตวรรษที่12ศีทวารวตีสวารบุญยะ บุญของผู้ที่ได้เป็นใหญ่แห่งทวารวดีที่ได้ขยายตัวอยู่ในภูมิภาคกลางของประเทศไทย

อย่างเช่นที่จังหวัดนครปฐม อู่ทอง คูเมือง คูบัว อีกทั้งก็ยังได้ค้นพบอักษรปารวะที่เป็นภาษาของสันสกฤตที่อยู่ด้านฐานของพระพุทธรูปที่ภายในวัดจันทึกที่ตั้งอยู่ในอำเภอปากช่องจังหวัดนครราชสีาที่ได้มีการแปลเอาไว้ว่าพระเทวีแห่งเจ้าทวารวดีที่ได้บรรชาให้พระทิดาให้มีการจัดสร้างรูปนี้เอาไว้

 

สนับสนุนโดย  entaplay pc

สร้างศิลปะในหัวใจ

ศิลปะเป็นสิ่งที่เกิดจากความคิดและจินตนาการของผู้สร้างสรรค์เป็นหลักก็จริงแต่ถ้าหากศิลปะเป็นสิ่งที่มีการผสสมผสานการใส่ใจในดารสร้างสรรค์ลงไปด้วยแล้วผลงานศิลปะจะออกมายอดเยี่ยมและน่าสนใจมากเลยทีเดียว

ดังนั้นแล้วสิ่งที่ศิลปินส่วนใหญ่นั้นมีคือศิลปะที่เกิดขึ้นจากหัวใจมากกว่าความคิดที่ถูกถ่ายทอดจากสมองการสร้างสรรค์สิ่งใหม่เพราะสิ่งที่ถูกถ่ายทอดจากหัวใจนั้นคือความรู้สึกของผู้สร้างสรรค์หรือศิลปินนั่นเอง ศิลปะในหัวใจจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากเพราะในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นทางด้านเทคโนโลยีที่มีการก้าวหน้าไปมากแล้วนั้นทำให้การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะขึ้นมานั้น

สามารถที่จะทำได้ง่ายโดยใช้เทคโนโลยีต่างๆ แต่แน่นอนว่าถ้าหากผู้สร้างสรรค์ไม่มีศิลปะในหัวใจเชื่อว่าผลงานที่ออกมานั้นก็เป็นเพียงผลงานศิลปะที่ไม่มีชีวิตเพราะเป็นผลงานศิลปะที่ได้ได้ถูกถ่ายทอดออกมาจากอารมณ์ความรู้สึกที่แทเจริงของผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะนั้นขึ้นมา

เป็นสิ่งที่สื่อออกมาจากหัวใจ ไม่ว่าจะสร้างสรรค์อะไรถ้าหากผู้สร้างสรรค์มีศิลปะในหัวใจ ผู้ที่ชมผลงานเหล่านั้นจะสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าผลงานที่ถูกถ่ายทอดออกมานั้นเป็นผลงานที่ถูกสื่ออกมาจากหัวใจอย่างแท้จริงหรือไม่เพราะถ้าหากเป็นผลงานที่มีการสื่อออกมาจากหัวใจที่แท้จริงของผู้สร้างสรรค์นั้น

จะเป็นสิ่งที่สามารถทำให้ผู้ชมณุ้สึกถึงความรู้สึกเหล่านั้นได้นั่นเอง สรุปง่ายๆก็คือถ้าหากผลงานเป็นผลงานที่สื่อหรือถ่ายทอดออกมาจากหัวใจผู้สร้างสรรค์นั้นจะทำให้ผู้ที่เพบเห็นผลงานชิ้นนี้รู้สึกและเข้าใจได้ถึงผลงานด้วยนั่นเอง

จะมีความตั้งใจในการสร้างสรรค์ เพราะทุกสิ่งที่ถูกถ่ายทอดมาจากใจนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ต้องตั้งใจนั่นเอง อย่างที่กล่าวในข้างต้นผลงานของศิลปินคนหนึ่งนั้นจะสามารถ่ายทิดออกมาได้อย่างมบูรณ์นั้นไม่ใช่เพียงการใช้จินตนาการหรือความคิดสร้างสรรค์เท่านั้นแต่สิ่งที่ต้องใส่ไปในการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะอีกหนึ่งอย่างก็คือหัวใจที่มีวควมเป็นศิลปะอย่างล้นเปี่ยม

อยากที่จะถ่ายทอดความรู้สึกของตนเองให้ผู้อื่นได้รับรู้ สำหรับผู้ที่มีศิลปะในหัวใจนั้นมักจะอย่าถ่ายทิดสิ่งเหล่านี้ออกมาเสมอ แพราะเป็นสิ่งที่อยู่ภายในหัวใจ เมื่อได้ถ่ายทอดออกมาแล้วจะรู้สึกว่ชีวิตนั้นมีชีวิตมากขึ้น สังเกตได้ว่าศิลปินหรือผู้สร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะด้านใดก็ตามมักจะเป็นคนที่มีอารมณ์ที่แปรปรวนบางครั้งก็เป็นลักษณะคล้ายกับคนอารมณ์สองขั้ว

หรือที่เรามักจะยินที่เขาเรียกกันว่าอาการติสต์นั่นเอง แต่คนลักษระนี้ถึงแม้จะเป็นคนที่มีลักษณะอารมณ์ความรู้สึกสองขั้วแค่ไหน แต่ถ้าหากมีศิลปะในหัวใจแล้วนั้นก็มักที่จะอยากถ่ายทอดความรู้สึกของตัวเองออกมาอยู่เสมอ

การปลูกฝังให้คนรุ่นหลีงมีศิลปะในหัวใจนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะศิลปะเป็นสิ่งที่ช่วยขัดเกลาความรู้สึกหยาบกระด้างของมนุษย์ได้ ดังนั้นการส่งเสริมและสนบสนุนในด้านศิลปะนั้นก็ควรเป็นสิ่งที่ได้รับการปลูกฝังจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพราะการปลูกฝังนั้นจะนำไปสู่การสร้างศิลปะที่ดีในหัวใจของคนยุคใหม่ๆด้วย

 

สนับสนุนโดย  entaplay mobile

หินสลักโมไอบนเกาะอีสเตอร์สามารถเดินได้เองจริงหรือเปล่า?

ถ้าเราพูดถึงเรื่องของโบราณสถานหรือโบราณวัตถุที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของหินสลักจริงๆแล้วมันได้มีอยู่หลายที่ทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นหินสลักต่างๆเกี่ยวกับในหน้าประวัติศาสตร์อย่างศิลาแดงหรือเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่เกี่ยวกับอียิปต์โบราณหรือสลักเอาไว้ในถ้ำต่างๆมากมาย

ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้มันก็จะบ่งบอกเกี่ยวกับประวัติที่มาหรือในอดีตนั้นมันได้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งหนึ่งในหินสลักที่มีคนพูดถึงกันมากที่สุดนั่นก็คือ หินสลักรูปหน้าคนโมไอ/moaiนั่นเองโดยตามข้อมูลเขายังได้บอกเอาไว้ว่า หินสลักรูปโมไอมันคือรูปปั้นหินที่มีลักษณะที่คล้ายกับศีรษะของมนุษย์แตกจะมีศีรษะที่ใหญ่กว่ามนุษย์ทั่วไป

และยังได้มีรูปร่างลักษณะที่แตกต่างกันออกไปบางตัวหัวเล็กบางตัวหัวใหญ่หรือบางตัวก็อาจจะมีหินวางเอาไว้บนหัวที่ดูคล้ายเหมือนกับหมวกก็มีอยู่เช่นกัน ซึ่งถ้าเอาตามที่เขาได้บันทึกเอาไว้แล้วก็มีการจดเอาไว้เขายังได้บอกเอาไว้ว่าโมไอในแต่ละชิ้นนั้นมันได้ถูกสร้างขึ้นมาจากหินเพียงแค่ก้อนเดียว โดยชาวโพลินีแซียน ที่ได้เข้ามาปกครองที่เกาะนี้ในช่วงเวลาเมื่อประมาณปี ค.ศ.1250

และได้สิ้นสุดอารยธรรมในเวลาต่อมาจากการคาดเดาคาดว่าน่าจะอยู่ในช่วงประมาณปี ค.ศ.1600ถึงปี ค.ศ.1800

แต่มันก็ยังไม่สามารถที่จะสรุปได้เลยว่ามันสิ้นสุดอารยธรรมเพราะอะไรและตามบันทึกเขายังได้บอกอีกด้วยว่าวิธีการสร้างโมไอในช่วงแรกมันยังคงได้เป็นปริศนาอยู่แต่ในช่วงระยะเวลาต่อมาก็ได้ถูกไขปริศนาแล้วแต่มันก็ยังได้มีบางคนเขาเชื่อกันว่ามันอาจจะเป็นเพียงแค่ทฤษฎีสมทบคิดเพียงเท่านั้น

โดยทฤษฎีสมทบคิดที่มีคนเชื่อถือกันมากที่สุดคือน่าจะถูกสร้างขึ้นจากการแกะสลัก โดยใช้หินของภูเขาไฟที่มีความแข็งและมีความคมกว่าหินโดยทั่วไปมาแกะสลักหินจากหินก้อนใหญ่เพียงแค่ก้อนเดียวด้วยความปราณีตจนมันได้ขึ้นเป็นรูปทรงขึ้นมาและเขาก็ได้คาดการณ์กันว่าวัตถุประสงค์ในการสร้างโมไอนี้ขึ้นมาคือการสร้างขึ้นมา

เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานให้แก่พวกที่ได้ร่วงลับไปแล้วอาจจะเป็นหัวหน้าเผ่าหรือเป็นคนที่มีอำนาจยศถาบรรดาศักดิ์สูงในยุคนั้นก็เป็นได้และถ้าถามว่าเรื่องนี้มันน่าสนใจอย่างไงคือเท่าที่ฟังมาตอนแรกนั้นมันอาจจะดูเหมือนเป็นเพียงแค่หินสลักที่เอาไว้ประดับหรือเป็นหินที่เอาไว้เป็นอนุสรณ์สถานของผู้ที่ได้ร่วงลับไปแล้วหินโมไอมันมีขนาดที่ใหญ่และสูงงมากๆ

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า entaplay