กำแพงเมืองจีนสร้างเอาไว้ทำไม?

เมื่อพูดถึงสถานที่สำคัญของประวัติศาสตร์ของประเทศจีนเราเชื่อว่าหลายๆคนจะต้องนึกถึงกำแพงเมืองจีนเป็น

อันดับแรกเพราะกำแพงเมืองจีนก็ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งหนึ่ง7มหศัจรรย์ของโลกและยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังจนได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ประเทศจีนที่ในครั้งหนึ่งได้ใช้เป็นความรุ่งเรืองของจีนมาหลายทศวรรษจนถึงได้มีคำกล่าวกันว่าได้เป็นสิ่งที่มนุษย์ได้ซ้อนขึ้นมาบนพื้นโลกที่สามารถมองเห็นมันด้วยตาเปล่าจากดวงจันทร์ได้

สำหรับกำแพงเมืองจีนหรือกำแพงหมื่นลี้ซึ่งเมื่อก่อนนี้จะมีชื่อเรียกกันอย่างธรรมดาอย่างแบริเออร์จนมาถึงในปลายศตวรรษที่19ได้มีชื่อตั้งอย่างเป็นทางการว่าThe Great Wall of China คนไทยเรียกว่ากำแพงเมืองจีนส่วนคนปักกิ่งเรียกกันว่าชางเฉินแปลว่ากำแพงยาวในโลกตะวันตกไม่ได้มีการรับรู้ถึงการปรากฎอยู่ของกำแพงเมืองจีนเป็นเวลานานถึง1,500ร้อยปีและที่ไม่น่าเชื่อเลยก็คือมันไม่เคยมีมาปรากฎในรูปภาพวาดของจีนในยุคสมัยนั้นและยังไม่มีการบันทึกในการเดินทางของการมาโคโปโลในศตวรรษที่13

ซึ่งทุกคนหลายๆคนอาจจะเข้าใจกันว่า จิ๋นซีฮ่องเต้ เป็นผู้ที่เริ่มก่อสร้างกำแพงเมืองจีนขึ้นมาและเมื่อในความเป็นจริงแล้วการที่ได้ก่อสร้างกำแพงเมืองจีนนั้นก็ได้เริ่มสร้างก่อนเมื่อประมาณ700ปีก่อนคริสตกาลในยุคชุนชิวและราชวงศ์โจวที่ถือว่าได้เป็นราชวงศ์ที่ยาวนานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศจีนได้เป็นยุคที่ได้เป็นการที่มีการแย้งชิงในความเป็นใหญ่และได้เกิดสงครามกันขึ้นมาอย่างไม่ขาดสายมีการสู้รบกันในระหว่างแขวนต่างๆ

กษัตริย์แคว้นชูจึงได้สร้างกำแพงขึ้นมาตามเทือกเขาที่อยู่ในเขตชายแดนและจุดที่ได้มีความสำคัญทางยุทศาสตร์ของประเทศจีนเพื่อปกกันการรุกรานเข้ามาจากแคว้นอื่นๆ

อย่างงเช่นแคว้นฉี แคว้นเยียน แคว้นเว่ย แคว้นเจ้า และ แคว้นฉิน ซึ่งต่อมาแคว้นทั้งหมดเหล่านี้ก็ได้หันมาร่วมมือกับก่อตั้งกำแพงเอาไว้สู้ต่อต้านกับพวกข้าศึกเอาเป็นตัวอย่างบ้างจึงได้เป็นจุดกำเนิดในการทำการก่อสร้างกำแพงเมืองจีนขึ้นมา 

จากนั้นเมื่อ200ปีก่อนคริสตกาลจักรพรรดิจิ๋นซีฮองเต้เขาก็ได้มีการรวบรวมเอาหัวเมืองต่างๆรวมไปถึง6แคว้นใหญ่ที่กระจายเข้าด้วยกันเพื่อที่จะได้ปกป้องกันการรุกรานจากแผ่นดินของเผ่าซงทางตอนเหนือจากนั้นจิ๋นซีก้ได้เสด็จไปพระราชดำเนินทำการตรวจสอบดินแดนที่อยู่ทางตอนเหนือด้วยตัวพระองค์เอง

การก่อสร้างและการวางแผนที่ยิ่งใหญ่มันกำลังจะเริ่มขึ้นจากนั้นก็ได้ส่งกองกำลังทหารไปกว่า3แสนคนและประชาชนอีก5แสนคนได้รวมมือกันก่อสร้างกำแพงขนาดใหญ่พระองค์กำลังจะเชื่อมกำแพงเมืองจีนจากทางตอนเหนือของแคว้นฉินและแคว้นต่างๆเอาเข้ามาด้วยกัน

ประวัติศาสตร์แนวคิดของระบอบคอมมิวนิสต์

ซึ่งแนวคิดในแบบคอมมิวนิสต์จะบอกว่าเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมนั้นมันได้เป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมชนชั้นทางสังคมทำให้คนได้เปรียบและเสียเปรียบคนชั้นล่างหรือชนชั้นกรรมกรได้ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างเป็นระบบทำให้เกิดมาเป็นแรงงานและแทบจะไม่มีทางเลื่อนชั้นทางสังคมขึ้นไปได้มีหน้าที่เกิดมาเป็นทาสนายทุนสร้างความร่ำรวยให้นายทุนแล้วก็ได้ตายลงไปในที่สุด

นอกจากนี้ในหลายๆคนก็อาจจะมองว่าคอมมิวนิสต์นั้นไม่ชอบความเจริญหรือเปล่าบอกเลยว่ามันไม่จริงไม่มีใครที่จะออกมาปฏิเสธความเจริญแต่คอมมิวนิสต์จะมองว่าความเจริญนั้นจะต้องได้รับการแบ่งปันออกไปอย่างเท่าเทียมมากกว่าและจะทำอย่างไรให้มันได้มีความเท่าเทียมก็นั่นแหละจะต้องเอาทุกอย่างมากองรวมกันแล้วก็ช่วยกันสร้างความเจริญแบบเป็นหมู่คณะนั่นแหละคือคนที่ได้มีทรัพย์สมบัติอยู่แล้วไม่ว่าจะน้อยหรือจะมากได้ยินแบบนี้ก็ตกใจ

อยู่ๆจะเข้ามาเอาสมบัติของเราไปแล้วบอกว่าต่อไปนี้ทุกอย่างเป็นของทุกคนนั่นแหละมันคือสิ่งที่ทำให้ทุกๆคนคือสิ่งที่ทำให้คนกลัวพวกคอมมิวนิสต์กันมากมายขนาดนี้คนที่มีอะไรจะเสียนี่แหละมันก็ไม่แปลกเลยที่ชนชั้นปกครองทั่วโลกจะร่วมมือกันทำให้คำว่า คอมมิวนิสต์เป็นคำที่น่ากลัวสยองขวัญผิดกฎหมายชั่วร้ายและเกิดการฆ่ากันขนานใหญ่นั่นก็คือในยุคสงครามเวียดนามและสงครามเย็น

ในช่วงทศวรรษที่1960จนถึงการล้มสลายระบอบคอมมิวนิสต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนั่นก็คือ สหภาพโซเวียต ในปี1991 

ซึ่งเขาก็ได้ล่มสลายด้วยตัวเองไม่มีใครไปทำอะไรให้ล่มแล้วถามว่าทำไมถึงได้ล่มมันก็คงจะมีอยู่ในหลายๆปัจจัยแต่ว่าถ้าเกิดว่าเรามองอุดมการของคอมมิวนิสต์อย่างเป็นอุดมการจริงๆแล้วไม่มีประเทศไหนเลยที่จะปกครองระบอบคอมมิวนิสต์แล้วสามารถเดินทางไปถึงความสังคมคอมิวนิสต์อย่างแท้จริงตามที่ได้ถูกวาดฝันเอาไว้

สังคมคอมมิวนิสต์ในอุดมการนั้นทุกคนนั้นจะเท่าเทียมกันหมดการตัดสินใจทุกอย่างมันมาจากการใช้เหตุผลและตักกะไม่มีอารมณ์ไม่มีผลประโยชน์มีเพียงประโยชน์ของส่วนรวมเท่านั้นแต่กว่าจะไปถึงตรงนั้นได้กว่าจะเปลี่ยนไปจากสังคมทุนนิยมไปสู่ความไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไรเลยมันก็จะต้องมีการปฏิวัติ

ซึ่งมันได้เป็นการเปลี่ยนแปลทางสังคมอย่างพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินจะต้องมีการบังคับคนเยอะต้องมีการยึดทรัพย์ต้องมีการส่งคนออกไปทำนารวมต้องมีการใช้ความรุนแรงเยอะมากคนที่ได้ใช้ความรุนแรงไปแล้วมีอำนาจไปแล้วใครล่ะจะไปอยากวางอำนาจนั้นจริงหรือไม่

ขบวนการ100บุปผาของเหมาเจ๋อตงปี1956

ในปี1953 นายโจเซฟสตาลิน ผู้นำสูงสุดของสหภาพโซเวียตได้เสียชีวิตลง นายนิกิต้า ครุเชฟขึ้นเป็นผู้นำต่อ การเสียชีวิตของ  นายโจเซฟสตาลิน ได้สร้างความสั่นคอนให้กับเหมาเจ๋อตงมากๆเลยเพราะว่าเหมาเจ๋อตงเรียกว่าเป็นติ่งสตาลินก็ได้

เหมาเจ๋อตงศรัทธาสตาลินมากยกย่องให้เป็นพี่ใหญ่ของประเทศคอมมิวนิสต์ได้ยกย่องว่า  นายโจเซฟสตาลิน นำสหภาพโซเวียตในสงครามโลกครั้งที่สองจนเอาชนะเยอรมันได้และยังสามารถแข่งขันกับภาพสหรัฐกาหัวหน้าใหญ่ฝ่ายโลกทุนนิยมได้

นโยบายการบริหารประเทศและนโยบายการต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีนจึงได้อิงมาจากสหภาพโซเวียตเป็นหลักแต่เมื่อ นายโจเซฟสตาลิน ได้เสียชีวิตและ ครุเชฟ ก็ได้มีนโยบายที่ชื่อde-Stalinizationไม่เดิมตามนโยบายเดิมของ นายโจเซฟสตาลินอีกต่อไป

นายเหมาเจ๋อตงเลยเสียความรู้สึกมากและคิดว่าต่อไปนี้จีนจะต้องเดินด้วยนโยบายของตัวเองเพราะโซเวียตพี่เก่าได้เปลี่ยนอุดมการณ์ไปเสียแล้ว

ด้วยเหตุนี้เองในปี1956 เหมาเจ๋อตงจึงได้เริ่มขบวนการ100บุปผาขึ้นในขบวนการ100บุปผาเป็นโครงการของนายเหมาเจ๋อตงเป็นโครงการของเหมาเจ๋อตงที่จะเรียกนักคิดนักเขียน นักวิชาการ ศิลปิน ปัญญาชน ทั้งหลายมารวมกันระดมสมองว่าต่อไปนี้สาธารณรัฐประชาชนจีนจะดำเนินไปในทิศทางใดแนวๆว่าจะวางโครงสร้างการพัฒนาประเทศกันอย่างไรดีรวมถึงการเปิดโอกาสให้วิพากษ์วิจารณ์อุดมการณ์ทางการเมืองรวมถึงการบริหารงานทางของพรรคคอมมิวนิสต์ด้วย

โดยการใช้คำว่า100บุปผา คือ ความต้องการที่จะสื่อถึงความงดงามของความหลากหลายทางความคิดนั่นเองแต่ก็อย่างว่านั่นล่ะสุดท้ายแล้วก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะรับความคิดเห็นที่หลากหลายได้โดยเฉพาะเมื่อคนคิดเห็นเหล่านั้นเป็นความคิดเห็นในเชิงลบเชิงตำนิติเตียนคือเหมาเจ๋อตงคงไม่คิดว่าจะโดนด่าเยอะขนาดที่โดนเหล่านักคิกนักเขียนนักวิชาการต่างๆที่เชิญมาดันมาต่อว่าและแสดงความไม่พอใจรัฐบาลเหมาเจ๋อตงอย่างรุนแรงและหลากหลายด้วยก็มี100บุปผาจริงๆนั่นแหละและเหมาเจ๋อตงก็ต้องเซอร์ไพรส์จริงๆ

เมื่อได้พบว่าตัวเองนั้นไม่ได้ป๊อปปูล่าร์ในหมู่คนพวกนี้เอาซะเลยสุดท้ายขบวนการ100บุปผาก็เลยล้มระเนระนาดเลิกไปดื้อๆเลยแต่เรื่องของเรื่องก็คือล้มไม่ล้มเปล่าล้มแล้วเกิดการตามไปเช็คบิลกันอีกอย่างเป็นวงกว้างเกิดการPurgeนักเขียน นักวิชาการ นักคิด ศิลปิน ที่แสดงความคิดเห็นเป็นปฏิปักษ์กับพรรคเหล่านั้นบางคนก็โดนไล่ออกจากงานโดนจับขังหรือว่าส่งไปปรับทัศนคติด้วยการใช้แรงงานหนักเรียกว่าพอได้เรียกออกมาแล้วบอกให้พูดความในใจพอพูดไปก็โดนจับขังในฐานที่บังอาจมาด่านั่นแหละ

 

สนับสนุนโดย  nowbet

จังหวัดและอำเภอที่ได้ถูกยุบไปจากประเทศไทย

จังหวัดธัญบุรีได้แบ่งเขตการปกครองทั้งหมดออกมาเป็นสี่อำเภอได้แก่อำเภอเมืองธัญบุรี หรือ อำเภอรังสิต อำเภอลำลูกกา อำเภอคลองหลวง หรือ อำเภอบางหวาย อำเภอหนองเสือ ในเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.2474 ได้มีคำประกาศคำสั่งให้จังหวัดธัญบุรีถูกยุบรวมเขากับจังหวัดปทุมธานีเพื่อประหยัดงบประมาณราชกาล

โดยจะมีผลตั้งแต่ เดือน เมษายน พ.ศ.2475 และในวันที่ 1มิถุนายน พ.ศ.2510ราชบัณฑิตยสถานได้เปลี่ยนแปลการสะกดจากธัญญบุรีที่ได้มี ญ. สองตัว เป็นธัญบุรีที่ใช้ตัว ญ. ตัวเดียวและยังได้ใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้

จังหวัดกาฬสินธุ์

ซึ่งจังหวัดกาฬสินธุ์ได้ถูกยกจากฐานะจากอำเภออุทัยกาฬสินธุ์ให้กลายมาเป็นจังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อปี พ.ศ.2456 โดยจะแบ่งการปกครองเป็น5อำเภอ ได้แก่อำเภออุทัยกาฬสินธุ์ อำเภอสหัสขันธ์ อำเภอกุฉินารายณ์ อำเภอกมลาไสย อำเภอยางตลาด ซึ่งต่อมาเศรษฐกิจภายในประเทศไทยตกต่ำการเงินฝืดเคืองจึงได้มีความจำเป็นที่จะต้องยุบจังหวัดต่างๆลง

เพื่อให้มีความสมดุลกับรายได้ของประเทศไทย ใน เดือนกุมภาพันธ์  พ.ศ.2474 จึงได้มีการประกาศคำสั่งให้ยุบจังหวัดกาฬสินธุ์ให้ไปเป็นอำเภอเมืองขึ้นของจังหวัดมหาสารคามจากนั้น ในปี  พ.ศ.2490 กาฬสินธุ์ ได้ถูกยกฐานะขึ้นให้ขึ้นมาเป็นจังหวัดอีกครั้งได้จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดกาฬสินธุ์ ในปี  พ.ศ.2490 และได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ในวันที่ 1ตุลาคม ในปี  พ.ศ.2490 เป็นต้นมา

จังหวัดหลังสวนได้แบ่งเขตการปกครองทั้งหมดเป็น3อำเภอได้แก่ อำเภอเมืองหลังสวน หรือ อำเภอขันเงิน อำเภอสวี อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดหลังสวนได้ถูกยุบให้เป็นอำเภอหลังสวนและได้รวมเข้ากับจังหวัดชุมพรตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่21กุมภาพันธ์  พ.ศ.2474 เพื่อประหยัดงบประมาณราชกาลและได้มีผลตั้งแต่ในเดือนเมษายน พ.ศ.2475

จังหวัดตะกั่วป่า ได้แบ่งการปกครองออกไปเป็น3อำเภอได้แก่ อำเภอเมืองตะกั่วป่า หรือ อำเภอตลาดใหญ่ อำเภอปากน้ำ หรือ อำเภอเกาะคอเขา และ อำเภอกำปง ในปี  พ.ศ.2474ได้มีประกาศคำสั่งให้ยุบจังหวัดตะกั่วป่าให้กลายมาเป็นอำเภอตลาดใหญ่ขึ้นกับจังหวัดพังงาเพื่อประหยัดงบประมาณราชกาลโดยได้ตั้งที่ว่าการอำเภออยู่ในศาลากลางจังหวัดตะกั่วป่าเดิมที่บ้างย่านยาวมีผลตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ.2475 

จังหวัดสายบุรี

ซึ่งจังหวัดสายบุรีนั้นได้แบ่งเขตการปกครองกลายเป็น2อำเภอและหนึ่งกึ่งอำเภอได้แก่ อำเภอเมืองสายบุรี หรือ อำเภอตะลุบัน อำเภอจำปากอ หรือ อำเภอบาเระเหนือ กิ่งอำเภอกะลาพอ ในพ.ศ.2474จังหวัดสายบุรีได้ถูกยุบรวมเข้ากับจังหวัดปัตตานียกเว้นอำเภอจำปากอหรือในปัจจุบันคืออำเภอบาเจาะที่ได้ไปขึ้นอยู่กับจังหวัดนราธิวาสเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณราชกาลโดยได้มีผลมาตั้งแต่เดือนเมษายนพ.ศ.2475 

จังหวัดพระประแดง ซึ่งได้มีการแบ่งการปกครองเป็น4อำเภอ ได้แก่ อำเภอพระประแดง อำเภอทะวาย หรือ ยานนาวา อำเภอพระโขนง อำเภอราษฎร์บูรณะ ในพ.ศ.2474ได้เกิดวิกฤตการเศรษฐกิจตกต่ำจึงได้มีการประกาศคำสั่งให้จังหวัดพระประแดงยุบตัวเข้ากับจังหวัดสมุทรปราการจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณราชกาล

โดยอำเภอพระประแดงให้ไปขึ้นกับจังหวัดสมุทรปราการ อำเภอทะวายและ  อำเภอพระโขนงไปขึ้นกับจังหวัดพระนครส่วนอำเภอราษฎร์บูรณะไปขึ้นกับจังหวัดธนบุรีมีผลตั้งแต่เดือนเมษายนพ.ศ.2475

 

สนับสนุนโดย    rb88 ฝาก ขั้น ต่ํา

ประวัติกติกาการเล่นฟุตบอล

เกมกีฬาการแข่งขันฟุตบอล ถือว่าเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมาทุกยุคทุกสมัย หากจะนับกันจริงๆ เป็นระยะเวลาจำนวนปีนั้นกีฬาชนิดนี้ก็มีมาไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบปีได้แล้ว

ซึ่งต้นกำเนิดของกีฬาฟุตบอลนั้น อยู่ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้คิดค้นและก่อตั้งกีฬานี้ให้เป็นอาชีพอยู่ในอย่างปัจจุบันอย่างแท้จริง โดยตั้งแต่เมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้วการแข่งขันกีฬาชนิดนี้ได้มีการพัฒนารูปแบบการแข่งขันกันตั้งแต่เป็นระบบเจอกันแล้วแพ้คัดออก จนมีการจัดการแข่งขันกันเพื่อชิงถ้วย

จวบจนกลายเป็นกีฬาของแต่ละประเทศชาติที่มีการจัดการแข่งขันกันแบบระบบพบกันหมด หรือที่เรียกว่าลีกนั่นเอง ซึ่งจากสาเหตุที่ต้องมีการจัดการแข่งขันในลักษณะแบบพบกันหมดขึ้นมานั้นก็เนื่องมาจากมีจำนวนทีมฟุตบอลที่เพิ่มมากขึ้นๆเรื่อยๆในแต่ละปี จนไม่สามารถที่จะรองรับการแข่งขันในทัวร์นาเมนเดียวได้

ซึ่งการแข่งขันแบบนี้จึงกลายเป็นที่นิยมและชื่นชอบของคนแต่ละประเทศ โดยเมื่อก่อนแต่เดิมทีนั้น การเตะฟุตบอลนั้นก็เป็นเพียงแค่หาลูกกลมหนึ่งลูก และแบ่งผู้เล่นให้เท่ากันทั้งสองฝ่าย และแย่งกันเพื่อเตะลูกบอลเข้าไปในประตูของทีมฝ่ายตรงข้าม แต่พอทุกอย่างเริ่มเป็นระบบมากขึ้น จึงมีการระบุการเล่นของกีฬานี้ไว้อย่างชัดเจน โดยยึดเป็นกติกาสากลที่ใช้กันสำหรับการเล่นฟุตบอลทั่วโลกนั่นก็คือ

ในส่วนของสนามการแข่งขันนั้น จะต้องเป็นหญ้าจริงหรือหญ้าเทียม เท่านั้น เพื่อป้องกันการบาดเจ็บของผู้เล่น และความยาวของสนามต้องมีความยาวตั้งแต่ หนึ่งร้อยถึงหนึ่งร้อยสามสิบหลา ส่วนความกว้างต้องกว้างห้าสิบถึงหนึ่งร้อยหลา

และให้แบ่งเขตแดนของแต่ละทีมให้เท่ากัน โดยมีประตูของแต่ละฝ่ายอยู่ที่กว้างแปดฟุตและสูงแปดฟุต และมีเส้นกรอบเขตโทษห่างจากประตูอยู่ที่สิบแปดหลา ส่วนผู้เล่นที่จะทำการลงสนามนั้นจะต้องมีฝ่ายละ สิบเอ็ดคน

โดยหนึ่งในสิบเอ็ดคนนั้นจะต้องมีหนึ่งคนที่ทำหน้าที่เป็นผู้รักษาประตู คือสามารถที่จะใช้ทุกส่วนของร่างกายป้องกันไม่ให้ลูกฟุตบอลเข้าไปในประตูของตัวเองได้ แต่การใช้มือหรือแขนนั้นจะต้องอยู่ในกรอบเขตโทษเพียงเท่านั้น

ส่วนลูกฟุตบอลที่ใช้ต้องมีเส้นรอบวงไม่เกินยี่สิบเจ็ดหรือยี่สิบแปดนิ้วและมีน้ำหนักไม่เกินสี่ร้อยถึงสี่ร้อยห้าสิบกรัม ส่วนเวลาที่ใช้กำหนดการแข่งขันคือ แบ่งเป็นสองช่วงเวลาช่วงละสี่สิบห้านาทีโดยฝ่ายใดทำประตูได้เยอะกว่าจะเป็นฝ่ายชนะการแข่งขันไป

 

สนับสนุนโดย  v9bet

หินสลักโมไอบนเกาะอีสเตอร์สามารถเดินได้เองจริงหรือเปล่า?

ถ้าเราพูดถึงเรื่องของโบราณสถานหรือโบราณวัตถุที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของหินสลักจริงๆแล้วมันได้มีอยู่หลายที่ทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นหินสลักต่างๆเกี่ยวกับในหน้าประวัติศาสตร์อย่างศิลาแดงหรือเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่เกี่ยวกับอียิปต์โบราณหรือสลักเอาไว้ในถ้ำต่างๆมากมาย

ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้มันก็จะบ่งบอกเกี่ยวกับประวัติที่มาหรือในอดีตนั้นมันได้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งหนึ่งในหินสลักที่มีคนพูดถึงกันมากที่สุดนั่นก็คือ หินสลักรูปหน้าคนโมไอ/moaiนั่นเองโดยตามข้อมูลเขายังได้บอกเอาไว้ว่า หินสลักรูปโมไอมันคือรูปปั้นหินที่มีลักษณะที่คล้ายกับศีรษะของมนุษย์แตกจะมีศีรษะที่ใหญ่กว่ามนุษย์ทั่วไป

และยังได้มีรูปร่างลักษณะที่แตกต่างกันออกไปบางตัวหัวเล็กบางตัวหัวใหญ่หรือบางตัวก็อาจจะมีหินวางเอาไว้บนหัวที่ดูคล้ายเหมือนกับหมวกก็มีอยู่เช่นกัน ซึ่งถ้าเอาตามที่เขาได้บันทึกเอาไว้แล้วก็มีการจดเอาไว้เขายังได้บอกเอาไว้ว่าโมไอในแต่ละชิ้นนั้นมันได้ถูกสร้างขึ้นมาจากหินเพียงแค่ก้อนเดียว โดยชาวโพลินีแซียน ที่ได้เข้ามาปกครองที่เกาะนี้ในช่วงเวลาเมื่อประมาณปี ค.ศ.1250

และได้สิ้นสุดอารยธรรมในเวลาต่อมาจากการคาดเดาคาดว่าน่าจะอยู่ในช่วงประมาณปี ค.ศ.1600ถึงปี ค.ศ.1800

แต่มันก็ยังไม่สามารถที่จะสรุปได้เลยว่ามันสิ้นสุดอารยธรรมเพราะอะไรและตามบันทึกเขายังได้บอกอีกด้วยว่าวิธีการสร้างโมไอในช่วงแรกมันยังคงได้เป็นปริศนาอยู่แต่ในช่วงระยะเวลาต่อมาก็ได้ถูกไขปริศนาแล้วแต่มันก็ยังได้มีบางคนเขาเชื่อกันว่ามันอาจจะเป็นเพียงแค่ทฤษฎีสมทบคิดเพียงเท่านั้น

โดยทฤษฎีสมทบคิดที่มีคนเชื่อถือกันมากที่สุดคือน่าจะถูกสร้างขึ้นจากการแกะสลัก โดยใช้หินของภูเขาไฟที่มีความแข็งและมีความคมกว่าหินโดยทั่วไปมาแกะสลักหินจากหินก้อนใหญ่เพียงแค่ก้อนเดียวด้วยความปราณีตจนมันได้ขึ้นเป็นรูปทรงขึ้นมาและเขาก็ได้คาดการณ์กันว่าวัตถุประสงค์ในการสร้างโมไอนี้ขึ้นมาคือการสร้างขึ้นมา

เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานให้แก่พวกที่ได้ร่วงลับไปแล้วอาจจะเป็นหัวหน้าเผ่าหรือเป็นคนที่มีอำนาจยศถาบรรดาศักดิ์สูงในยุคนั้นก็เป็นได้และถ้าถามว่าเรื่องนี้มันน่าสนใจอย่างไงคือเท่าที่ฟังมาตอนแรกนั้นมันอาจจะดูเหมือนเป็นเพียงแค่หินสลักที่เอาไว้ประดับหรือเป็นหินที่เอาไว้เป็นอนุสรณ์สถานของผู้ที่ได้ร่วงลับไปแล้วหินโมไอมันมีขนาดที่ใหญ่และสูงงมากๆ

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า entaplay

เหตุการณ์ฆ่าสังหารอย่างโหดร้ายในสมัยสงครามญี่ปุ่นและจีน

ซึ่งจากเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นได้บุกเข้ายึดเมืองนานกิงทหารญี่ปุ่นยังได้จับประชากรชาวจีนมาทำร้ายอย่างโหดเฮียมทั้งยังมีการฆ่าชาวจีนที่ไม่เหมือนกับประเทศอื่นๆทั่วไปโดยทหารญี่ปุ่นจะจับชาวจีนมาฆ่าโดยการทรมานอย่างร้ายแรงเสียจนรับไม่ได้และนอกจากการฆ่าที่ทรมานแล้วก็ยังได้นำเอาเชลยมาทำการตัดศีรษะหรือแม้กระทั่งควักตับไตใส้พุงออกมา

ซึ่งบางรายโดนหนักถึงขั้นชนิดที่ว่าถูกตัดต่อมาด้วยมนุษย์ตามร่างกายอย่างเช่นที่ว่าตัดแขนซ้ายของคนนี้ไปต่อกับแขนซ้านของอีกคนหนึ่งบางรายก็ถูกตัดหัวแล้วไปต่อกับอีกคนหนึ่งบางรายก็ถูกตัดแขนซ้านมาสลับกับแขนขวา

ซึ่งมันก็ไม่สามารถที่จะใช้ได้หรอกเพราะว่ามันได้ทำการตัดเซลล์ออกไปแล้วมันไม่สามารถที่จะต่อเซลล์ให้มันสามารถใช้งานได้ตามปกติเพราะ เนื่องจากว่าในสมัยนั้นมันไม่ได้มีวิวัฒนาการต่อเซลล์อะไรมากมายมันอาจจะเป็นเพียงแค่ว่าการตัดแล้วนำเอามาเย็บต่อกันเฉยๆ

กกลายเป็นคนที่ไม่มีแขนนั่นเองสุดท้ายก็ต้องเสียชีวิตลงไป แต่สิ่งที่ทำให้ชาวจีนได้มีความโกรธแค้นมากที่สุดไม่ใช่เป็นการฆ่าฟันหรือว่าการนำเอามาตัดต่อทางพันธุกรรมสิ่งที่ชาวจีนรับไม่ได้จริงๆกับพฤติกรรมของทหารญี่ปุ่นในสมัยนั้นนั่นก็คือข่มขืนกระทําชําเราผู้หญิง หญิงชาวจีนได้ถูกทหารญี่ปุ่นข่มขืนมากกว่า2หมื่นคนภายวใน4สัปดาห์

และยังได้มีความทวีคูณขึ้นเรื่อยๆไม่มีทีท่าที่จะลดลงเลย ว่ากันว่าทหารญี่ปุ่นไม่ได้เลือกข่มขืนเฉพาะคนแต่ทหารญี่ปุ่นได้ข่มขืนทุกคนที่เป็นผู้หญิงทุกเพศทุกวัยทุกอาชีพตั้งแต่ชาวนาเด็กนักเรียนคุณครูหรือแม้กระทั่งระดับCOระดับผู้บริหารคนงานอาจารย์และยังรวมไปถึงคนแก่แม้เด็กเล็กก็ยังไม่เว้นบางรายเมื่อถูกข่มขืนเสร็จแล้วก็ถูกฆ่าหรือบางรายที่ไม่ได้ถูกข่มขืน

ก็จะถูกกระทำชำเราอย่างอื่นและได้ฆ่าทิ้งเช่นเดียวกันนักประวัติศาสตร์ชาวจีนได้ทำการรวบรวมข้อมูลว่าในเหตุการณ์สังหารหมู่ที่เมืองนานกิงจริงๆแล้วต่างก็ได้พูดเป็นเสียงเดียวกันว่ากองทัพญี่ปุ่นได้สังหารคนชาวเมืองนานกิงไปมากกว่า3แสนคน นอกจากความโหดร้ายการข่มขืนแล้วความโหดร้ายของคนในทหารญี่ปุ่นในสมัยนั้น

ยังไม่เพียงแต่เท่านี้ผู้ที่ได้อยู่ในเหตุการณ์ในสมัยนั้นที่ได้รอดออกมาได้ก็ได้เล่าให้ฟังอีกว่าทหารญี่ปุ่นได้จับคนประมาณ4คนลามติดกันเป็นชุดๆจากนั้นก็จะค่อยๆยิงเรียงคนเพื่อเป็นความแน่ใจหากใครที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะถูกยิงทิ้งซ้ำอีกครั้งหนึ่งและหลักฐานที่

สำคัญมากที่สุดในสมัยนั้นนั่นก็คือเสียงบันทึกของจอนมากีได้เป็นนักสอนศาสนาชาวอเมริกันที่ได้อยู่ในเหตุการณ์ในสมัยนั้นได้เล่าให้ฟังทหารญี่ปุ่นไม่เพียงสังหารเชลยศึกทุกคนแต่ยังฆ่าชาวเมืองทุกเพศทุกวัยจึงได้จัดตั้งเขตปลอดภัยสากลขึ้นมาโดยร่วมกับชาวตะวันตกอื่นๆอีกถูกสร้างขึ้นมาให้ช่วยเหลือชาวจีนให้รอดพ้นจากความโหดร้ายของทหารญี่ปุ่น

 

สนับสนุนโดย  next88 สมัคร

ความเชื่อเกี่ยวกับลัทธิซาตาน

ลัทธิซาตานทำไมได้ไปเกี่ยวข้องอะไรกับยาเสพติดคือถ้าเกิดเราพูดถึงลัทธิซาตานแบบเต็มที่ที่เลวร้ายที่สุดเลยก็คือการฆ่าคนนู้นหรือรักพาคนนี้เพื่อมาทำพิธีกรรมบูชายันต์อะไรแบบนี้ถูกหรือไม่แต่ทีนี้มันได้มีเรื่องของยาเสพติดได้เข้ามาเกี่ยวข้องเราก็เกิดความสงสัยก็เลย

ไปถามรุ่นพี่คนหนึ่งที่เขาเคยเล่าเรื่องของลัทธิซาตานให้เราฟังว่าเขาเคยได้มีโอกาสหนึ่งเกือบได้เข้าไปที่โบสถ์ลัทธิซาตานในต่างประเทศประเทศหนึ่ง

ซึ่งเราขอไม่บอกชื่อประเทศ โดยซึ่งที่รุ่นพี่คนนี้เขาได้บอกมาเขาบอกว่าคอนที่เขาได้ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่ต่างประเทศเขาได้อยู่บ้านพักที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับโบสถ์ลัทธิซาตานเลย และทุกครั้งที่เขาได้กลับเข้ามาที่บ้านพักของเขา เขาก็จะได้ยินเสียงบนสวดประะหลาดจะได้กลิ่นสาบแปลกๆหรือกลิ่นอะไรสักอย่างหนึ่งที่บอกไม่ได้ว่ามันคือกลิ่นอะไร

หรือบางทีหนักหน่อยก็มีคนเล่าว่าเคยมีเด็กถูกอุ้มเข้าไปในโบสถ์หลังนี้ก็มีอยู่เหมือนกัน ซึ่งตรงนี้รุ่นพี่เขาบอกว่าเขาสงสัยว่าโบสถ์หลังนี้เขาทำอะไรกันเขาก็เลนตัดสิ้นใจว่าจะรองเข้าไปในลัทธิซาตานดูเขาก็ได้เดินเข้าไปที่โบสถ์แต่ในขณะที่เขากำลังเข้าไปปรากฎว่าทางเข้าโบสถ์นั้น

ได้มีคนเฝ้าประตูอยู่และคนที่เฝ้าประตูเขาก็ได้บอกมาว่าถ้าคุณอยากจะเป็นคนในลัทธิซาตานคุณจะต้องทำพิธีกรรมและทำภารกิจให้สำเร็จก่อนที่จะเข้าลัทธิและเข้าโบสถ์ของเราได้รุ่นพี่เราก็ได้ถามไปว่าแล้วภารกิจหรือพิธีกรรมจะต้องทำอะไรบ้าง

และคำตอบที่ได้จากคนที่เฝ้าประตูโบสถ์ก็คือคุณจะต้องไปหาเลือดสดๆของเด็กมาให้เราและเราจะนำมาประกอบพิธีก่อนและให้คุณดื่มเลือดของเด็กคนนั้นเข้าไปและพอได้ยินคำตอบแบบนั้นออกมารุ่นพี่เขาก็ได้เลือกเดินออกมาและเลือกที่จะไม่เข้าลัทธินี้เพราะว่ามันค่อนข้างที่จะน่ากลัวไปหน่อยคือตรงนี้เขาก็ไม่ได้แจ้งมาว่าเลือดของเด็กจะหาได้มาจากที่ไหน

เขาบอกเพียงแค่ว่าจะต้องหาเลือดเด็กสดๆมาให้เขาและให้เขาไปทำพิธีกรรมก่อนที่จะให้เราดื่มเลือดนั้นเข้าไปรุ่นพี่เราก็ได้ตัดสิ้นใจเดินออกมาจากโบสถ์นั้นแต่ก่อนที่จะออกมาคือตอนที่เขาได้ยืนอยู่หน้าโบสถ์เขาก็ได้ยินเสียงประหลาดเยอะแยะมาก

ไม่ว่าจะเป็นเสียงสวดเสียงกีดร้องหรือแม้แต่จะเป็นกลิ่นสาบหรือกลิ่นอะไรแปลกๆ ซึ่งตรงนี้เขาก็ให้คำตอบไม่ได้ว่ามันคืออะไรแต่โบสถ์นี้รุ่นพี่เราเขาแจ้งว่าคนในบริเวณรอบข้างเขาได้ทำการแจ้งไปยังสถานีตำรวจว่ามีการใช่เสียงดังมีความรู้สึกว่ามันผิดปกติในโบสถ์แห่งนี้แต่สุดท้ายกลายการแจ้งเรื่องก็เงียบลงไม่การเข้ามาตรวจสอบไม่มีการเข้ามาดูแล

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน แทงขั้นต่ํา10บาท

เพราะอะไรไดโนเสาร์ถึงสูบพันธุ์  

สำหรับเรื่องของการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์เราเชื่อว่าหลายๆคนก็น่าจะมีคำตอบอยู่ในใจแล้วก็เคยได้ยินกันมาบ้างว่ามันเกิดจากอุกกาบาตพุ่งชนโลกแล้วทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปกคลุมไปทั่วโลกแล้วก็ไม่มีอาการหายใจจนตายบ้างหรือภูเขาไฟได้มีการเกิดการระเบิดครั้งใหญ่

หรือภูเขาไฟใต้น้ำระเบิดอุณหภูมิโลกได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันเราก็จะเคยได้ยินกันมาประมาณนี้ จริงๆแล้วเราอยากจะบอกว่าการสูญพันธุ์ของพวกสัตว์ดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ทั้งหลายจริงๆแล้วมันไม่ได้มีการสูญพันธุ์เพียงแค่ครั้งเดียวตามข้อมูลที่เราได้ไปศึกษามาเขาบอกเอาไว้ว่าในอดีตที่ผ่านมามันเคยมีการสูญพันธุ์หรือโดนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จากธรรมชาติ

มามากกว่า5ครั้งแล้วจริงๆมันอาจจะเยอะไปกว่านี้ก็ได้แต่ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ได้สรุปใจความได้แค่ว่าเคยมีการสูญพันธุ์ทั้งสิ้นมาแล้ว5ครั้งด้วยกันและในการเกิดเหตุการณ์เหล่านี้มันค่อนข้างที่จะมีระยะเวลาที่ยาวนานมันเลยทำให้ซึ่งที่มีชีวิตในยุคนั้นมันได้สูญพันธุ์ไปกว่า50-90%เลยก็ว่าได้โดยการสูญพันธุ์ในครั้งแรกเกิด450-440ล้านปีก่อนในยุคที่มีชื่อว่า ออร์โดวิเชียน-ไซลูเรียน หรือจะเรียกกันสั้นๆว่าปลายยุคออร์โดวิเชียน

โดยเหตุการณ์นี้มันได้เป็นผลมากจากยุคน้ำแข็งงที่มันทำให้ระดับน้ำทะเลได้ลดลงอย่างกระทันหันมันจึงทำให้ระบบนิเวทที่อยู่บริเวณน้ำตื้นที่อยู่ใกล้ชายฝั่งได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงมากส่วนสาเหตุก็ได้มีการคาดเดากันว่ามันน่าจะเกิดจากการที่เทือกเขาแอปปาเลเชียนได้ยกตัวสูงขึ้นมันเลยทำให้มีหินผุดขึ้นมาใหม่ด้วย

โดยหินนั้นมันได้มีส่วนประกอบสิริเกตที่ทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ภายในอากาศได้ถูกดึงออกไปเป็นจำนวนมากถ้าคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศในสมัยก่อนที่คาดเดาว่ามันน่าจะมีประมาณ7,000PPMเหลือเพียงประมาณ4,400PPMเพียงเท่านั้นเองและเมื่อประมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงมันก็เลนทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมันได้ลดลงตามไปได้

มันเลยทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกได้ลดลงตามไปด้วยเพราะว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เราก็ได้รู้กันหมดแล้วว่ามันคือก๊าซเรืองกระจกและสาเหตุการณ์นี้มัมนเลยทำให้สิ่งที่มีชีวิตในทะเลได้สูญพันธุ์ไปกว่า85%จากจำนวนสายพันธุ์กันเลยทีเดียว จากที่เขาได้มีการบันทึกเอาไว้เขาได้บอกว่าสิ่งที่มีชีวิตที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในเหตุการณ์นี้นั้นก็คือ โคโนดอนต์ ไทรโลไบต์ และ แกรปโทไลต์ ซึ่งสามตัวนี้มันได้เป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่จำพวกมีลักษณะคล้ายกับแมงดาในปัจจุบันนั้นเอง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน แนะนํา

ตำนานคำสาปสุสานฟาโรห์

       เมื่อช่วงหลายร้อยปีก่อนหน้านั้น เคยมีคนที่ไม่เชื่อเกี่ยวกับเรื่องของคำสาป ได้เข้าไปท้าทายข้อความที่ได้มีการเขียนเอาไว้ในสุสานของฟาโรห์ Tutankhamun  ซึ่งเป็นฟาโรห์องค์ที่สิบสองของอียีปห์โบราณ และข้อความที่เขียนเอาไว้ว่าเป็นคำสาปในสุสานของ ฟาโรห์ Tutankhamun  นั้น

มีข้อความที่แปลได้ประมาณว่า หากใครก็ตามที่มายุ่งเกี่ยวและทำให้สุสานแห่งนี้ไม่สงบสุขแล้วละก็มันผู้นั้นจะต้องมีอันเป็นไป  และแน่นอนคนที่เข้าไปข้างในสุสานของ ฟาโรห์ Tutankhamun   และไปยุ่งกับสมบัติของฟาโรห์ Tutankhamun  ก็มักจะเสียชีวิต

อย่างปริศนา สำหรับประวัติขององค์ฟาโรห์ Tutankhamun  นั้นพระองค์สิ้นพระชนในวัยเพียงแค่ สิบแปดชันษาเท่านั้นเอง และเมื่อองค์ฟาโรห์ Tutankhamun  สิ้นพระชน พระองค์ก็ถูกพระญาติที่ต่อมาได้เป็นกษัตรต่อจากพระองค์ ได้ทำการลบชื่อออกจากของฟาโรห์ Tutankhamun   ออก

จากทำเนียบการเป็นกษัตร ซึ่งนั้นเองที่เป็นสาเหตุว่าทำไมถึงไม่มีนักประวัติศาสตร์คนใด รู้จักประวัติของพระองค์เลย  จนกระทั่งเมื่อวันที่ 4 เดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1922  คณะขุดทองชาวอังกฤษก็ได้พากันลักลอบเข้าไปขุดหาทองและหาสมบัติในสุสานดังกล่าว

ซึ่งสุสานแห่งนี้มีอายุเก่าแก่มากกว่าสามพันปีมาแล้ว และมีเรื่องเล่าออกมาว่านักขุดทองทั้งหมดที่ลักลอบเข้าไปหาสมบัติในสุสานของฟาโรห์ Tutankhamun  นั้นต่างก็ต้องมาสังเวยชีวิตให้กับสุสานของฟาโรห์ Tutankhamun   ด้วยกันทุกคน

ซึ่งแต่ละคนนั้นก็มีเรื่องราวชวนหัวลุกแตกต่างกันออกไปและทุกครั้งที่สุสานขององค์ฟาโรห์ Tutankhamun   ถูกคนเข้าไปรบกวนเมื่อใดก็ตามก็มักจะมีคนต้องเสียชีวิตต่อคำสาปลี้ลับนี้ทุกครั้งไป และนับตั้งแต่นักโบราณคดีค้นพบสุสานของฟาโรห์ Tutankhamun  แห่งนี้

และมีการเข้าไปสำรวจภายในของสุสานนั้นก็ปรากฏว่ามีคนที่ต้องเสียชีวิตเพราะสุสานฟาโรห์ Tutankhamun  แห่งนี้ไปแล้วไม่ต่ำกว่ายี่สิบคนมาแล้ว และเนื่องจากที่สุสานแห่งนี้มีคำสาปที่มีอาถัณฑ์นั่นเองทำให้องค์ฟาโรห์ Tutankhamun  นั้น

ยังคงได้พักผ่อนในสุสานแห่งนี้อย่างสงบเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันเพราะคำสาปนี้เปรียบเสมือนกับเป็นเกาะป้องกันไม่ให้ใครก็ตามที่หวังอยากจะได้สมบัติของฟาโรห์ Tutankhamun  ไม่สามารถเข้าไปรบกวนพระองค์ได้นั่นเอง

        สำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับสุสานขององค์ฟาร์โรห์ของอียิปห์นั้น มีนักโบราณคดี ค้นพบสุสานมากมายหลายสุสานด้วยกัน และทุกสุสานก็มักจะมีคำสาปที่เอาไว้สาปแช่งคนที่เข้าไปรื้อค้นทำลายความสงบข้างในสุสาน ซึ่งในสุสานขององค์ฟาร์โรห์ส่วนใหญ่แล้ว

จะไม่ได้มีแค่พระศพขององค์ฟาร์โรห์เท่านั้น แต่จะมีทหารที่ถูกฆ่าตายเพื่อให้มาคอยรับใช้องค์ฟาร์โรห์ด้วย ซึ่งอาจจะเป็นเหล่าทหารกล้าเหล่านี้ก็ได้ที่เข้ามาทำร้ายคนที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับภายในสุสานนั้น

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  sagame