บุคคลที่คุณได้ยินชื่อและความสามารถของเขาแล้วคุณจะกลัวทันที

คุณเคยหรือไม่ในเวลาที่เราจะพบเจอใครสักคนนั้นแต่ตัวเราเองก็ได้เกิดความรู้สึกว่าคุณไม่ควรที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเหมือนอย่างกับเราที่ได้พบกับเครื่องจักรกลเหล่าสังหารที่มันสามารถที่จะฆ่าคุณได้ตลอดเวลาโดยที่ตัวคุณเองนั้นยังไม่ได้ทันที่จะกระพริบตาด้วยซ้ำและวันนี้เราก็จะพาทุกคนไปดูเหล่าผู้คนที่มีความแข็งแกร่งรวดเร็วและยังเท่สุดๆกับบุคคลที่คุณไม่ควรจะเข้าไปยุ่งด้วย

Meena Raghavan 

คุณลองทำหัวให้โล่งๆและคิดถึงภาพคุณหญิงแก่อายุประมาณ78ปีดูส่วสนมากพวกเธอเหล่านี้อาจจะเป็นคุณย่าหรือไม่ก็เป็นคุณยายที่ชอบเลี้ยงหลานๆอยู่ที่บ้านดูทีวีเย็บปักถักร้อยและก็ชอบบ่นถึงเร่องนั่นเรื่องนี่อยู่บ่อยๆแต่ว่าคุณหญิงคนนี้คือ มีนา Raghavan และแน่นอนว่าเธอนั้นไม่ใช่คุณยายธรรมดาๆอย่างที่พวกคุณนั้นคิดกันในวันนี้เธอได้เป็นคนที่อาวุโสมากที่สุดในโลก

ที่ได้ฝึกสอนวิชาพละคายัคตู่ ซึ่งได้เป็นการต่อสู้แบบโบราณจากทางตอนใต้ของ อินเดีย Raghavan นั้นก็ได้เริ่มฝึกซ้อมตั้งแต่อายุเพียง7ขวบและถึงแม้ว่าจะมีข้อห้ามไม่ให้ผู้หญิงแต่งงานแล้วนั้นฝึกศิลปะการต่อสู้นี้แต่เธอก็ยังคงฝึกต่อไปเรื่อยๆจนถึงทุกวันนี้หญิงก่คนนี้นั้นได้กลายมาเป็นผู้ที่เชียวชาญทางด้านศิลปะการต่อสู้โดยเธอก้ได้เปิดโรงเรียนสำหรับทำการสอนทั้งเด็กผู้หญิงเด็กผู้ชายชายหนุ่ม และ หญิงสาวอีกด้วย 

Giga Uguru

สำหรับ Giga Uguruผู้ที่เป็นนักสู้ผู้ที่มีมากฝีมือและยังมีความแข็งแกร่งและรวดเร็วจนดูเห็นว่าจะไม่มีใครที่สามารถล้มเขาได้เขายังได้เคยฝึกซ้อมกีฬาต่างๆมามากมายแต่ตั้งที่เขานั้นยังเป็นเด็กเขาได้เริ่มฝึกเทวันโดตั้งแต่เขาอายุได้เพียง4ขวบเท่านั้นซึ่งก็ถือว่าเริ่มไว้มากๆจนทำให้อดสงสัยไม่ได้เลยว่าทำไมเด็กตัวเล็กแค่นั้นถึงจะมาชื่นชอบกีฬาได้โดยเขาก้ได้ฝึกซ้อมตั้งแต่นั้นมาเลยทีเดียวแต่นั้นนอนว่าเค้าไม่ได้กำกัดตัวเองอยู่แค่ในศาสตร์

การต่อสู้เพียงศษสตร์เดียวซึ่งในตอนที่เขานั้นได้อายุเพียงแค่10ขวบ Giga ก็ได้เริ่มฝึกการต่อยมวยต่อด้วยคาราเต้คาสมาทกล้าศิลปะการต่อสู้มือเปล่าของทหารอิสราเอลนั่นเองหลังจากที่เขานั้นได้เชียวชาญศาสตร์ทั้งหมดนี้แล้ว Giga เองก็ยังไม่ได้หยุดแต่เพียงแค่นั้นแต่เขาก็ยังได้เพิ่มความสามารถในการพาดโผงเข้าไปในการฝึกซ้อมอีกด้วยและมันไม่ได้แค่การติวแบบธรรมดาโดยทั่วไปแต่เป็นตัวสตั้นของจริงแต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่มีใครที่จะเชื่อความสามารถของ Gigaพวกเขาคิดว่าเทคนิคของเขาใช้ไม่ได้ผมในการต่อสู้จริงๆ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แทงบอลออนไลน์2020

ประวัติศาสตร์ของผาแต้ม

ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข24ได้เป็นถนนหลวงสายหลักเส้นหนึ่งที่นำทางจากผู้คนตอนล่างและตอนกลางของประเทศไปยังจังหวัดอุบลราชธานี

ซึ่งได้เป็นจังหวัดที่ใหญ่จังหวัดหนึ่งของทางภาคอีสานที่ได้มีเขตดินแดนติดต่อกับ สปป. ลาว  จังหวัดอุบลราชธานีเป็นดินแดนอยู่ติดริมน้ำโขงและแม่น้ำมูลอันเป็นที่อุดมสมบูรณ์นานหลายพันปีมาแล้วพื้นดินที่นี้ได้ถูกจับจองจากผู้คนต่างยุคหลายสมัยเพื่อที่จะได้ตั้งเป็นชุมชนถิ่นอาศัย

ซึ่งในปัจจุบันได้มีการค้บพบของในยุคโบราณก่อนประวัติศาสตร์อยู่หลายแห่ง ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานีไปทางเหนือประมาณ5กิโลเมตรที่นี้คือ วัดบ้านก้านเหลือง ซึ่งภายในได้มีการแสดงหลุมขุดค้นซึ่งเป็นส่วสนหนึ่งของแหล่งโบราณคดีที่ชื่อเดียวกันกับวัดแหล่งโบราณคดีบ้สนก้านเหลืองมีพื้นที่ค่อนข้างกว้างใหญ่แต่ที่หน้าเสียดายที่หลักฐานจำนวนมากถูกทำลายจำการพัฒนาพื้นที่โดยเฉพาะเครื่องปั่นดินเผาประเภคต่างๆ

หลุมที่ได้ขุดค้นนี้ได้ขุดพบเครื่องดินเผาที่มีขนาดใหญ่ไม่น้อยกว่า15ใบทั้งหมดนนี้มันยังถูกตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิมที่ได้พบเป็นครั้งแรนักโบราณคดีได้เชื่อว่าบริเวณที่แห่งนี้แต่เดิมมันหน้าจะเป็นหลุมฝั่งศพเพราะจากไขดินเผาที่ได้ขุดเจอถึงแม้ว่าจะไม่พบโครงกระดูกมนุษย์นั้นหลงเหลืออยู่แต่ก็มีหลังฐานทางวิทยาศาสตร์บางอย่างบ่งบอกว่าไหเหล่านี้

เคยมีโครงกระดูกมนุษย์บรรจุอยู่แต่มันอาจจะพุพังสหลายไปแล้วจากการศึกษาทางโบราณคดีได้ระบุเอาไว้ว่าเหล่าโบราณคดีบ้านก้านเหลืองมีประวัติการใช้พื้นที่ทับซ้อนกันราว2สมัยครั้งแรกได้อยู่ก่อนสมัยในประวัติศษสตร์ตอนปลายหรือในสมัยเหล็กอายุประมาณ2,800ถึง2,500ปีมาแล้วโดยได้มรหลักฐานบ่งชี้คือเศษสำริด เศษเหล็ก ลูกปัดแก้ว หินดุด และเศษภาชนะดินเผา

ส่วนในยุคที่2 อยูในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายต่อเนื่องกับสมัยประวัติศาสตร์ตอนต้นหลักฐานสำคัญได้แก่ ภยกาดินเผาเคลือบน้ำดินสีแดง แวดินเผา แท่งดินเผา ลูกปัดดินเผา กระพรวน สำริด และ ขวานเหล็ก ห่างจากวัดบ้านก้านเหลือไปอีกประมาณราวๆ90กิโลเมตรเศษที่นี้คือ ผาแต้ม ซึ่งได้เป็นแหล่งอารยธรรมอีกแห่งที่ยืนยันว่าได้เคยมีมนุษย์อาศัยอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อหลายพันปีมาแล้ว

ผาหินกว้างริมน้ำโขงในอดีตมันคือพื้นที่ต้องห้ามชาวบ้านที่อาศัยหากินในถิ่นนี้พวกเขาจะไม่เอาร่างกายเดินเข้ามาที่ริมผาเพราะเชื่อว่าเป็นที่ดินแดนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้ลวงล้ำมักจะเกิดเหตุร้ายอาจจะเจ็บไขได้ป่วยหรือถึงขั้นเสียชีวิตแต่ความลับของผาแต้มก็ได้ถูกเปิดเผยเมื่อขณะอาจราย์และนักศึกษาภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดีก็ได้เดินทางมาสำรวจพื้นที่หลังมีการค้นพบภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ติดฝังอยู่แนวหินผาหลายจุด

ประวัติศาสตร์ศิลป์ตะวันตก  

ประวัติศาสตร์ศิลป์หมายถึงวิชาที่ว่าด้วยความเป็นมาของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในอดีตจนถึงปัจจุบัน

ศิลปะตะวันตกหมายถึงศิลปกรรมของกลุ่มในประเทศยุโรปปัจจุบันรวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วยโดยมีรากฐานมาจากศิลปะของอียิปต์และกรีกซึ่งเป็นวัฒนธรรมยุคโบราณของโลกและมีการพัฒนาขึ้นมาภายใต้อิทธิพล ของคริสต์ศาสนา

ประวัติศาสตร์ศิลป์ตะวันตก  

โดยประวัติศาสตร์ศิลป์ตะวันตก แบ่งออก กว้างกว้างได้เป็นสี่ยุคคือ

  • ยุคก่อนประวัติศาสตร์
  • ยุคโบราณ
  • ยุคกลาง
  • ยุคใหม่

ยุคก่อนประวัติศาสตร์

เกี่ยวกับงานศิลปได้เริ่มมีการสร้างกันมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคหินเก่าตอนปลายซึ่งอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 30,000 ถึง 10,000 ปีมาแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 15,000 ปี ถึง 10,000 ปีมานั้นมนุษย์ได้ทำการเขียนภาษีและขูดขีดบนผนังถ้ำและภูผาเป็นภาพสัตว์ และการล่าสัตว์และภาพลวดลายที่เป็นเลขาคณิต

ยุคโบราณ

เริ่มตั้งแต่มนุษย์ในอารยธรรมสมัย โมโสโปเตเมียกับอียิปต์ประดิษฐ์ตัวอักษรทั้งอักษรลิ่มและอักษรภาพเพื่อเป็นการใช้ในอารยธรรมต่างๆของ ชนเผ่าเช่นการบันทึกการค้า การออกกฏหมายลักษณะศิลปะมีความผูกพันกันกับลักษณะของการของเฉพาะของชนเผ่าและผูกพันกับความเชื่อและในโลกที่เกี่ยวกับหลังความตายและโดยศิลปะตะวันตกสมัยประวัติศาสตร์ในยุค โบราณจะออกแบ่งออกเป็นยุคต่างๆอีกดังนี้ศิลปะอีหยิป ศิลปะกรีก ศิลปะโรมัน ศิลปะเมโสโปเตเมีย ศิลปะซูเมอร์ ศิลปะบาบิโลเนียร ศิลปะอัสสิเรีย และศิลปะเปอร์เซีย

ยุคกลาง

ศิลปะยุคกลางเริ่มตั้งแต่คริสต์ศักราช 375 ถึง 500 เมื่อในขณะที่ อาณาจักรของโรมันนั้นอ่อนแอยุโรปก็อยู่ในภาวะวุ่นวายจนได้มีการชื่อว่ายกมืด โดยบริบทของศิลปะยุคกลางจะเป็นผู้การรวบรวมขบวนการทางศิลปะ และสมัยศิลปะที่สำคัญสำคัญระดับชาติหรือระดับท้องถิ่นประเภทงานการฟื้นฟูงานศิลปและศิลปินนั่นเอง

ศิลปะยุคกลางแบ่งออกเป็นยุคต่างๆอีกดังนี้ศิลปะคริสเตียนยุคแรก ศิลปะใบเซนทาย ศิลปะโรมันเนส ศิลปะโกธิค ศิลปะเลอรไนทซอง ศิลปะเมโนลิสต์ ศิลปะบารโลบ และศิลปะ โรโคโค

ยุคใหม่

เริ่มขึ้นตอนปลายศตวรรษที่ 18 และในประเทศฝรั่งเศสสืบเนื่องจากการเดินทางทางวิทายาศตร์ และเทคโนโลยีมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางศิลปะอย่างขนาดใหญ่ทั้งรูปแบบและและจุดประสงค์ที่โดยเฉพาะการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมศิลปินยุคใหม่ต่างๆก็พากันปีกตัวออกจากการยึดหลักวิชาการฝ ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่มีรากฐานมาจากศิลปะกรีก และโรมันมาใช้ความสึกรู้สึกนึกคิดและความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคนอย่างอิสระ

ซึ่งมีการแยกศิลปะออกจากศาสนาโดยสิ้นเชิงศิลปะจึงเป็นเรื่องส่วนตัวของบุคคลอย่างแท้จริง และแบ่งออกเป็นยุคต่างๆได้ดังนี้ศิลปะแบบนี้โอคาสสิค ศิลปะแบบโรมันติก ศิลปะแบบเรียลริล ศิลปะแบบเวชั่นนิด เป็นต้นจะเห็นได้ว่าศิลปะมีหลักหลายขนาดด้วยกันโดยพัฒนาตามยุคและสมัยเรื่อยเรื่อยขึ้นมาจนมาถึงปัจจุบันนั่นเอง